เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
KAT-SAN DIARY 4 - Long Time No SeeVuttiphong Mahasamut
Kyoto - DAY 3 - Kiyamachi Dori / Kaleidoscope Museum / Shimogyo Ward



  • ใช้เวลาไม่นาน ขึ้นรถไฟจากโอซาก้ามาเกียวโต ทันทีที่ถึงสถานี เราทำตามสูตรเดิม คือนำกระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม และไปที่อื่นกันก่อนจะถึงเวลาเช็คอิน ครั้งนี้เราเลือกพักที่ Hotel Kanra ซึ่งอยู่ห่างออกมาจากสถานีเกียวโตประมาณ 10 นาที(รถยนต์) ซึ่งทำให้ต้องนั่งแท็กซี่ในการเดินทางไป แต่ก็แลกกันด้วยที่พักที่ตั้งใจอยากจะมา

    Hotel Kanra เป็นโรงแรมที่ได้แรงบันดาลใจมากจากบ้านสไตล์ มาชิยะ(Machiya) ซึ่งเป็นสไตล์ของบ้านทาวน์โฮมญี่ปุ่นในยุคก่อน (ลองนึกภาพ “เรียวกัง” แต่เป็นในลักษณะของบ้านสองชั้นมากกว่าโรงแรม มีองค์ประกอบคล้ายๆ กัน เช่น โครงสร้างและวัสดุส่วนใหญ่ที่ทำขึ้นจากไม้ หลังคากระเบื้องสีดำ เสื่อทาทามิ ประตูโชจิ)  ส่วนใหญ่จะมี 2 ชั้น ชั้นล่างจะทำเป็นร้านค้าและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเยอะในเกียวโต และถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองนี้

    ซึ่งโรงแรมก็นำมาผสมกับความโมเดิล โมเดิลจนตอนแรกผมหาทางเข้าไม่เจอ พอมาถึงหน้าโรงแรม แคทซังก็ใช้เทคนิคเดิมคือให้ผมเป็นคนไปบุกเบิกเส้นทาง มองจากตรงหน้าจะเจอหน้าต่างขนาดใหญ่ ซึ่งจะเห็นเป็นร้านขายของที่ระลึก แต่พอผมเดินลงบันไดไป 1 ชั้น แทนที่จะเป็นทางเข้ากลับเจอกำแพง ผมเลยเดินลงไปอีก 1 ชั้น แต่ก็เจอร้านอาหาร  ผมเดินขึ้นเดินลง 2 รอบเพื่อหาทางเข้า 

    สรุป ทางเข้าคือตรงกำแพงนั่นแหละ มันไม่ใช่กำแพงแต่เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ ที่ต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ ถึงจะเลื่อนเปิดแบบอัตโนมัติทั้งบาน


    (ทางเข้า Hotel Kanra)


    พอเข้ามาได้ก็นำกระเป๋ามาฝากไว้แล้วก็กลับออกมา สถานที่แรกที่เราจะไปคือร้านที่ผมเลือกเอง (ทริปนี้มีที่ผมเลือกอยู่ประมาณไม่เกิน 4 อย่างได้) ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดลับ(และเล็ก) Le Cafe de Benoit

  • CAFE 03 - Le Cafe De Benoit คาเฟ่อาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศส


    ร้านนี้ก็เป็นตัวอย่างของบ้านสไตล์มาชิยะที่ผมบอกไปตอนก่อน(รูปด้านบน) บ้านโบราณที่ชั้นล่างทำเป็นร้านค้าและชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย แต่พิเศษตรงที่ด้านล่างที่เป็นคาเฟ่ มีความกว้างแค่ไม่ถึงครึ่งของพื้นที่ (ถ้าดูจากในรูป ร้านคือส่วนด้านขวาของแคทซังไปจนถึงกำแพง น่าจะกว้างประมาณ 2 เมตร ลึกประมาณ 10 เมตรได้ มีขนาดประมาณป้อมยามหน้าหมู่บ้านผม 2 อันต่อกัน)

    พอเดินเข้าไปด้านใน (มีโต๊ะประมาณ 4 โต๊ะ) เจ้าของร้านซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคน หน้าตาดูเป็นมิตร ทักทายและคุยกับแคทซัง เธอดูตื่นเต้นที่มีลูกค้าเข้ามา เธอส่งสัญญาณมือให้เรานั่งลงแต่ให้นั่งคนละโต๊ะกันและหันหน้าออกไปทางประตู (เหตุผลอาจจะเป็นเพราะโต๊ะวางอาหารได้แค่ชุดเดียว) 

    เธอเอาเมนูออกมาและอธิบายอย่างออกอรรถรส (ซึ่งตอนช่วงเวลานั้นน่าจะมีแต่อาหารเช้า) เธอพยายามพูดภาษาอังกฤษเท่าที่ทำได้ แต่ส่วนใหญ่เราต้องจับใจความภาษาญี่ปุ่นเอา ผมเลือกเมนูอาหารเช้าที่มีขนมปังกับไข่ กาแฟ ส่วนแคทซังเลือกคล้าย ๆ กัน แต่เธอเพิ่ม(ขนม) กับกาแฟของเธอเลือกแบบ cafe au lait 




    สิ่งแรกที่ผมสั่งคือ ไข่ต้มที่ผมสั่ง (น่าจะสไตล์ฝรั่งเศส) มีการโชว์การกะเทาะเปลือกเล็กน้อย

    มีอันนี้มาด้วย เป็นเหมือนลูกฟิกในน้ำเชื่อมโฮมเมด (เดาเอาว่าเขาทำเอง พอกินผลไม้หมด แกบอกว่าให้เติมน้ำแข็งลงไปกินกับน้ำเชื่อมต่อ) ซึ่งอร่อยมาก ผลไม้อร่อย น้ำเชื่อมก็หวานกำลังดี


    เซ็ทอาหารเช้าที่ผมสั่ง ขนมปังอร่อยดี พอกำลังจะเอาปากกัด เธอ(เจ้าของร้าน)ก็เดินมาบอกอีกว่าสามารถกินได้ 4 แบบ ( กินด้านที่มีแต่แยม กินด้านที่มีแต่เนย กินผสมกัน เอาขนมปังที่เหลือจิ้มกาแฟ) ไอ้เรากำลังหิวแต่ก็ลองทำตามดู ทุกด้านอร่อยหมดยกเว้นตอนจิ้มกาแฟ)


    ชุดนี้ของแคทซัง พอขนมมาเสิร์ฟ แกก็อธิบายให้แคทซังฟังอีกว่าขนมแต่ละชิ้นมาจากไหน ประเทศอะไร (เหมือนจะมีจาก ญี่ปุ่น 2 จังหวัด จากอเมริกา ฝรั่งเศส และอินเดีย ถ้าจำไม่ผิด) แกดูภูมิใจที่ได้นำเสนอดี 


    เครื่องดื่มของแคทซัง Cafe Au Lait ก็มีการโชว์ราดกาแฟอีก (ดูเหมือนแกจะสนุกกว่าคนกินอีก)



    สุดท้ายก่อนจากกันก็พูดคุยเล็กน้อยต่อ เธอนึกว่าแคทซังเป็นคนจีน พอเราบอกไปว่าเป็นคนไทย เจ้าของร้านก็บอกว่าเธอชอบผลไม้ตากแห้งของไทยมาก กินเสร็จ จ่ายเงิน แล้วก็ Sayonara" เจ้าของบอกเราระหว่างที่กำลังเดินออกไป 


  • เดินเล่นเลียบคลอง ย่าน Kiyamachi Dori



    ท้องฟ้ามีช่วงที่เมฆปกคลุมและช่วงที่แสงแดดลอดผ่าน บางช่วงที่มีแสงแดด ถนนเส้นนี้สวยดี ผมเพิ่งได้มองวิวของเมืองเกียวโตชัด ๆ คลองที่อยู่ทางขวามีน้ำเล็กน้อย (ให้เป็ดพอว่ายได้) และเป็นวิว(ด้านหลัง)ให้กับคาเฟ่ ร้านอาหาร หรืออพาร์ทเมนต์ทางด้านขวา ส่วนด้านซ้ายของถนนที่ไม่มีวิวแม่น้ำ ตึกและร้านค้าก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง เน้นแนวพับบาร์และร้านขายของ (มีค่าเฟ่ แต่เป็น Maid Cafe) เดินไปเรื่อย ๆ เป็นเส้นตรง ผมสังเกตุว่ามีร้านเหล้าเยอะมาก


    (คาเฟ่สวย ๆ มีด้านหลังเป็นวิวคลอง)

    (หน้าต่างแนวนี้ก็ยังเห็นวิวและดูลึกลับดี)

     

    (เป็ดไหว้น้ำได้)



    (ส่วนร้านนี้อยู่ทางด้านซ้ายของถนน ผมถ่ายรูปเฉย ๆ ไม่ได้เข้าไปนะ)

  • CAFE 04 - Soiree คาเฟ่แนวเรโทรย้อนยุค แฝงความน่ารักปนลึกลับ



    จุดหมายในการเดินมาเรื่อย ๆ ของเราคือร้านนี้  ทันทีที่มาถึง ร้านเหมือนกำลังจะเตรียมเปิด มีคนมาต่อแถวหน้าร้านหลายคนเพื่อรอที่จะเข้าไป (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) ที่ตู้โชว์หน้าร้านวางจานชามที่ดูเป็นของวินเทจที่หรู ๆ เอาไว้ ถ้ามองรายละเอียดดี ๆ จะเห็นสิ่งที่เป็นการแกะสลักหรือทำเป็นประติมากรรมตกแต่งอยู่ เป็นลวดลายที่ดูสวยและลึกลับ


    (จานชามในตู้โชว์)

    (ลายแกะสลักที่ลึกลับตัดกันกับป้ายชื่อร้านที่ดูน่ารัก)


    ชื่อ Soiree มาจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "การเฉลิมฉลองยามค่ำคืน" พอค้นข้อมูลเกี่ยวกับร้านถึงรู้ว่า ร้านเปิดมาตั้งแต่ปี 1948 และขึ้นชื่อเรื่องการทำโซดาที่ใช้กรรมวิธีการผลิตเดิมมา 100 ปีแล้ว (อะไรจะนานขนาดนั้น) มีการแนะนำว่าให้รีบดื่มเพราะความซ่าจะหายไปเร็วกว่าโซดาทั่วไป

    ทันทีที่เดินเข้ามา เราเหมือนหลุดมาในอีกโลกหนึ่งจริง ๆ เพราะด้านในมีความมืดสลัวมาก มีการใช้ไฟสีฟ้าตัดกับโทนสีดำของร้าน ทำให้ดูน่าพิศวงเข้าไปอีก ตามผนังมีการประดับด้วยภาพวาดและเครื่องแก้ววินเทจ อีกสั่งหนึ่งคือ ร้านนี่ไม่เปิดเพลง (ตอนแรกผมนึกว่าเพลงคงดับไป แต่ไปอ่านรีวิวมาของคนอื่นก็พูดไว้เหมือนกัน) ในรีวิวบอกว่าการที่ร้านไม่เปิดเพลงทำให้บรรยากาศร้านดู ผ่อนคลาย มากขึ้น แต่ผมเห็นตรงกันข้าม ผมคิดว่าอย่างน้อยควรจะเปิดเพลงคลอเอาไว้เบา ๆ อาจจะเป็นเพลงคลาสสิกคอล หรืออะไรที่เข้ากับบรรยากาศของร้าน เพราะร้านเงียบเลยทำให้ไม่มีใครกล้าคุยอะไรกันมาก ทุกคนตั้งใจดื่ม กิน และก็กลับ 

    (แคทซังสั่งเมนูฮิตของร้าน เป็นเจลลี่หลากสีในน้ำโซดาใส่มะนาว)

    (ผมสั่งกาแฟ)



    บรรยากาศของตรอกรอบ ๆ ร้าน อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุตอนมาแถวนี้คือ ถนนของเขาไม่เรียบ หมายถึง ถนนมีความนูน เอียง ของเนิน (ซึ่งไม่เกียวกับคุณภาพของถนน) อาจจะเป็นในเรื่องของภูมิประเทศหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ผมรู้เพราะเวลาถ่ายรูปแล้วมาดูทีหลัก แต่ละรูปมันจะดูเอียง เสาหรือตึกไม่ได้ตั้งตรง ถ้าใครมาถ่ายรูปแถวนี้แล้วตึกตั้งตรงหมายถึงเขาปรับแต่วเอาอีกทีนะ







  • Kaleidoscope Museum ไซคีเดลิคมือหมุน


    สถานที่ต่อไปที่เรามุ่งหน้าไป คือ พิพิธภัณฑ์คาไลโดสโคป หรือ สิ่งประดิษฐ์ที่ (ส่วนใหญ่) เป็นทรงกระบอก มีกระจกติดอยู่ด้านในเพื่อให้เกิดภาพสะท้อนต่อเนื่องกันเยอะ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่มีหลายสีและเมื่อหมุนหรือเคลื่อนไหวก็จะเกิดเป็นภาพที่ชวนสะกดจิตและสวยงาม 

    ผมในตอนก่อนเข้าไป กับตอนออกมา เหมือนเป็นคนละคนกันก็ว่าได้ ก่อนเข้าไปผมรู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งนี้แค่ที่อธิบายไปข้างต้น แต่พอผมกลับออกมา ผมกลับได้รู้ว่า มันมีคาไลโดสโคปหลากหลายประเภทมาก ไม่ใช่แค่ในรูปทรงเดียว และขนาดของมันมีตั้งแต่แบบใช้มือหยิบขึ้นมาส่อง หรือแบบตั้งโต๊ะส่องเหมือนกล้องจุลทรรศน์ ไปจนถึงขนาดตั้งโชว์เป็นของตกแต่งบ้านได้เลย และการทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหวก็มีหลายวิธี ไม่ใช่แค่การหมุนอย่างเดียว แต่บางอันก็เป็นการใช้น้ำ(แรงโน้มถ่วง) หรือบางอันเป็นการหมุนเฟือง เป็นต้น

    ซึ่งที่นี่น่าสนใจตรงที่ เขารวมรวบอันเป็นของโบราณจริง ๆ จากทั้งในต่างประเทศและในญี่ปุ่นเอง ซึ่งแต่ละอันน่าจะมีอายุเกินวัยกลางคน (มีน้อยอันที่เป็นแบบที่เพิ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่) โดยรวมเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมาก ประทับใจจนผมซื้ออันที่ชอบกลับบ้านมาหนึ่งอัน


    ดูภาพเคลื่อนไหวได้ ในลิ้งด้านล่าง




    (เสาตรงทางเข้า เท่มาก)


                                 (ป้ายชื่อ เข้าไปด้านในเข้าไม่ให้ถ่ายรูป เลยถ่ายได้แค่ด้านหน้านะ)

    --------


    หลังจากออกมา ก็เดินเล่นกันแถวนั้น มีร้านที่น่าสนใจอยู่เยอะเหมือนกัน





    (ผมได้กาแฟและช้อนจากร้านนี้มา)



    (ร้านนี้แคทซังลิสต์เอาไว้ บังเอิญเจอเลยแวะเข้าไป)


    (บรรยากาศด้านใน)

    (เจอร้านดองบ๊วยกับเหล้าเป็นไม่ได้)



  • Hotel Kanra Kyoto

    ถึงเวลาเช็คอิน เข้าไปนั่งตรงเคาร์เตอร์ พนักงานต้อนรับผู้ชายมาดนิ่ง(แต่เป็นกันเอง) คุยกับเราด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ๆ แต่มีความตั้งใจ ถามเรื่องจำนวนวันที่จะมาพัก และบอกเราในเรื่องทั่วไปของการเข้าพัก เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก ห้องอาหาร กุญแจที่จะได้(เป็นกุญแจแบบยุคเก่า) หลังจากพูดคุยเรื่องที่พักเขาชวนเราคุยถึงเรื่องเกี่ยวกับเกียวโต ว่าเราจะไปไหน ทำอะไรบ้าง และก็แนะนำร้านให้กับเรา (แคทซังจดเอาไว้บ้าง) เขาประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นว่าเธอรู้จักร้านต่าง ๆ เยอะ พอผมบอกว่าแคทซังเตรียมตัวมาอย่างดีและพูดภาษาญี่ปุุ่นได้นิดหน่อย(เพราะเรียนมา) เขาก็เริ่มคุยกับแคทซังเป็นญี่ปุ่น(เป็นคำง่าย ๆ ให้เธอได้ลองพูด) สักพักก็เดินมาแนะนำร้านขายของ/ที่จัด workshop ที่อยู่ด้านหน้าของโรงแรม มีของจำพวกเครื่องปั้นดินเผา เครื่องชาม ที่ขึ้นชื่อในแถบนี้ ทำออกมาในแนวร่วมสมัย มีมุมสำหรับ Workshop ทำ Kintsugi เพื่อซ่อมแซมเครื่องปั้นที่แตกหัก

    (สวนหินเล็ก ๆ หน้าทางเข้าห้อง)







  • ยามค่ำคืนที่ไม่เป็นไปตามคาด


    ร้านอาหารที่ตั้งใจจะไป ปิด! 

    ผมกับแคทซังรู้ตัวเมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน ตัดสินใจเดินหาร้านที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อหาอะไรกิน เดินไปไม่ไกลก็เจอกับตรอกเล็ก ๆ เป็นย่านที่อยู่อาศัยแต่มีร้านอาหารหรือบาร์แอบอยู่ ด้วยความหิวเลยตัดสินใจเข้าไปร้านที่ดูเหมือนร้านปิ้งย่างเกาหลี พอเข้าไปด้านในก็ต้องเจอกับด่านของภาษา (อันนี้คือความท้าทายของการไปร้าน local อย่างแท้จริง Google Translate ก็ช่วยไม่ได้เยอะ) โชคดีเมนูที่มีรูป เราเลยพอเดาเอาได้ สรุปก็ได้กินปิ้งอย่างที่อร่อยดี

    ระหว่างที่กินอยู่มีครอบครัวชาวเกาหลีแวะเข้ามากินเหมือนกัน พ่อ แม่ ลูก ถ้าคนเกาหลียังเข้ามากินก็แสดงว่าร้านนี้น่าจะมีขึ้นชื่ออยู่ 

     



    ในระแวกนั้นยังมีบาร์อยู่ชั้นบน เราลองเดินขึ้นไปดูกันแต่ก็หาที่ลงไม่ได้ซักที   



    ระหว่างเดินหาก็ได้ยินเสียงคนไทยคุยกันมาจากร้านฝั่งตรงข้ามตรงหัวมุม ไม่ได้ดูชื่อแต่เป็นร้านที่ดูค่อนข้างจะฮิตเพราะมีคนนั่งอยู่เกือบเต็ม เราตัดสินใจเดินหาไปก่อน สุดท้ายก็ได้มานั่งร้านที่ชื่อว่า Kawa Bar ซึ่งพอเข้าไปก็ปรากฎว่าบาร์ไม่เปิด ทำให้ต้องสั่งเบียร์มากินเท่าที่มีให้เลือกแค่ 1 อย่าง (และเป็นอันที่ผมเคยดื่มแล้ว) อีกทั้งเราเลือกนั่งฝั่งริมน้ำ (ซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม) แต่พอมานั่งแล้วค่อนข้างหนาว พวกเรานั่งกันไม่นาน ก็จ่ายเงินกลับบ้าน


    ผ่านเกียวโตวันแรกในแบบที่ค่อนข้างดี ทุกคนอิ่มและสนุกเพียงพอกับหนึ่งวัน  ถึงตอนค่ำจะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้เท่าไหร่ แต่โดยรวมก็ไม่ได้แย่ ได้หรือไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ก็มี "โชค" นำหน้าเหมือนกัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in