มรรคาแห่งธรรมNoi Beleza
หนู..อยากหลุดพ้น

  • บทความนี้ โดยคุณหมอสันต์ ลึกซึ้งมาก
    ลองติดตามดูนะคะ ค่อยๆคิดตามไปนะคะ
    Worth to read ค่ะ 🙂

    คำถาม :
    🙂 การเตรียมตัวไว้สำหรับชาติหน้าของตัวเราเอง เราควรเตรียมตัวไหมคะ

    🙂 เราควรจะเตรียมตัวสำหรับชาติหน้าอย่างไร 
    หนูอยากจะบรรลุนิพพานไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว 
    หนูอยากจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

    คำตอบ :
    หนูอย่าไปหลงอยู่ในกับดักคำถามเรื่องชาติหน้า
    คุณจะไม่ได้ไปไหน
    ถ้าคุณติดอยู่ในกับดักของความคิดเดิมๆ
    คุณต้องออกมาจากสิ่งเดิมๆที่คุณเคยคิด

    อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระเลย
    เรื่องอนาคต ชาติหน้าชาติไหน
    ความกลัวตาย มันเป็นแค่ความคิด
    แม้กระทั่งความเป็นเจ้าของ

    ที่คุณใช้คำว่า "ชาติหน้าของตัวเราเอง"
    คำว่าของตัวเราเอง ..
    นั่นเป็นเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ

    ใครเป็นเจ้าของอะไร ใครมีสิทธิเหนืออะไร
    แต่จะเป็นความจริงแท้ที่ถาวร
    ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็หาไม่
    คือมันเป็นเพียงความคิด ของจริงไม่มี
    .
    .
    นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า..
    คลื่นน้ำหนุ่มๆสองลูกกำลังพริ้วเป็นระลอก
    อย่างร่าเริงอยู่กลางมหาสมุทร
    พริ้วไปพลาง คุยกันไปพลาง
    มองไปรอบๆตัวพลางเปรียบเทียบ
    คลื่นลูกอื่นๆกับตัวเอง

    "ดูเจ้าคลื่นน้ำตัวน้อยนั้นสิ มันเล็กกว่าฉันมาก
    น่าสมเพทเวทนาแทนมันชะมัด
    และน่าภาคภูมิใจในความเป็นฉันเสียนี่กระไร" 

    แต่เมื่อมองไปเห็นคลื่นที่ใหญ่กว่าตัวเองก็ร้องว่า
    "โอ้โฮ ดูเจ้าคลื่นยักษ์ลูกโน้นสิ
    น่าอิจฉา มันทำบุญอะไรมานะ
    ถึงได้เกิดมาใหญ่โตมีพละกำลังอย่างนั้น
    เมื่อไหร่ฉันจะได้เป็นอย่างมันบ้าง
    แล้วดูตัวฉันสิช่างจิ๊บจ้อยน้อยนิดน่าทุเรศทุรัง"

    แล้วสักพักหนึ่งก็มองเห็นสิ่งหนึ่งขนาดมหึมาสีขาวๆวิ่งเข้ามาหาแต่ไกล
    ว้าย..ย นั่นอะไรนะ มันวิ่งมาทางเรา
    ขนาดใหญ่โตซะ" 
    แล้วคลื่นที่เป็นเพื่อนเดินทางก็ตอบว่า
    นั่นแหละชายหาดละเกลอเอ๋ย
    หาดป่าตองอันชึ้นขื่อไง"

    "หา..แปลว่าฉันกำลังจะตายแล้วรึนี่
    โธ่ ฉันทำกรรมอะไรมาจึงจะต้องมาตายซะ
    ตั้งแต่ตอนยังวัยหนุ่มอย่างนี้"

    แล้วก็มีคลื่นลูกที่สามตามมา ตะโกนบอกว่า
    มันมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าน้ำนะเจ้าหนู" 
    คลื่นหนุ่มผู้กำลังทอดอาลัยกับชีวิต
    ที่กำลังจะดับดิ้นว่า
    "เออ เออ มันคืออะไรละ" 

    คลื่นแสนรู้นั้นเล่าว่า
    "เจ้าน้ำเนี่ย มันไม่ต้องตายอย่างพวกเรา
    ที่เป็นคลื่นนะ มันมีชีวิตที่เป็นอมตะ" 

    เจ้าคลื่นหนุ่มฟังแล้วไม่ตื่นเต้น ตอบว่า
    "นั่นมันเรื่องของน้ำ มันไม่ใช่ข้าที่กำลังจะตาย
    ในไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้แล้ว" 

    คลื่นแสนรู้ตอบว่า
    "ตัวเจ้าเป็นน้ำนะ มองดูตัวเองให้รู้จักตัวเองก่อนสิ"

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
    ความตายน่ากลัวสำหรับคลื่น
    เพราะคลื่นมีเกิดแล้วมีตาย

    แต่ไร้ความหมายสำหรับน้ำ
    เพราะน้ำไม่เกิดไม่ตาย
    .
    .
    เรามีชีวิตอยู่ในสองโลก 
    🤔 โลกหนึ่ง คือโลกของความรู้ตัวหรือความตื่น
    ซึ่งเป็นเป็นสิ่งที่ไม่อาจอธิบายว่า
    มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร
    มีคุณสมบัติอย่างไรด้วยภาษา
    ไม่มีขอบหรือมิติ กว้างแคบ สูงต่ำ ยาวสั้น
    ไม่มีเวลา อดีต อนาคต
    ไม่มีไป ไม่มีมา ไม่มีเกิด ไม่มีตาย
    มีแต่โมเมนต์ที่ตื่นอยู่เดี๋ยวนี้
    ทีละแว้บ ทีละแว้บ 

    🤔 อีกโลกหนึ่งคือโลกของสำนึกว่า
    เป็นบุคคลซึ่งผูกโยงเอาร่างกาย
    และความคิดคลุกเคล้ากันปั้นออกมา
    เป็นบุคคลคือ "ฉัน" คนนี้
    ซึ่งมีชื่อ สมมุติว่าชื่อแสงเดือนก็แล้วกันนะ

    มีเลขที่บ้าน มีบัตรประชาชน
    เป็นโลกซึ่งสิ่งเร้าซึ่งมาในรูปของพลังงาน
    ความสั่นสะเทือน (vibration)
    คือภาพเสียงสัมผัสถูกแปลงเป็นภาษา
    ที่บอกชื่อได้บอกรูปร่างได้เรียบร้อย
    เสียตั้งแต่ก่อนที่จะตกกระทบที่ใจ

    โลกของความเป็นบุคคลจึงเป็นโลก
    ที่ถูกสมมุติขึ้นด้วยภาษาและรูปร่าง
    มีความหมายเฉพาะจากมุมมอง
    ของภาษาและรูปร่าง
    แต่ไม่มีความหมายใดๆเลยจากมุมมอง
    ของความสั่นสะเทือน
    .
    .
    ยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง
    เช่นกำไลก็ดี สร้อยก็ดี แหวนก็ดี เป็นทองคำ

    เมื่อหยิบกำไลขึ้นมามองในมุมมอง
    จากความเป็นทองคำ
    หากผมเอาทองคำออกไปเสียหมดเกลี้ยง
    กำไลก็ไม่มีแล้ว

    คือทองคำเทียบได้กับน้ำมหาสมุทร
    กำไลเทียบได้กับระลอกคลื่น
    คือเป็นภาษาสมมุติ กำไลก็ดี สร้อยก็ดี แหวนก็ดี 
    มีอยู่แต่ในมุมมองของชื่อและรูปร่าง
    แต่มันจะดำรงอยู่จะสวมใส่ได้
    ก็ต่อเมื่อมีทองคำอยู่เท่านั้น
    หากเอาทองคำออกไป กำไลก็ไม่มี
    .
    .
    โลกรอบตัวเรานี้ก็เช่นกัน
    มันมีอยู่เฉพาะในมุมมองของชื่อและรูปร่าง
    ซึ่งมีความรู้ตัวหรือความตื่นมารับรู้เท่านั้น

    ความรู้ตัวหรือความตื่นอยู่นอกภาษา
    หากเอาความรู้ตัวหรือความตื่นออกไปเสีย
    สิ่งต่างๆที่เราเรียกชื่อได้
    บอกรูปร่างได้รอบตัวเรานี้ก็ไม่มี
    ชื่อและรูปร่างจึงไม่ได้อ้างถึงอะไรที่จริงแท้เลย
    นอกจากความสนใจหรือความรู้ตัวที่รับรู้มันอยู่

    ชาติหน้าในโลกของภาษาก็มีอยู่ได้
    เพราะความสนใจอันเป็นเสมือนแขน
    ของความรู้ตัวเข้าไปสนใจรับรู้มัน

    ถ้าถอยความสนใจออกมาจากความคิดชาติหน้า
    ชาติหน้าก็จะไม่มี
    แต่ความสนใจหรือความรู้ตัวนั้นยังมีอยู่
    ดังนั้นแทนที่จะสนใจชาติหน้า
    ผมแนะนำให้คุณสนใจความรู้ตัวดีกว่า
    .
    .
    อะไรที่เป็นเป้าให้คุณรับรู้จับต้องมันได้
    นั่นไม่ใช่ความรู้ตัว

    การจะรู้จักความรู้ตัว..
    คุณต้องหัดถอยออกจากความคิด
    มาเฝ้าดูความคิดจากข้างนอก
    การเฝ้าดูความคิดไม่ต้องเฝ้าดูนาน
    เป็นหลายนาที นานขนาดนั้น
    คุณจะถูกลากเข้าไปในความคิดโดยไม่รู้ตัวนะ

    แค่ดูให้คุณเห็นว่าความคิดเกิดแล้วก็ดับ
    มาแล้วก็ไป ไม่ถาวร
    เฝ้าดูโดยไม่เข้าไปคลุก
    เห็นความไม่ถาวร วินาทีเดียว
    แค่นี้คุณบรรลุเป้าหมายของการเฝ้าสังเกตดูแล้ว

    ต่อจากนั้นผมอยากให้คุณหันความสนใจ
    ไปหาผู้สังเกต
    ใครกันนะที่เฝ้าสังเกตดูความคิดอยู่
    ดูไปดูมาคุณก็จะพบว่ามันเป็นแค่ความตื่น
    ที่ไม่มีตัวตนให้จับต้องมองเห็นได้

    และยิ่งไปกว่านั้น..มันเป็นคุณตัวนั่นเอง
    หมายถึงตัวคุณชั้นใน
    ไม่ใช่ตัวคุณชั้นนอกที่เป็นบุคคล
    มาถึงตอนนี้มีตัวคุณสองตัวนะ
    คุณตัวนอกคือความเป็นบุคคล
    คุณตัวในคือความรู้ตัว
    .
    .
    ส่วนที่คุณบอกว่า "หนูอยากจะหลุดพ้น"
    ถามว่าหนูไหนละที่อยากจะหลุดพ้น

    บุคคลที่ชื่อแสงเดือน
    ไม่มีวันได้หลุดพ้นไปไหนได้หรอก
    เพราะคุณแสงเดือนเป็นสำนึกว่าเป็นบุคคล
    เป็นอีโก้หรืออัตตา หรือเป็นชุดของความคิด

    ความคิดจะหลุดพ้นไปจากความคิดได้อย่างไร
    ในทางตรงกันข้าม มันมีแต่จะต่อยอดกันขึ้นไป
    ไม่รู้จบเสียด้วยซ้ำ

    เพราะฉะนั้นหากคุณไปตั้งต้นที่
    หนูที่เป็นบุคคลที่ชื่อแสงเดือน
    ยิ่งพยายามจะหลุดพ้น
    ก็ยิ่งห่างจากโอกาสที่จะได้หลุดพ้นออกไปทุกที

    กลายเป็นไปเข้าทางของวงจร
    ที่คุณเรียกว่าเวียนว่ายตายเกิด
    คือยิ่งอยากหนี ยิ่งได้เจอ
    เออ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้เสียด้วยซิ

    แต่หนูที่เป็นความรู้ตัวนั่นคนละเรื่องนะ 
    หนูที่เป็นความรู้ตัวสามารถหลุดพ้น
    จากหนูที่เป็นคุณแสงเดือนได้อย่างแน่นอน 

    งงแมะ ใจเย็นๆ ค่อยๆอ่านแล้วคิดตามไป
    ลองทำตามไป แล้วจะถึงบางอ้อ
    คือหลุดพ้นได้จริงๆ

    Cr : นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in