Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
บทที่ 4 : โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย

  •           ในขณะที่ผมเดินบนทางเดินอาคารเรียน 1 ภายในหัวยังคงนึกถึงเหตุการณ์ภายในห้อง
    วิทยาศาสตร์ ผมจะลืมภาพเหล่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อมันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวตั้งแต่ก้าวออกจากห้องวิทยาศาสตร์แล้ว  ถ้ามันเกิดขึ้นในตอนที่ผมกำลังสอนนักศึกษา จู่ๆ ก็มีสายตาของหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์จ้องมองมา ผมควรทำอย่างไร ผมไม่อยากเห็นดวงตาคู่นั้นเลย 

               ผมเดินผ่านห้องพักครูวิทยาศาสตร์ ห้องธุรการของโรงเรียน ห้องพักครูประจำหมวดหมู่วิชาศิลปะและนาฏศิลป์ และห้องนาฏศิลป์ที่อยู่สุดทางเดินชั้นสองของอาคารเรียน 1 ผมได้ยินเสียงดนตรีไทยขับขานในโสตประสาท เสียงระนาด ซออู้ จะเข้ ฆ้อง ฉิ่ง กรับ ประสานเสียงกันอย่างไพเราะ ชวนให้เคลิบเคลิ้ม

               แต่...ทำไมผมได้ยินเสียงบรรเลงเพลงดนตรีไทยในตอนกลางคืนล่ะ ?

               "ได้ยินเสียงนั้นไหม?"  ลุงบุญส่งหยุดเดินและพูดขึ้นมาอย่างลอยๆ ทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ได้ยินเสียงแน่ๆ ผมพยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้นลุงบุญส่งส่องไฟฉายไปที่ประตูห้อง นาฏศิลป์พร้อมกับหันหน้ามา  "ลุงต้องสำรวจห้องนี้"

                เห้ยลุง!!  จะบ้าเหรอ พวกเราทั้งสองคนเพิ่งผ่านเรื่องราวสยองขวัญภายในห้องวิทยาศาสตร์ไปเมื่อสักครู่นี่นา ลุงไม่กลัวบ้างเหรอ ลุงรู้ไหม ในใจของผมสั่นสะเทือนราวกับธรณีพิโรธ ถ้าผมเดินมาคนเดียว ผมจะรีบก้าวเท้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ และค่อยวิ่งหนีไปให้พ้นจากห้องนี้อย่างแน่นอน 

               ลุงบุญส่งไขกลอน เปิดประตูห้องนาฏศิลป์ ทันทีที่ประตูถูกเปิดออก กลิ่นน้ำอบโชยเข้ามาในรูจมูกทั้งสองข้าง ท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงสว่างจากไฟฉายทำให้มองภาพได้ลางๆ พื้นห้องเป็นพื้นไม้เคลือบด้วยเงาอย่างงดงาม เมื่อเข้ามาจากประตู ด้านขวามือคือพื้นที่หน้าห้อง มีกระดานดำติดกับฝาผนัง กลางห้องมีพื้นที่กว้างขวาง ไม่มีโต๊ะเรียน เหมาะสำหรับการนั่งเรียนบนพื้น  ด้านหลังของห้องปูด้วยพรมสีแดง มีเครื่องดนตรีไทยขนาดใหญ่ เช่น ระนาด ขิม จะเข้ ฆ้อง ฯลฯ วางบนพื้นพรม บริเวณด้านข้างๆ มีโต๊ะหมู่บูชาครู ข้างๆ โต๊ะหมู่บูชาครูมีตู้เก็บของขนาดใหญ่จัดเรียงไว้เป็นระเบียบ  และด้านซ้ายมือที่ติดกับประตูห้อง มีโต๊ะอาจารย์ประจำวิชาศิลปะและนาฏศิลป์

               ผมก้าวตามหลังลุงบุญส่งเข้าไปในห้อง ผมได้ยินเสียงดนตรีไทยดังขึ้นมากกว่าเดิม เสียงดังมาจากด้านหลังห้อง  ผมหันไปหาแหล่งที่มาของเสียง พบผู้หญิงคนหนึ่ง นุ่งห่มผ้าสไบสีชมพู โจงกระเบนสีเขียว นั่งพับเพียบด้วยท่าทางเรียบร้อยสวยงาม ผิวกายของเธอขาวราวกับสำลี มือซ้ายจับสายและคันซอด้วง มือขวาจับไม้สี สีเข้าสีออกตามจังหวะเพลงบรรเลงที่ผมได้ยิน เธองดงามตามลักษณะกุลสตรีไทย แต่ช่วงเหนือลำคอขึ้นไป เธอกลับไม่มีหัว หัวของเธอหายไปไหน!!



               ผมสะดุ้งเมื่อเห็นผู้หญิงคนนี้ ไม่กี่วินาทีต่อมา เธอหายไปพร้อมกับซอด้วง เสียงดนตรีไทยเงียบลง ผมอยากบอกกับลุงบุญส่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมองไปยังลุงบุญส่งที่กำลังสำรวจหน้าต่างและบานพับ ผมจึงเก็บเรื่องราวเอาไว้ แล้วค่อยบอกกับแกในภายหลัง

                ผมเดินสำรวจเครื่องดนตรีไทยที่วางอยู่หลังห้องไปเรื่อยๆ สำรวจตัวระนาดที่ไม่มีผืนระนาด กล่องขิมที่มีความมันวาว ผ้าคลุมจะเข้ที่คลุมจะเข้ ฆ้องวง และเครื่องดนตรีไทยชิ้นอื่นๆ ทำให้รู้ว่า เด็กนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ดูแลรักษาเครื่องดนตรีให้อยู่ในสภาพดีเยี่ยม เพราะเครื่องดนตรีไทยแต่ละชิ้นมีราคาค่อนข้างแพง เงินที่ได้มาจากการซื้อเครื่องดนตรีเหล่านี้ได้มาจากการสนับสนุนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเงินสมทบจากผู้ปกครอง ดังนั้นเครื่องดนตรีเหล่านี้จึงมีคุณค่าต่อนักเรียนและโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง 

               ในขณะที่ผมสำรวจเครื่องดนตรีไทย ผมมีความรู้สึกเหมือนใครบางคนอยู่ตรงกลางห้อง เมื่อหันไปมอง พบนางรำผู้หนึ่ง สวมชฎาสีทอง ใช้ดอกบานชื่นทัดหู ห้อยอุบะที่ทำจากดอกรักและกลีบกุหลาบที่มัดเป็นดอกข่า สวมเสื้อในสีเหลือง ห้มด้วยผ้าสีเขียว-แดง ที่ทอด้วยลวดลายงดงาม นุ่งผ้าภูษาสีเขียวอ่อนมีลวดลาย มีปะวะหล่ำ ทองกร กรองคอ กำไลเท้าเป็นเครื่องประดับ
                เธอร่ายรำตามกระบวนท่านาฏศิลป์โดยที่หันหลังให้กับผม  ในจังหวะที่เธอหมุนตัว ก็เผยใบหน้าของเธอทีละนิดจนผมเห็นชัดเต็มสองตา  ใบหน้าที่ทาด้วยแป้งขาว คิ้วโก่งเรียบบางที่ถูกเขียนให้เหมือนคันธนู ดวงตาสีขาวกลมโตไม่มีนัยน์ตา ริมฝีปากทาด้วยลิปสีแดงสดไม่เผยให้เห็นรอยฟันแม้แต่เล็กน้อย รอบๆ ขอบตาถูกเขียนด้วยอายไลเนอร์สีดำชัด และดูเหมือนว่ามีของเหลวสีคล้ายเลือดไหลล้นออกมาจากตาอีกด้วย

                 เธอหมุนตัวครบหนึ่งรอบและร่ายรำท่าต่อไปเรื่อยๆ ร่างกายของผมไม่ขยับเขยื้อนเลย ดวงตาของผมจ้องมองเธออย่างไม่ลดละเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หัวใจของผมกลับวิ่งหนีไปแล้ว  นางรำคนนี้เป็นใคร ทำไมเธอจึงมาร่ายรำในตอนกลางดึกอยู่อย่างนี้ และยิ่งไปกว่านั้น ผมมองเห็นลุงบุญส่งยืนคุยกับชายสูงวัยคนหนึ่ง อายุแกดูอ่อนกว่าลุงบุญส่ง สวมเสื้อกางเกงสีกากี ยืนกอดอกมองดูนางรำ  ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นว่า เขาเคร่งขรึมกับกระบวนท่าร่ายรำของนางรำเป็นอย่างมาก และในขณะเดียวกัน ปากของแกขยุบขยิบเหมือนกำลังคุยกับลุงบุญส่ง โดยที่ผมไม่ยินเสียงจากการสนทนาของทั้งคู่เลย 

                  ไม่นานนางรำก็จางหายไป พร้อมกับชายคนที่ยืนข้างๆ ลุงบุญส่ง ลูกบุญส่งหันหน้ามาทางผม เหมือนแกจะรู้ว่าผมมองเห็นสถานการณ์เหมือนกัน
                     

  •                "ในทุกวันนี้ ประเทศไทยมีศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมจากชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก การที่คนเราทั้งหลายรับวัฒนธรรมข้างนอกเข้ามา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แปลก เพราะนั่นคือธรรมชาติของโลกมนุษย์ หลายคนกล่าวกันว่าศิลปะวัฒนธรรมของไทยกำลังจะตายไปทุกที แต่สำหรับครูคิดว่ามันไม่ใช่ ศิลปะวัฒนธรรมไทยของเรายังคงอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีพวกกลุ่มคนที่ยังคงอนุรักษ์เอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งงดงามที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นสิ่งที่เราเห็นและหาดูจากที่ไหนไม่ได้ยกเว้นประเทศของเราเอง นี่คือความมหัศจรรย์ของการเกิดและใช้ชีวิตบนแผ่นดินไทย ........เอ้า...หมดเวลาเรียนแล้ว ทุกคนกลับบ้านได้"  หลังจากที่ผมพูดจบ เด็กนักเรียนแต่ละคนเก็บของใส่กระเป๋าและไหว้ลา

                   ผมเดินไปที่โต๊ะของตัวเอง นั่งตรวจการบ้านที่ยังคงค้างคา เด็กบางคนเขียนด้วยลายมือที่
    เรียบร้อยสวยงาม บางคนเขียนลายมือไก่เขี่ย ผมไม่เข้าใจ พวกเขาจะรีบเขียนไปทำไม ผมคาดหวังให้พวกเขาเขียนด้วลายมือที่งดงาม อ่านได้ง่าย เพราะการเขียนด้วยลายมือที่เรียบร้อยและงดงามนั้น ทำให้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่วอกแวก เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว เมื่อใครอ่านมาเห็นก็ชมเชย และในบางครั้งถือว่าเป็นการฝึกจดจำคำและประโยคที่เราได้เรียนรู้ไปอีกด้วย

                   "อาจารย์ขา....สวัสดีค่ะ" ผมเงยหน้าขึ้นจากก้มตรวจการบ้าน  เห็นกลุ่มเด็กนักเรียนหญิง 2-3 คนเดินเข้ามาภายในห้อง ผมยิ้มให้กับพวกเธอ พวกเธอเป็นเด็กรุ่นใหม่ของผม เป็นต้นกล้าแห่งใหม่ของวงการนาฏศิลป์ไทย

                   "กินอะไรมาแล้วหรือยังล่ะ"

                   "กินมาแล้วค่ะ อาจารย์....วันนี้ขอฝากตัวด้วยนะคะ"  

                   "อืม ตามสบายเลยนะ...นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อนนะ เดี๋ยวหกโมงเย็นจะเริ่มซ้อมกัน"  หลังจากจบการสนทนา ผมนั่งตรวจการบ้านของเด็กไปเรื่อยๆ พลางก็คิดถึงการแสดงของวันพรุ่งนี้ 

                    วันพรุ่งนี้เป็นงานเปิดโลกกิจกรรมการศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางจังหวัดจัดขึ้นเพื่อให้โรงเรียนภายในจังหวัดส่งนักเรียนเข้าประกวดในกิจกรรมการเรียนด้านต่างๆ อาทิเช่น การคัดเลือกคนเก่งประจำจังหวัด ประกวดคำขวัญ กลอน คัดลายมือ ฯลฯ โดยในปีนี้ทางโรงเรียนของผมเป็นเจ้าภาพ
    ดังนั้น ผู้อำนวยการมอบหมายให้ผมจัดการแสดงเปิดงาน ผมคัดเลือกนักเรียนที่มาแสดงและเตรียมซ้อมภายในงานนี้เป็นเวลาหลายเดือน และวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการซ้อมแล้ว 

                     หกโมงเย็นมาถึง พวกเด็กนักเรียนเริ่มมากันครบ บ้างก็จับกลุ่มนั่งคุยนั่งเล่น บ้างก็นั่งกินขนม บ้างก็เริ่มซ้อมเพลงที่จะบรรเลงของวันพรุ่งนี้ ผมหยุดตรวจการบ้าน ลุกขึ้นจากที่นั่ง และเดินไปสั่งให้
    นักเรียนทุกคนประจำตำแหน่งเครื่องดนตรีของตัวเอง ส่วนนักเรียนที่รำไทย ให้ไปนั่งพับเพียบใกล้ๆ กับโต๊ะของผม  

                     "เอาล่ะ..เอาล่ะ พรุ่งนี้ตามคิวของการแสดง เพลงแรก ลาวดวงเดือน..ทุกคนจำโน้ตได้หมดแล้วใช่ไหม...เอาล่ะ ไหนขอฟังหน่อย" ผมให้จังหวะ นับหนึ่ง สอง สาม พวกเด็กนักเรียนเริ่มบรรเลง แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาขึ้นต้นเพลงไม่พร้อมกัน ผมสั่งให้หยุด

                      "พวกเธอ!! วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ ตั้งใจทำให้เต็มที่หน่อยสิ พรุ่งนี้คือการแสดงจริงๆ นะ อย่าทำเป็นเล่นไป ถ้าวันจริงเริ่มต้นกันไม่ดี มันก็ไม่มีโอกาสแก้ไข งานก็เสียไปหมด  เอาล่ะ...เริ่มใหม่อีกครั้ง"
    หลังจากนั้นผมนับจังหวะใหม่ คราวนี้พวกเขาทำได้ดี ขึ้นต้นพร้อมเพรียงกัน บรรเลงเพลงได้อย่างลื่นไหล ผมหลับตาและจินตนาการถึงความงามที่ทรงคุณค่าของดนตรีไทย
                                   
                      หลังจากที่ซ้อมจนจบ ผมปล่อยให้นักเรียนไปพักผ่อนก่อนจะเริ่มซ้อมครั้งสุดท้ายของวันนี้ ผมเข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จแล้วเดินออกมา บรรยากาศข้างนอกมืดจนมองไม่เห็นสนามหญ้า
                      
                      เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ผมเห็นนักเรียนผู้หญิง ม.ปลาย ผิวงามหุ่นดีคนหนึ่งยืนหันหน้าไปหาทางสนามหญ้าหน้าเสาธง ผมจำเธอได้ดี เธอเป็นหัวหน้าวง เธอยืนเหม่อมองอยู่อย่างนั้นอยู่นาน เหมือนว่าเธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง ผมอดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังคิดอะไร จึงเดินเข้าไปทัก

                     "คิดอะไรอยู่เหรอ" เธอมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยและหันหน้ามาหาผม

                     "เออ..คุณครู..คือ..คือ...คือหนูกลัว...หนูกลัวพรุ่งนี้มันจะออกมาไม่ดี หนูเห็นเพื่อนๆ น้องๆ แต่ละคนยังเล่นกันผิดพลาด หนูกลัวว่ามันจะออกมาไม่ดี กลัวว่างานจะล่ม พวกเราซ้อมกันเป็นเดือนๆ แต่ต้องมาพังเพราะวันเดียว หนูไม่อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เลย กลัวจะออกมาไม่ถูกใจครู" เธอกล่าวด้วยเสียงสั่นๆ 

                     "ไม่ต้องกังวลไป...อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด พรุ่งนี้ทำให้เต็มที่ อีกอย่าง..หนูเป็นเด็กรุ่นใหม่ของครู ครูรู้ว่าหนูเป็นหัวหน้า หนูแบกความรับผิดชอบไว้เยอะ ครูเข้าใจ หนูรู้ไหม ทุกครั้งที่ครูได้เห็นศิษย์แสดงกิจกรรมการร่ายรำและบรรเลงเพลงดนตรีไทยให้กับคนทั้งหลายได้ฟัง ครูก็ภาคภูมิใจที่มีเด็กรุ่นใหม่สนใจและซ้อมกันอย่างจริงจัง ได้แสดงออกให้คนทั่วไปได้เห็นได้ฟัง ทำให้คนได้รู้จักความเป็นไทย นั่นแหละ..คือความปรารถนาในชีวิตนี้ของครูล่ะ"              

                     หลังจากนั้น ช่วงเวลาต่อมา ผมสั่งให้นักเรียนประจำที่และเริ่มซ้อมอีกครั้ง
                   

  •                  "เอาล่ะ...ใกล้เวลาสองทุ่มแล้ว พวกเธอทั้งหลายแยกย้ายกันไปได้แล้ว ใครที่มีบ้านใกล้โรงเรียนก็ขอให้เดินทางกลับไปพบพ่อแม่เร็วๆ นะ ผู้ชายคนไหนที่นอนค้างคืนที่นี่ ครูได้กำชับน้าบุญส่งให้ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้กับพวกเธอแล้ว เออ...ครูมีข้าวกล่องกับถั่วต้มที่อยู่บนโต๊ะครูสำหรับกินแก้หิวตอนกลางคืน เดินไปหยิบกินกันได้นะ...และคืนนี้อย่านอนดึก...มีปัญหาอะไรก็โทรมาหาครูได้นะ พรุ่งนี้ 9 โมงเช้าเจอกันที่นี่ อย่าสาย อย่าเลท..เอาล่ะ แยกย้าย แยกย้าย"

                     ผมเก็บข้าวเก็บของที่อยู่บนโต๊ะ เดินลงบันไดอาคารเรียนหนึ่ง และนำมาวางไว้หลังเบาะรถเก๋ง ผมมองตรงไปยังห้องนาฏศิลป์ ผมอวยพรว่า "ขอให้คืนนี้ผ่านไปด้วยดีนะ" หลังจากนั้นจึงบิดกุญแจ สตาร์ทเครื่องยนต์ และขับออกจากโรงเรียน

                     คืนนี้เป็นคืนที่สุดท้ายที่ผมหมดห่วงเรื่องการซ้อมการแสดงในวันเปิดโลกการศึกษาเสียที มันเป็นสัปดาห์ที่แสนจะวุ่นวายเป็นอย่างมาก ผู้อำนวยการโรงเรียนไปประชุมที่จังหวัดบ่อยครั้ง ครูประจำภาควิชาอื่นๆ ก็พยายามจัดสื่อประจำภาควิชา ภารโรงต่างสลับผลัดเปลี่ยนการเข้าเวรยาม ทุกๆ คนก็เหนื่อยไม่แพ้กันเลย  ในอดีดที่ผ่านมา ครูเองก็มีหน้าที่สอนนักเรียน แต่ในปัจจุบันครูอย่างเราๆ นอกจากจะสอนนักเรียนแล้ว งานเอกสารการประเมินก็ยังต้องทำ งานกิจกรรมนักเรียนก็ต้องจัดเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้นอกเหนือจากห้องเรียน ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม ผมตอบว่าก็เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่การที่เราได้เห็นลูกศิษย์ของเราเติบโตเป็นผู้เป็นคน ได้ดิบได้ดีมีฐานะ มีครอบครัว นั่นคือผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากของเรา

                      อะไรเนี่ย!!!
                      วินาทีที่ผมคิดอะไรบ้าๆ อยู่นั้น ผมรู้สึกตัวอีกที ผมได้ยินเสียงไซเรนเปิดดังไม่ขาดสาย รถติดหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเลย พยายามเปิดประตูรถเพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่มือไม้และขาของผมชาไปหมด มันไม่ขยับเลย หนังตาหนักเหลือเกิน หัวใจของผมเต้นช้ามากและรู้สึกเหมือนมีอะไรกระชากจากกลางหน้าอกของผม นั่นคือความรู้สึกสุดท้ายที่ผมรู้สึกได้
                        
                  

  •                   "น้องเขาหลับในนะ"  

                      "รถเก๋งที่ขับ ชนกับฟุตบาตข้างถนน หมุนหลายตลบจนรถพลิกคว่ำตกลงข้างทาง ทำให้เขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ"  ผมนึกภาพเหตุการณ์เรื่องราวที่ลุงบุญส่งเล่า "หลานรู้ไหม...คิวการแสดง
    สุดท้ายในวันแสดงจริงๆ เขาตั้งใจเอาบทเพลงที่เป็นกระแสนิยมในช่วงนั้น มาเรียบเรียงใหม่ มาประยุกต์ใช้สำหรับวงดนตรีไทยของเขา แต่หลังจากการแสดงจบ หลานรู้ไหม..เด็กแต่ละคนแทบจะไม่ลงเวทีเลย ทุกคนนั่งนิ่งและร้องไห้ออกมา จนพิธีกรเวทีเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง พวกเขาจึงจะยอมลง"

                     "......."

                     "......."

                     และแล้วบรรยากาศความเงียบเข้ามาแทนที่

                      "ไปห้องต่อไปเถอะ" ลุงบุญส่งพูดขึ้นมา

                      ก่อนที่ประตูห้องวิชาศิลปะและนาฏศิลป์จะปิดลง ผมมองตรงไปที่เครื่องดนตรีไทยที่วางเรียงรายอยู่หลังห้อง ผมจินตนาการถึงครูซ้อมดนตรีไทยที่ยืนกำกับดูแลการซ้อมการแสดงคนนั้น คนที่ปรากฏกายอยู่ข้างๆ ของลุงบุญส่ง 
     
                      ครูเขาก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก 
                      เขายังคงอยู่ที่นี่ ยังคงเฝ้าดูแลการซ้อมของนักเรียนเสมอ แม้ว่าจะไม่เหลือร่างกายแล้วก็ตาม หัวใจยังอยู่ที่นี่ ไม่เคยจากไปไหน เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาหลอกหรืออำให้คนตกใจกลัวเล่นๆ แต่สิ่งที่เขามา เขามาเพื่อความรัก หลงรักในสิ่งที่เขาทำอยู่เท่านั้นเอง

                      หลังจากประตูปิดลง ผมได้ยินเสียงบรรเลงเพลงดนตรีไทยค่อยๆ ดังขึ้นมาอีกครั้ง ผมรู้ดี เพลงนี้คือเพลงอะไร ผมสามารถตอบพวกคุณได้แน่นอน

    "โอ้ละหนอ..ดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
    โอ้ว่าดึกแล้วหนอพี่ขอลาล่วง  อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าด้วงเดือนเอย
    ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม  พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
    หาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย"


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in