Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
บทที่ 3 : สิ่งที่ยังคงอนุรักษ์ตัวตน

  •           ท่ามกลางความเงียบและบรรยากาศวังเวง ผมเดินตามหลังลุงบุญส่งขึ้นบันไดอย่างช้าๆ  เราสองคนไม่ได้เอ่ยปากต่อกัน มีเพียงเสียงหัวใจของผมที่เต้นดังมากกว่าเสียงฝีเท้าที่ตกกระทบพื้น ผมคิดว่าลุงบุญส่งคงมีอาการไม่ต่างจากผมนะ

              เราทั้งสองคนเดินมาหยุดหน้าห้องวิทยาศาสตร์ ผมถือไฟฉายส่องกลอนประตูเพื่อให้ลุงบุญส่งสามารถไขกลอนประตูได้ง่ายขึ้น ในเวลาเพียงไม่กี่นาที เสียงกลอนลูกบิดถูกไขออก ลุงบุญส่งจึงดึงประตูออกมา ภาพเบื้องหน้าเป็นภาพที่ผมคุ้นตาเป็นอย่างดี มันซ่อนอยู่ในม่านมืดพอจะมองเห็นได้ว่าอะไรเป็นอะไร
     
              ห้องนี้่เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ มีความยาว 2 ห้องเรียน เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียน มีโต๊ะครูผู้สอนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางหน้าห้อง มีกระดานดำติดกับผนังห้องด้านหลังโต๊ะครูผู้สอน บริเวณกลางห้องมีโต๊ะไม้หลายตัวที่ถูกจัดเรียงเป็นกลุ่มๆ  มุมหลังห้องมีเคาเตอร์และตู้ติดผนังจัดเก็บอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์  ผนังรอบห้องเรียนมีสื่อทัศนวัสดุประกอบเพื่อให้ผู้เรียนสามารถอ่านเอาความรู้ในเวลาว่างๆ

              ผมเดินสำรวจภายในห้อง เริ่มจากโต๊ะครูผู้สอนเป็นอันดับแรก ผมดึงลิ้นชักทุกตัวเพื่อตรวจสอบว่าทุกตัวปิดสนิทหรือไม่ ภายในลิ้นชักโต๊ะครูผู้สอนเก็บอุปกรณ์วิทยาศาสตร์หลายๆ อย่างที่ครูผู้สอนสามารถหยิบใช้ได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องเดินไปหยิบหลังห้อง รวมทั้งเก็บน้ำยาเคมีที่ต้องปิดให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้คนภายในหยิบใช้ได้ง่าย

              หลังจากสำรวจโต๊ะครูผู้สอนเรียบร้อย ผมสำรวจบานหน้าต่างที่อยู่ทางด้านทิศเหนือของห้องเรียน สำรวจกลอนหน้าต่าง ร่องรอยการกระแทก ร่องรอยการขีดข่วย  แต่ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด

              ผมเดินไปที่มุมหลังห้อง  แต่ไม่ทันได้สำรวจ ผมต้องหยุดชะงัก

  •           หุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ครึ่งท่อนหันหน้ามาทางผม!!


              หุ่นจำลองดังกล่าววางอยู่บนเคาเตอร์ ครึ่งซีกซ้ายเป็นหุ่นจำลองเหมือนมนุษย์ปกติ ครึ่งซีกขวาจำลองอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต ลำไส้  ไม่มีทาง!! มันไม่มีทางขยับเขยื้อนส่วนหัวได้เลย มันไม่มีกลไกภายในที่ทำให้มันสามารถหมุนหัวได้ ลุงบุญส่งเห็นหรือเปล่านะ

               "ลุงบุญส่ง ลุงบุญส่ง...."
               "มีอะไร..."
               "หุ่นจำลองตัวนี้มัน..."

               ผมส่องไฟฉายไปที่หุ่นจำลองตัวนี้อีกครั้ง มันไม่ได้แสดงความผิดปกติเหมือนอย่างผมเจอ มันมีลักษณะเหมือนกับตอนที่ผมเจอมันทุกๆ วัน  อาจเป็นเพราะแสงและเงาแน่ๆ การฉายแสงไฟไปยังสิ่งของสิ่งหนึ่งทำให้เกิดแสงและเงา และแสงเงาที่เกิดขึ้นเป็นภาพหลอกตา หลอกให้ผมจินตนาการไปเองว่ามันกำลังมองมาทางผม

               ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับรูปภาพลวงตา (Optical illusion) ดวงตาของมนุษย์เชื่อใจไม่ได้  การเพ่งพิจารณาวัตถุสิ่งหนึ่งนานๆ ทำให้ประสาทตาประมวลผลผิดเพี้ยนไป ไหนจะเป็นเรื่องของการหักเหของแสงทำให้เรารับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

               ผมดึงสติกลับคืนมาอีกครั้ง และเดินสำรวจโต๊ะนักเรียน มีอุปกรณ์อะไรที่นักเรียนลืมทิ้งไว้บ้าง

               เอ๊ะ!
               ผมเจอขากบ 2-3 ขากระดิกบนโต๊ะของนักเรียนตัวหนึ่ง มีเสียงกบร้องมาจากด้านซ้าย ผมหันหน้าไปหาที่มาของเสียงก็เห็นกบที่ไม่มีขานอนหงายท้องอยู่บนโต๊ะนักเรียน และผมก็เหลือบไปเห็นฝูงกบตัวใหญ่ๆ อยู่บนโต๊ะด้านขวามือ ดวงตาสีเหลืองราวกับพระจันทร์วันเพ็ญจ้องมองมาทางผม และแล้วพวกมันพุ่งกระโดดมาเกาะตรงที่อก ที่เอว และหัวไหล่ ผมรีบเอามือปัดพวกกบเหล่านั้น แต่เหมือนว่ามือของผมสัมผัสเพียงแค่ลม ผมมองดูพวกกบที่เกาะอยู่ตามร่างกายอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีพบพวกมันอีกเลย

               มันมาจากไหน ?  และมันหายไปได้อย่างไร ?
               ผมไม่ทราบคำตอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ผมรู้คือ ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่ผมกับลุงบุญส่งเท่านั้น ยังมีบางสิ่งบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในห้องแห่งนี้

               และนี่ก็อีกครั้ง ที่ผมได้ยินเสียงเด็กร้องมาจากหลังห้อง
               เสียงร้องอุแว๊!! อุแว๊!! ค่อยๆ ดังขึ้น ห้องนี้ไม่มีเด็กทารก และคงไม่มีแม่เด็กทารกคนไหนอยู่ในห้องแห่งนี้  ผมพยายามฟังที่มาของเสียง เสียงที่ได้ยินมาจากขวดโหลที่บรรจุเด็กดองตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์มุมหลังห้อง ผมเดินไปที่ขวดโหลขวดนี้ พร้อมสำรวจร่างกายของเด็ก เด็กคนนี้มีสภาพสมบูรณ์ มีสายรกติดอยู่บริเวณสะดือ คาดว่าเป็นทารกที่เพิ่งเกิดใหม่แล้วก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

                เสียงร้องของทารกเงียบลง ผมเริ่มปรับตัวอารมณ์และความรู้สึก นี่คงไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาแล้ว ผมเริ่มรับรู้ตัวเองว่าตอนนี้กำลังจ้องมองใคร และกำลังทำอะไร

         
                 
  •             ใช่!!

                เด็กคนนี้กำลังพยายามยื่นมือจับสายสะดือตัวเองที่ลอยภายในโหลดอง ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับว่ามันเป็นของเล่นแสนสนุก ไม่นาน เหมือนว่าเด็กคนนี้เริ่มรับรู้ได้ว่าผมกำลังจ้องมองเขา เขาจึงหันหน้ามาตอบกลับผม ดวงตาสีขาว กลมโต ไม่มีม่านตา หน้าผากมีเส้นเลือดสีเขียวคล้ำ ริมฝีปากสีน้ำตาลคล้ำฉีกยิ้่มให้เห็นรอยฟันที่เหมือนกับถูกบางสิ่งบางอย่างแทะไม่เป็นรูปเป็นร่าง ตามร่างกายมีผิวหมองคล้ำเหมือนกับเด็กเล่นดินโคลน และมีรอยช้ำเลือดปรากฏทั่วร่างกาย


                ผมกะพริบตาอีกครั้ง ร่างกายของเด็กกลับไปเป็นเหมือนเดิม เด็กตัวน้อยๆ สีเหลืองหลับภายในโหลดอง ราวกับว่าไม่มีความรู้สึกตอบรับใดๆ กับผมอีกเลย

                ผมหันหน้าหนีจากขวดโหลนี้และเดินออกจากมุมหลังห้อง
                แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ตกตะลึงอีกครั้ง
                หุ่นจำลองร่างกายของมนุษย์ที่ผมเคยเห็นมันตั้งอยู่บนโต๊ะครูผู้สอน มันเคลื่อนที่มาได้ยังไง มันไม่มีขา มันไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง  ลุงบุญส่งคงไม่ได้อุ้มมาตั้งไว้บนโต๊ะ เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในห้องแห่งนี้ ผมก็เห็นแกเดินสำรวจในห้องเช่นกัน

                 ผมเรียกลุงบุญส่งให้มาดูหุ่นจำลอง
                 ทันทีที่ผมส่องไฟที่หน้าของมัน มันอ้าปากกรีดร้องเสียงดังราวกับสัตว์ป่าขู่คำราม ผมแทบทรุดตัวลงกับพื้น แต่ก็มีมือลุงบุญส่งช่วยประคองตัวผมเอาไว้ ผมตั้งหลักทรงตัวมองดูหุ่นจำลองตัวนี้อีกครั้ง มันยังคงจ้องมองผมด้วยสายตาที่อาฆาต ผมสังเกตเห็นบนกระดานดำมีลักษณะแปลกๆ จึงเอาไฟฉายส่องก็ปรากฏข้อความที่คล้ายกับถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำตาลแดง

                   "อย่า..มา..ยุ่ง..ห้อง..ของ..กู"

                  ทันทีที่ผมอ่านประโยคจบ ตัวของผมก็นิ่งแข็งราวกับท่อนไม้ ผมเริ่มกลัวทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้ ถ้าพวกมันหมายจะเอาชีวิตผมเหมือนอย่างในภาพยนตร์หรือเรื่องสยองขวัญเรื่องอื่นๆ กล่าวไว้ ผมควรทำอย่างไร ผมไม่อยากจบชีวิตในห้องนี้

                  "เราไปกันเถอะ"   ลุงบุญส่งพูดขึ้นมา หลังจากที่แกเงียบไปอยู่นาน
     
                  "อะ...."

                  "เจ้าของห้องนี้ไม่พอใจเราแล้ว เรากราบลาพวกเขาและไปห้องต่อไปกันเถอะ"

                  ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก ยกมือไหว้เป็นการขอโทษและรีบเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว โดยที่มีลุงบุญส่งตามหลังมาติดๆ ผมคาดไม่ถึงว่า ภายในห้องเรียนวิทยาศาสตร์แห่งนี้มีอะไรที่เป็นปริศนาและซ่อนผมเอาไว้ ในตอนกลางวันมันเป็นแค่ห้องเรียนห้องธรรมดาห้องหนึ่ง แต่กลางคืนมันมีสิ่งชีวิตอยู่ในห้องแห่งนี้
                  
                   พวกเขาคือผีงั้นเหรอ.....  

                   ไม่รู้สิ...ผมเริ่มไม่แน่ใจ  ในทางวิทยาศาสตร์ไม่มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล พวกเขายังคงล่องลอยและวนเวียนอยู่ภายในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถไปเกิดใหม่ และไม่มีวันดับสลายลงไป พวกเขาเปลี่ยนสภาพจากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เพื่ออนุรักษ์ตัวเองเอาไว้ในรูปแบบของวิญญาณที่ไร้มวลสาร และพวกเขายังคงครื้นเครงอยู่ภายในห้องแห่งนี้โดยไม่มีทีท่าว่าจะไปผุดไปเกิด
               

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in