เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
KAT-SAN DIARY 4 - Long Time No SeeVuttiphong Mahasamut
Kyoto - DAY 4 - Yasui Konpiragu Shrine / Kennin-ji Temple / Hagashiyama


  • เริ่มต้นเช้าวันใหม่


    ตื่นนอนมาด้วยอากาศแจ่มใส เกียวโตในวันที่สองเริ่มต้นขึ้นด้วยการไปศาลเจ้าอีกเช่นเคย ตัดสินใจที่จะลองนั่งรถประจำทาง เราเดินออกจากโรงแรมมารอที่ป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลนัก เปิด GPS เพื่อดูเลขสายรถเมล์ พอขึ้นมาในสายที่คิดว่าน่าจะใช่ พวกเราเดินขึ้นไปตรงกลางรถแล้วแตะบัตร Suica เพื่อผ่านเข้าไป ผมสังเกตุว่าคนส่วนใหญ่จะใช้บัตร Suica ที่เป็นแอปในมือถือกันหมด (ได้ข่าวมาว่าชิปขาดแคลนในช่วงหนึ่ง เลยหยุดผลิตไป) ผมเหมือนจะเป็นคนเดียวในคันที่ยังมีบัตรที่เป็นบัตรจริง (ยังเก็บบัตรที่ได้ครั้งแรกเมื่อ 8 ปีก่อนไว้) 

    พอถึงจุดปลายทางที่คิดว่าใช่ แคทซังส่งสัญญาณให้ลง และเมื่อลงมาก็พบกับสถานที่ที่เป็นเหมือนวัด (มีคนมาเยอะเหมือนกัน) แต่เราเดินต่อกันไปอีกสักพัก ผมเริ่มสังเกตุเห็นฝูงชน เดาได้ว่าเป็นนักท่องเที่ยว มุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน บ้านเรือนในเกียวโตเล็ก ถนนก็เล็ก และพอมีคนมาอยู่รวมกันเยอะ ๆ ทำให้รู้สึกแน่นเวลามองไป ผมเชื่อว่าคนเกียวโตที่อาศัยอยู่แถบนั้นหลายคนก็คงไม่อยากให้ซอยบ้านเขามีแต่นักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีใครสามารถหยุดความนิยมของนักท่องเที่ยวที่อยากมาที่นี่ได้ ในส่วนนี้ก็เป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน



    (นโยบายหาเสียง All for All)




    (ยินดีต้นรับ)


    และแล้วก็มาถึงศาลเจ้าที่ว่า มีการให้คนเขียนข้อความลงบนกระดาษ แล้วก็ลอดไป-กลับผ่านรูที่อยู่บนหิน แล้วก็นำกระดาษมาผูกติดไว้ คนมาเยอะมากต้องต่อคิวยาว



    เสร็จก็เดินเล่นย่านนั้นต่อ 



    (แวะกดช็อกโกแลตเย็นกระป๋อง ซื้อเพราะอาร์ทเวิร์กล้วน ๆ)




    เดินไปเดินมาก็มาเจอกับร้านแกลเลอรี่ที่แคทซังอยากเข้าแต่ก็ไม่ได้เข้า แต่ได้เข้าไปในร้านชาที่อยู่ใกล้ ๆ แทน ซึ่งแคทซังก็ชอบมาก เพราะเขามีขนมอันเล็ก ๆ น่ารักขาย พร้อมกับมีบริการนั่งจิบชาได้ในร้านเลย

    (อันนี้ไม่ได้เข้าไป อด)

    (ร้านชาที่บอก มีกระถางดอกไม้เล็ก ๆ ตั้งไว้ด้านหน้า)






  • วัดเซน เคนนินจิ (Kennin-ji)

    ก่อนที่จะมาเกียวโต ผมมีสิ่งที่ตั้งใจไว้คือ อยากมาเห็นสวนหินแบบเซน หรือที่เรียกว่า Kare-sansui ซึ่งเป็นสวนสไตล์มินิมอลที่ใช้ก้อนหิน ทรายสีขาว และพืชจำพวกตะไคร่น้ำ มาจัดให้เป็นสวนที่ดูสงบและสวยงาม เป็นสวนที่ให้นั่งมองเพื่อชื่นชมความงามแบบเซน ซึ่งคือการเข้าถึงความเป็นหนึ่งอันเดียวกันของมนุษย์และธรรมชาติ (ผมเดาเอา ว่านี่ทำให้สไตล์ "มินิมอล" ถือกำเนิดขึ้น มันคือการลดทอน หรือการปรุงแต่งสิ่งใดให้น้อยที่สุด ให้เหมือนกับวิถีของธรรมชาติ) 

    นักจัดสวนหิน แทนที่จะสลักหินขึ้นมาให้ดูสวยงามเพื่อเอามาตั้ง เขามีหน้าที่ "เลือก" หินที่ใช่ จากรูปทรงธรรมชาติของมัน แล้วนำมาตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ให้เหมือนกับว่าหินนั้นเลือกที่จะมาอยู่ตรงนั้นเอง การทำแบบนี้ได้ต้องมีดวงตาที่มองเห็นความสวยงามของรูปทรง และในการจัดสวนต้องรู้สึกได้ถึงความงามที่เกิดขึ้นจากปรัชญาเซน เช่น วาบิ-ซาบิ (Wabi-sabi) และยูเก็น (Yugen) 

    วาบิ-ซาบิ โดยย่อ หมายถึงคือการยอมรับในสัจธรรมและมองเห็นความงามของสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และยูเก็น คือ ความงามของสิ่งที่เราเห็นไม่ชัด ความลึกลับของสิ่งที่ถูกบังเอาไว้



    ผมไม่ได้ไปวัดเรียวอันจิ (Ryoan-ji) ตามที่หวังไว้ แต่ได้ไปวัดเคนนินจิ (Kennin-ji) แทน เหตุผลเพราะอยู่ไม่ไกลจากแหล่งที่จะไปต่อในวันนั้น แต่พอเข้าไปแล้วก็ชอบเช่นกัน มีขนาดใหญ่และมีพื้นที่หลายโซนให้เดิมชม วัดดูเก่า ขลัง แต่สภาพโดยรวมยังดูดี ตั้งใจจะไปมาชมสวนเซน แต่ส่วนที่ชอบที่สุดในวัดกลับเป็นพื้นที่ให้นั่งมองสวนธรรมดาที่อยู่ตรงกลาง เป็นพื้นที่สวน มีต้นไม้และโขดหิน ตอนนั่งจะมีช่วงที่แดดส่องทำให้บรรยากาศยิ่งดูสงบและสวยงาม 

    แต่โซนที่เป็นสวนหินก็น่าสนใจ เวลาแดดส่อง ถ้ามองตรง ๆ ทรายที่ถูกทำเป็นคลื่นมีประกายจากแสงสะท้อนกลับมา แต่ถ้าไม่มองตรง ภาพโดยรวมก็ดูสวยดี ผมนั่งมองซักพักก็ไปที่อื่นต่อ

    ในส่วนของวัดยังมีศาลาที่พระพุทธรูปอยู่ ด้านบนของเพดานมีภาพวาดมังกรตัวใหญ่ตัดกับฉากหลังที่เป็นสีดำ ดูขลังและอลังการมาก


  • Hagashiyama ย่านเมืองเก่าและฝูงชน


    ถ้าใครเคยดู vlog นำเที่ยวของเกียวโต จะมีชื่อของย่าน Hagashiyama ปรากฎอยู่บ่อยครั้ง จุดเด่นของย่านนี้คือเป็นเนินและเป็นย่านที่อนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างโบราณเอาไว้ มีทั้งบ้านที่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นร้านค้า เป็นโรงน้ำชา ร้านขายเครื่องปั้นดินเผา ปัจจุบันมีค่าเฟ่ ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก หรือร้านขายของขึ้นชื่อของเกียวโตเปิดอยู่มากมายริมสองข้างทาง อีกจุดไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวคือการได้มาเช็คอินที่ร้านกาแฟ Starbucks ที่เปลี่ยนโรงน้ำชาโบราณให้เป็นร้านกาแฟร่วมสมัย อยู่ในย่านนี้นี่เอง

    และแน่นอนว่าผมเองก็แวะไปมา แต่ก่อนที่จะไปถึงก็ต้องฝ่าฝูงชนของนักท่องเที่ยว ทั้งญี่ปุ่นและเทศ ซึ่งมากันอย่างมากมาย ผมไม่ค่อยชอบคนเยอะแต่ก็ไม่มีใครห้ามได้ เกียวโต เมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่ที่ทุกคนทั่วโลกก็อยากมาเห็นด้วยตาของตัวเอง  




    (วิวจากชั้นสองของ Starbucks สาขา Hagashiyama)

    (บันไดขึ้น-ลง)

    (อะไรบางอย่างที่ด้านหน้า)

    (มองย้อนไปตอนเดินขึ้นเนินมาสักพัก)


    (มวลมหานักท่องเที่ยว)



  • D&Department 


    ก่อนกลับโรงแรมเราแวะอีกที่หนึ่งคือ D&Department Kyoto ซึ่งเป็นร้าน selected shop ที่มีทั้งของกิน ของใช้ และเสื้อผ้าที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ญี่ปุ่น ที่เก๋คือสถานที่ตั้งของร้านอยู่ในวัด Bukkoji ซึ่งอาคารที่ใช้ทำเป็นร้านนั้นตั้งอยู่ในลานวัดนั่นเอง ผมได้ถาดรองขนมกับไม้จิ้มขนมกลับมา 

    การเดินทางไปยังวัดแห่งนี้ เราเลือกที่จะนั่งแท็กซี่กันไป ระหว่างทางคนขับชวนเราคุยถึงเรื่องในอดีตของเขา (เดาเอาจากท่าทางและน้ำเสียง) พอผ่านตรงอาคารที่เคยเป็น headquarter ของ Nintendo (แรกเริ่มบริษัทฯนินเทนโดนั่นขาย "สำรับไพ่") เขาก็พูดถึงสมัยที่เขาเล่นไพ่ (ทำท่าทางประกอบ) สรุปคือไม่ค่อยเข้าใจแต่สนุกดีที่ได้ฟัง เป็นคุณลุงที่อัธยาศัยดีจริง ๆ


    ระหว่างทางก่อนกลับ มีแวะร้านชาเขียวหนึ่งร้าน ชื่อ 7t+ ณ ตอนนั้น ไม่ได้อยากหยิบกล้องขึ้นมาเลยใช้โทรศัพท์ถ่ายเอาเล็กน้อย เข้าไปด้านในเป็นร้านเล็ก ๆ มีเคาร์เตอร์บาร์และชาต่าง ๆ บนกำแพงด้านหลัง เจ้าของเข้ามาทักทาย พอเราเลือกชาเสร็จก็ถามถึงความหวาน เราสองคนพูดพร้อมกันว่า "ไม่ใส่น้ำตาล" เจ้าของก็พูดขึ้นมาว่าสุดยอด(เป็นภาษาญี่ปุ่น) แล้วก็ชงชาให้ ผมกับแคทซังนั่งดื่มกัน ชามันอร่อยจริงนะ เป็นชาเขียวที่หอมและกลมกล่อม ต่างจากชาเขียวที่กินที่ไทย เหมือนจะพูดเกินจริงแต่ตอนนั้นรู้สึกแบบนั้นเลย




     

    (เจอเด็กเล่นดนตรีแจ๊สระหว่างทาง)



  • ก่อนกลับบ้าน แคทซังอยากลองไปกินร้านอาหารไทยที่นี่ เลยหาร้านที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก ชื่อว่า "ผักชี"   (เป็นร้านของคนญี่ปุ่น) เข้าไปด้านในก็บรรยากาศคล้าย ๆ ร้านจิ้มจุ่มรวมกับร้านข้าวแกง อาหารก็รสชาติใช้ได้ พนักงานเสิร์ฟเป็นเด็กญี่ปุ่นผู้หญิงทำหน้าตลก ๆ ระหว่างกินผมได้ยินเสียงคนไทยดังมาจากในครัว


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in