NoneNot_at_All
You have a mid(night's) call
  •           วันที่ 14
              23.54น.
              ปัทม์นั่งจ้องมองมือถือในอุ้งมือด้วยความรู้สึกตื่น ๆ วันนี้คะแนนสอบเขาออก เขาอยากจะเล่าให้คนในสายฟังใจจะขาด เขาจ้องมองมือถือสลับกับมองหน้านาฬิกาบนผนังเป็นรอบที่สาม และกำลังจะทำอีกครั้งเป็นรอบที่สี่ แต่เข็มนาทีก็ยังอยู่ที่ 54 แล้วในรอบที่ห้าที่เขาหันกลับไปมอง เข็มนาทีก็เลื่อนไปที่นาทีที่ 55 อย่างใจเย็น
              ปัทม์ตื่นเต้นนิดหน่อย ถึงแม้ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ 14 ที่เราคุยกันแบบนี้แล้วก็เถอะ เขาเปลี่ยนอริยาบทจากการนั่งมองมือถือสลับกับหน้าปัดนาฬิกาในนาทีที่ 55 นั่นแหละ ปัทม์ลุกขึ้น แล้ววิ่งพรวดพราดไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งกลับมาในนาทีที่ 59 เขามองเข็มนาทีอย่างรอคอยก่อนจะหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่ม เขาละสายตาจากหน้าปัดนาฬิกา ก่อนจะคว้ามือถือมาวางไว้บนตัก
              หน้าจอมือถือส่องแสงวาบขึ้นมา เขาเกือบจะสำลักน้ำอยู่แล้วตอนที่มันสั่นครืดคราดอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บนตัก ปัทม์เช็ดคราบน้ำที่เลอะมุมปากลวก ๆ ก่อนจะกดรับสาย สายที่ช่วงนี้มักจะโทรมาแบบนี้เป็นประจำตั้งแต่ 14 วันก่อน

              สายแปลก ๆ ที่ทำให้เวลาของเขาหยุดลงชั่วขณะ

              ณ เวลานี้ ตอนเที่ยงคืนตรง

              “ฮัลโหล...” ปัทม์เริ่มต้นทักทาย
              “สวัสดีค่า” เสียงเล็ก ๆ จากปลายสายเอ่ยตอบรับอย่างสดใสเช่นกัน

              -

              วันที่ 1 

              วันแรกที่ปัทม์ได้คุยกับอีกฝ่าย เป็นวันที่พระจันทร์มืดสนิท เขานั่งหลังขดหลังแข็งปั่นงานไฟนอลส่งอาจารย์อย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะว่ากำหนดส่งก็คือพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง แล้วเขาก็ควรจะทำมันต่อให้เสร็จสักที ก่อนที่เขาจะติด E วิชานี้เข้าจริง ๆ น่ะนะ ปัทม์ยืดสองแขนบิดขี้เกียจอย่างอดไม่ไหว หลังเขาจะหักเข้าจริง ๆ สักวันถ้าเขายังทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อยู่ แบบที่นั่งอยู่หน้าแล็ปท็อป 7 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนระหว่างการเล่นกับทำงานคือ 5 ต่อ 2
              ปัทม์ขบคิดกับตัวเอง ถึงเวลาที่เขาควรจะปรับพฤติกรรมตัวเองจริง ๆ สินะ
    เสียงสารพัดเสียงยังคงดังมาจากด้านนอก ย่านที่เขาอยู่มักจะเป็นแบบนี้เสมอ เพราะติดถนนใหญ่ เสียงรถที่วิ่งในเมือง แม้จะเป็นตอนกลางดึกแบบนี้ก็เลยยังมีอยู่ตลอด เสียงแมวที่ไล่จับกับแมวตัวอื่น เสียงกึก ๆ ของต้นไม้ที่เขาสุ่มเลือกซื้อมาตั้งไว้ที่ระเบียง เพราะว่าช่วงนี้ลมพายุค่อนข้างแรงมันเลยพัดกิ่งของต้นไม้เข้ากระทบกับกระจกแบบนั้น บางทีอาจจะได้เวลาตัดแต่งกิ่ง หรือไม่ก็ย้ายตำแหน่งกระถางต้นไม้นั่นซะแล้ว
              ระหว่างที่เขากำลังพักสายตาจากการจ้องมองหน้าจอแล็ปท็อปเป็นเวลานาน เสียงมือถือที่เขาชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ที่โต๊ะข้างหัวเตียงก็ดังขึ้น มันดังครืดคราดอยู่สามครั้ง ครั้งที่สี่เขาก็ลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อเดินไปกดรับสาย
              “ฮัลโหล…” ปัทม์กรอกเสียงลงไปเนือย ๆ
              “…” ปลายสายเงียบ แต่เขาได้ยินเสียงกุกกักบางอย่าง
              “…” ปัทม์เงียบ เขาหาวออกมารอบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมือถือขึ้นมาดูหน้าจอ ตัวเลขดิจิทัลบนหน้าจอกำลังตั้งใจนับเวลาการโทรฯ อย่างขันแข็ง เขาส่งเสียงอีกครั้ง “เอ่อ…ฮัลโหลค่ะ”
              “…อ่า...ค..” ปลายสายตอบรับ แต่เสียงขาด ๆ จนเขาฟังไม่ได้ศัพท์เลยสักนิด
              “คะ? อะไรนะคะ” ปัทม์งุนงงไม่น้อย “คุณ...โทรผิดหรือเปล่าคะ?”
              “อ้อ พี่สาวเป็นคนโทรมานี่คะ?” ปลายสายตอบกลับมาในที่สุด

              เสียงจากฝั่งนั้นนั้นชัดเจนราวกับกำลังพูดอยู่ตรงนี้ เขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงเด็กคนอื่น ๆ กำลังตะโกนเพื่อวิ่งเล่นไล่จับ ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องบางอย่าง ได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านไมค์ของมือถือ ได้ยินเสียงสุนัขตัวเล็ก ๆ กำลังเห่า ราวกับว่าเขายืนอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยจริง ๆ
              “หา ฉันโทรไปเหรอคะ” วูบนึงเขาเริ่มรู้สึกกลัวกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เสียงจากฝั่งนั้นชัดเจนมากจนขนหัวเขาลุกซู่ เขามองรอบตัวอย่างหวาด ๆ “อ้อ งั้นฉันวางนะคะ”
              “...” ปลายสายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่ปัทม์ยังได้ยินเสียงจากฝั่งนั้นชัดเจน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องบางอย่างที่ว่ายังดังอยู่ เสียงหัวเราะ เสียงตะโกนของเด็กหลายสิบคน สมองของเขากู่ร้องให้เขารีบออกจากสถานการณ์ชวนขนหัวลุกนี่ให้เร็วที่สุด ทว่าเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากฝั่งนั้นเหมือนจะดังถี่ขึ้น ชัดเจนมากขึ้นกว่าตอนแรกซะอีก

              ปัทม์เลื่อนมือถือออกมาก่อนจะกดปุ่มวางสาย แต่...ไม่มี ไม่มีปุ่มวางสายในหน้าจอมือถือของเขา เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาจากไรผมทั้งที่ห้องของปัทม์ยังเปิดแอร์เย็นเฉียบ สองมือเขาสั่นน้อย ๆ ขณะกำลังสัมผัสหน้าจอเพื่อให้ปุ่มวางสายปรากฏขึ้นมา แต่ความพยายามของเขาไม่สำเร็จ ปัทม์หัวเสียหน่อย ๆ เขาเกือบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ จนกระทั่งลานสายตาเขาไปปะทะกับนาฬิกาบนโต๊ะพอดี 

              เข็มนาทีมันหยุดอยู่ที่เที่ยงคืนตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว 

              ปัทม์เลื่อนสายตากลับมาที่มือถือ ตัวเลขดิจิทัลที่แสดงเวลาการโทรยังนับเวลาการโทรฯ ต่อไป ผ่านมา 8 นาทีกว่า ๆ แล้ว เขาสูดลมหายใจอย่างติดขัด กระบอกตาร้อนผ่าว มือเขาสั่น เขาวางมือถือไปที่เตียงแล้วเดินไปเปิดม่าน ป้ายLEDที่ปกติจะขึ้นตัวอักษรโฆษณาเลื่อนไปมา ตอนนี้กลับไร้ความเคลื่อนไหว เขาแทบจะมองเห็นเศษใบไม้ที่ถูกลมพัดกรรโชกอย่างแรง ลอยเคว้งอยู่นิ่ง ๆ กลางอากาศ               เขาเบือนหน้ากลับมาที่หน้าจอมือถืออีกครั้ง มองเลขดิจิทัลที่กำลังนับเวลาการโทรฯ ไปเรื่อย ๆ 
              “…” ปัทม์หลุดเสียงสะอื้นออกมาในที่สุด เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากฝั่งนั้นลากยาว ก่อนจะหยุดลง
              “…เอ่อ พี่สาวร้องไห้เหรอคะ” ปลายสายถามออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก
              “ฮื่อออ” ปัทม์สูดหายใจเข้า น้ำตาเขาร่วงลงมาหยดหนึ่ง ก่อนเขาจะปล่อยโฮออกมาจริง ๆ
              “อ้าว ไม่ร้องไห้สิคะ กอด ๆ น้า” เสียงเล็ก ๆ ปลอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากฝั่งนั้นจะดังขึ้นอีกรอบ คราวนี้ปัทม์ร้องไห้ ร้องไห้จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร เพราะความกลัว เพราะความเครียดที่สะสมกดทับสองบ่าของเขาอยู่แล้วในช่วงนี้ หรือเพราะคำปลอบประโลมที่ไร้เดียงสาจากสายปริศนานั่นกันแน่

              -



  •           วันที่ 4

              หลังจากวันนั้นที่ปัทม์ได้รับสายแปลก ๆ ตอนเที่ยงคืน หลังจากที่เขาร้องไห้ใส่อีกฝ่ายไป คืนนั้นปัทม์ก็หลับไปทั้งอย่างนั้น พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องบางอย่าง พร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ อีกหลายชีวิต 
              เขาสะดุ้งตื่นตอนเกือบ ๆ เจ็ดโมงเช้าวันต่อมา เพราะว่างานยังไม่เสร็จทำให้เขาต้องรีบหอบตัวเองออกจากเตียงเพื่อไปทำงานให้ส่งทันเดดไลน์อีกต่างหาก 
              สองวันให้หลัง รวมถึงวันนี้เอง เขาเลยเลือกที่จะไม่รับสายโทรศัพท์นั่น มือถือยังคงสั่นครืดคราดแผลงฤทธิ์ความหลอนของมันอย่างต่อเนื่อง นาฬิกาของเขายังยังหยุดที่เที่ยงคืนเป๊ะพอดี ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัด เขามองแมวที่กำลังจะกระโดดข้ามไปตึกข้าง ๆ แต่มันทำไม่สำเร็จ เพราะตอนนี้มันกำลังถูกตรึงนิ่ง ๆ ไว้กลางอากาศ 
              ช่วงสองวันแรก เขาเกือบจะเป็นบ้าเพราะเสียงครืดคราดของมือถือที่สั่นไม่หยุด เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนกว่าที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ เขาอาจจะสูญเสียความสามารถในการรับรู้เวลาไปแล้ว หรืออันที่จริงเขาอาจจะเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ ไม่งั้นสถานการณ์แปลก ๆ แบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะ จริงไหม

              -
              วันที่ 5
              เที่ยงคืน ปัทม์กดรับสายมือถือด้วยอารมณ์คุกรุ่น วันนี้เขาเพิ่งไปดื่มมา อันที่จริง ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในร้านเหล้าด้วยซ้ำ หัวเขามึนนิดหน่อยด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เหมือนกับว่าพอเหล้าเข้าปาก ความยับยั้งชั่งใจต่าง ๆ ก็ลดฮวบลง ความกล้าบ้าบิ่นบวกกับความเครียดที่สั่งสมทำให้เขาไม่อาจอดทนอีกต่อไป เขาหยิบมือถืออกมา ตัวเลขสิบหลักเรียงรายอยู่บนนั้น แต่ลานสายตาเขาพร่ามัวเกินกว่าสนใจมัน
              “...ไง” ปัทม์กรอกเสียงลงไปในสาย ตอนนี้ทุกอย่างในร้านหยุดนิ่ง อาจจะเป็นโชคดีของเขาก็ได้เพราะเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กำลังจะชนแก้ว ความรุนแรงของการชนนั้นทำให้ของเหลวในแก้วกระฉอกออกมา มันเกือบจะราดหัวเขาเข้าแล้วจริง ๆ
              “…” ไร้เสียงตอบรับ แต่เสียงเอ๊ยดอ๊าดจากฝั่งนั้นยังมีอยู่เหมือนเดิม หน้าจอมือถือยังแสดงเวลาที่ใช้ในการโทรฯ อยู่
              “เธอต้องการอะไรกันแน่” ปัทม์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขากระชากเสียงช่วงท้ายประโยค
              “เปล่านี่คะ ก็พี่สาวโทรมา” เสียงเซ็งแซ่จากปลายสายยังดังอยู่ เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากเครื่องบางอย่างก็ยังคงดังอยู่
              “เงียบเสียงเอี๊ยดอ๊าดนั่นสักที ก่อนที่ฉันจะเป็นบ้าเพราะมัน” ปัทม์ว่าเขามีความกล้ามากขึ้น ตอนนี้เขากำลังคุยกับอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากจินตนาการด้วยซ้ำว่าอะไรที่ว่านั่นจะเป็นใครหรือตัวอะไร 
              “…” เสียงเอี๊ยดอ๊าดนั่นเงียบลงในที่สุด “พี่สาวไม่ชอบชิงช้าแล้วเหรอคะ” 
              “อะไรนะ?” ปัทม์ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจได้ในอึดใจถัดมา เสียงเอี๊ยดอ๊าดที่เขาได้ยินมาตลอดก็คือเสียงจากชิงช้านั่นเอง ปัทม์อ้ำอึ้ง เขาบอกปัดไปส่ง ๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปฏิเสธอะไรระหว่างชอบกับไม่ชอบ “ก็..เปล่า” 
              ปัทม์ยกแก้วขึ้นดื่ม รู้สึกถึงหัวของเขาที่คล้ายขยายใหญ่จนเหมือนบอลลูนเติมลมลูกหนึ่ง
              “หนูชอบชิงช้ามากเลยล่ะพี่สาว เนี่ย ตอนเด็ก ๆ นะ คุณแม่จะ...” เสียงจากปลายสายดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด ปัทม์ฟังเรื่องราวที่ถูกเล่ามาตามสายด้วยสติที่ไม่ค่อยเต็มร้อยเท่าไหร่ เขาอือออตามเด็กนั่นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง
              “มีเรื่องไม่สบายใจอยู่เหรอคะ” คำถามที่เหมือนกับอ่านใจเขาทะลุปรุโปร่งถูกยิงกลับมา ปัทม์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาพลันตระหนักถึงความน่ากลัวของสถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่อีกรอบ หลังจากที่เขาหลงลืมความน่ากลัวของมันไปชั่วครูเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว
              “เอ่อ ก็...ไม่ได้มีอะไร” เขาลดเสียงลงในตอนท้าย รู้อยู่เต็มอกว่ามันมี เขามีเรื่องไม่สบายใจอยู่ และเขาเครียดจะบ้า
              “เล่าให้ฟังได้นะคะ หนูอยากฟังเรื่องของพี่สาวบ้าง” เสียงเอี๊ยดอ๊าดของชิงช้าแกว่งไกวเบา ๆ เสียงอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาในสายก็ยังคงมีอยู่ เด็กนั่นไม่ได้ถามอะไรต่อ ราวกับจะให้เวลาปัทม์ในการตัดสินใจ 
              “เฮ้อ อันที่จริง...” แล้วเรื่องราวต่าง ๆ ก็หลั่งไหลออกจากปากของปัทม์ในที่สุด เขาพ่นทุกความทุกข์ใจของเขาให้ปลายสายฟัง เขาลูบหน้าตัวเองครั้งหนึ่ง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นตรงกะบอกตา เสียงเขาสั่นเครืออย่างน่าขัน ท่ามกลางความเงียบสงัดในโลกของเขาตอนนี้ และเสียงไกวชิงช้าจากอีกฝั่ง ปัทม์ยังคงบ่นต่อไป “มันเหนื่อยมากเลยนะเว้ย” 
              “งั้นวันนี้ก็ต้องพักผ่อนได้แล้วซีคะ เดี๋ยวหนูต้องกลับบ้านแล้วเหมือนกันค่ะ คุณแม่จะเป็นห่วงเอา” อีกฝ่ายหัวเราะ
              “อื้อ ขอบคุณที่ฟังนะ” ปัทม์ปาดน้ำตาที่สองแก้มทิ้งอย่างลวก ๆ
              “ได้เสมอเลยพี่สาว โอ้ะ ต้องไปแล้วนะคะ ไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ” ได้ยินเสียงฝีเท้าจากเด็กนั่นกำลังวิ่งไกลออกไป
              “อ้อ ได้สิ” ปัทม์เลื่อนหน้าจอมือถือออกมาดู เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นมันวางสายไปเอง 

              หน้าจอปรากฏชุดตัวเลขแสดงระยะเวลาการโทรฯ 25 นาที 


  •           -
              วันที่ 17 
              หลังจากวันนั้นปัทม์กับเด็กนั่นก็ยังคุยกันเรื่อย ๆ ทุกวันตอนเที่ยงคืนของเขา และถ้าให้ลองเดาก็น่าจะเป็นตอนเที่ยงของฝั่งนั้น เพราะได้ยินเจ้าตัวเล็กบ่นว่าร้อนบ้าง บ่นเรื่องอาหารกลางวันบ้าง เด็กนั่นอายุ 10 ขวบ เด็กกว่าเขาตั้งรอบนึงแน่ะ น่าแปลกที่เราเข้ากันได้ดีมาก ๆ หลังจากวันนั้น เราคุยกันทุกอย่าง เรื่องสัพเพเหระ เรื่องที่กังวลใจ ความฝัน อาชีพที่อยากทำในอนาคต อาหารที่ชอบ 
              เวลาที่ปัทม์รับสายทุกสิ่งอย่างในที่ของเขาจะหยุดนิ่ง วันนี้ปัทม์ยืนอยู่ตรงระเบียง วันแรกที่เขาคุยกับอีกฝ่ายเป็นวันที่มืดสนิท แต่วันนี้พระจันทร์เต็มดวงพอดี เขายิ้มออกมาในตอนที่สังเกตเห็นนกสามตัวกำลังบินผ่าน ตัวของมันถูกตรึงค้างไว้บนผืนฟ้านิ่ง ๆ ราวกับจับวาง 
              “พี่ชอบแมวไหม หนูอยากเลี้ยงแมวมากเลยอ่า” น้ำเสียงสดใสยังส่งคำถามกลับมาเรื่อย ๆ 
              “ชอบสิ อยากเลี้ยงเหมือนกัน” 
              เราแทบจะรู้ทุกเรื่องของกันและกัน เราพูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากฟังเสมอ ยิ่งเราเข้ากันได้ดีเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกหวั่นใจมากเท่านั้น เขารู้สึกได้ว่าตอนจบของมันกำลังจะมาถึงเร็ว ๆ นี้

              เขามองหน้าจอที่สว่างวาบ หน้าจอขึ้นแจ้งเตือนว่าสายวางไปแล้ว เนิ่นนานจนกระทั่งหน้าจอมืดสนิทไปอีกรอบ

              วันนี้สายตัดไปนาทีที่ 13 

              -
              วันที่ 24 
              “พี่สาวเรียนวาดรูปด้วยเหรอคะ เจ๋งไปเลย” 
              “อ้อ ก็วิชาโทน่ะ”
              “หนูอยากวาดรูปได้บ้างจังค่ะ”
              “วาดได้สิ ลองดู”
              “ฮี่ ๆ รับทราบค่า เดี๋ยวกลับไปจะไปขอคุณแม่...”

              -
              วันที่ 28 
              ราวกับว่ากฎของเวลาจะยืดหยุ่นให้แค่ช่วงสั้น ๆ สุดท้ายแล้วเวลาก็กลับมาทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน ไม่มีการหยุดนิ่งของสรรพสิ่ง ไม่มีช่วงเวลาให้คิดทบทวนอย่างใจเย็นมากนัก โลกหมุนไปข้างหน้า ทุกคนเติบโต 
              “นี่ ๆ วันนี้หนูยืมหนังสือนิทานจากห้องสมุดมาด้วยแหละค่ะ สนุกมากเลยนะ...” หนนี้น้ำเสียงสดใสนั่นเล่าแบบไฟลุก เร็วจนสำลักน้ำลายตัวเองไปรอบหนึ่ง ท้ายประโยคก็ยังตัดพ้ออย่างไม่จริงจังมากนัก              “อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองจังค่ะ”          “จริง ๆ โตขึ้นอีกหน่อย เราจะมีห้องเป็นของตัวเองแหละ มีชั้นหนังสือ มีตุ๊กตา” ปัทม์ว่า 
              “จริงเหรอคะ ดีจังเลย หนูอยากรีบโตจะแย่แล้วอ่า” 
              “เอางั้นเหรอ” ปัทม์หัวเราะ เขารู้ว่าบางช่วงของการเติบโตมันก็ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น แต่ระหว่างทางก็ไม่เลวหรอก เขาเชื่อเหลือเกินว่าเด็กคนนี้จะเติบโตได้อย่างดี “งั้นเราก็โตขึ้นในแบบที่ตัวเองอยากเป็นนะ มีเรื่องสนุก ๆ รอเราอีกเยอะเลยล่ะ” 
              “ฮี่ ๆ แน่นอนอยู่แล้ว” ปลายสายตอบกลับทันทีอย่างมั่นอกมั่นใจ เสียงไกวชิงช้ายังคงดังอยู่ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ปัทม์สัมผัสได้ในตอนนี้ก็คือความมุ่งมั่นและไฟฝันของเด็กนั่นล่ะนะ เสียงรอบข้างเขากลับมาดังอีกครั้ง เสียงแมวที่กำลังไล่กัดกับแมวตัวอื่นดังทะลุเข้ามาภายในห้อง เสียงลมยังพัดกิ่งของต้นไม้กระทบกับระเบียงของเขาอยู่อย่างที่เป็นมาตลอด 

              หน้าจอมือถือมืดดับลง 

              วันนี้เวลาหย่อนยานความเที่ยงตรงของมันให้เขาแค่ 2 นาที

              -
              วันที่ 29 
              “แล้วพี่สาวภูมิใจในตัวเองไหมคะ”
              “แน่สิ แน่นอน”
              “ดีเลย หนูจะโตขึ้นแล้วเป็นแบบพี่บ้างค่ะ”
              “ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วล่ะปัทม์”

              -
              วันที่ 30
              Rrrrr Rrrrrr 
              เสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดอยู่ มันดังครืดคราดอยู่สามครั้ง ครั้งที่สี่เขาก็ลุกจากโต๊ะเขียนหนังสือเพื่อกดรับสาย 
              “ฮัลโหล…” ปัทม์กรอกเสียงลงไป 
              “…” ปลายสายเงียบ แต่เขาได้ยินเสียงกุกกักบางอย่าง “ฮัลโหลปัทม์ ยังไม่นอนเหรอคะ”
              “ยังค่ะ” รอยยิ้มจุดติดขึ้นบนใบหน้าอย่างง่ายดาย น้ำเสียงที่คุ้นเคย น้ำเสียงเขาได้ยินมาทั้งชีวิต              “คิดถึงจัง” ความห่วงใยถูกส่งผ่านมาตามสาย มันโอบอุ้มตัวตนของเขาช้า ๆ 
    ช้า ๆ ทว่ารุนแรงและร้ายกาจ
              เขาตอบกลับ พยายามอย่างยิ่งเพื่อคุมเสียงไม่ให้สั่น “คิดถึงเหมือนกันค่ะ...คุณแม่”


              -




    Talk 
    จริง ๆ อันนี้เป็นไฟนอลวิชาดรออิ้งของเราเองค่ะ อ้าว ดรออิ้งยังไงเอ่ย นี่มันงานเขียนไหม 
    แอบกระซิบว่าดรออิ้งจริงจริ๊ง แต่อาจารย์สั่งให้วาดฉากจากเรื่องสั้นที่แต่งเองล่ะค่ะ ก็เลย..
    เขียนไปเขียนมาก็พบว่าเพลินจนได้มาหลายหน้า ฮาาา ตอนกลับมาอ่านอีกรอบก็ยังชอบอยู่
    จะว่ายังไงดี เราไม่ค่อยได้เขียนอะไรเป็นการเป็นงานน่ะค่ะ แอบภูมิใจหน่อยๆนะเนี่ย

    ยังไงก็เลยลองเอามาแบ่งปันกัน ใครที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ขอบคุณอย่างที่สุดจากใจเลยค่ะ

    edit-เดาวิชาที่เรียนออกเลยหรือเปล่านะ5555555555
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in