Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
บทที่ 2 : รับน้องพิเศษภาคกลางคืน
  •           มันเป็นเรื่องยากกับการปฏิเสธในสิ่งที่เกิดขึ้น หากพูดถึงความหมายของคำว่า "ครู"  ตามความคิดเห็นของคนทุกคน ครูคือผู้สอนนักเรียน-นักศึกษา แต่สำหรับหน้าที่ของครูในโรงเรียนที่ที่ห่างไกลจากตัวเมือง ไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนเท่านั้น

              นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นอยู่ในตอนนี้ ครูผู้ชายบ้านนอกอย่างผม นอกจากเป็นครูสอนนักเรียนแล้ว ยังมีเวรยามกลางคืนอีกด้วย ซึ่งเวรกลางคืนของครูในโรงเรียนนี้ จะถูกจัดในช่วงคืนวันศุกร์และวันเสาร์ หน้าที่หลักของคนที่เฝ้าเวรยามกลางคืนจริงๆ ก็คือภารโรง แต่ละคืนจะมีภารโรงเฝ้าเวรยามคืนละ 1 คน ภารโรงเพียงคนเดียวคงดูแลความปลอดภัยไม่ทั่วโรงเรียน ดังนั้นการมีครูเวรกลางคืน ก็เป็นเพื่อนช่วยสอดส่องดูแลความปลอดภัยด้วย มันเป็นเรื่องของอำนาจภายใต้การบังคับบัญชาจากผู้ใหญ่ในโรงเรียนแห่งนี้ ก็พยายามจะเข้าใจนะว่าทำไมเป็นเช่นนั้น  แต่...สำหรับผมก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

              คืนนี้เป็นคืนแรกที่ผมอยู่เวร  ผมเซนชื่อปฏิบัติงานที่ห้องธุรการ  แล้วก็ออกไปซื้อข้าวซื้อแกงที่อยู่หน้าโรงเรียน คืนนี้ยังอีกยาวไกล ยังไม่รู้ว่าฟ้าจะสว่างเมื่อไหร่ การเตรียมตัวข้าวปลาอาหารให้พร้อมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ

              ผมหิ้วถุงข้าวถุงแกงเดินจากหน้าโรงเรียนมาจนถึงอาคารเรียน 1  ซึ่งเป็นอาคารเรียนที่คน
    ภายนอกมองเห็นได้ถนัดตา ถ้าจะเปรียบอายุอาคารนี้ คงจะราวๆ 50-60 ปี เป็นอาคารเรียนสองชั้น ชั้นล่างเป็นพื้นปูน ชั้นบนเป็นพื้นไม้ ซ้าย-ขวา เป็นทางเดินขึ้นบันได รูปแบบอาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม -
    ผืนผ้า วางทอดตัวยาวจากทิศตะวันออกจนถึงทิศตะวันตกของโรงเรียน ด้านหน้าของอาคารเรียนติดกับสนามหญ้าและลานหน้าเสาธง ด้านหลังติดกับห้องน้ำห้องส้วมและรั้วกำแพงโรงเรียน 

              ก่อนที่ผมเดินขึ้นไปห้องธุรการ ผมสะดุดตากับคุณลุงคนหนึ่ง ท่าทางไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเลย ลักษณะเครื่องแต่งกายก็พออนุมานได้ว่าเป็นภารโรง อาจจะเป็นเพราะว่าเดือนนี้เขาอยู่เวรกลางคืน
    ทำให้ผมไม่เคยเจอเขาในตอนกลางวัน อย่างไรก็ตาม ผมควรทักทายกับเขา เพราะในคืนนี้มีผมกับเขาเพียงแค่สองคน ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา อย่างน้อยก็ช่วยเหลือกันได้

              ผม :        สวัสดีครับ คุณ....เอ่อ....
              ภารโรง : เออ สวัสดีหลาน  เป็นครูที่ย้ายมาใหม่ใช่ไหมเนี่ย ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลย
              ผม :        ครับๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ
              ภารโรง : แหม่ๆ ลุงดีใจที่ไม่ได้เจอครูหนุ่มๆ ย้ายมาอยู่ที่นี่มานานแล้ว  ก็งี้แหละ...ครูหนุ่มๆ สมัยนี้
                            ส่วนใหญ่เลือกบรรจุโรงเรียนในตัวเมืองกันทั้งนั้น เห็นหลานย้ายมาอยู่ที่นี่ ลุง
                            เองก็ดีใจ  เออว่าแต่ว่า กินข้าวกินปลามาแล้วหรือยังล่ะ?
              ผม :        ยังเลยครับ...ผมเพิ่งกลับมาจากการซื้ออาหารพอดีเลย ลุงจะมากินด้วยกันกับผมไหม
              ภารโรง : ลุงกินมาแล้ว หลานกินได้ตามสบายเลยนะ
              ผม :        ครับๆ ลุง...เออ..ลุงชื่ออะไรหรือครับ
              ภารโรง : ลุงบุญส่ง มีอะไรก็ให้ลุงช่วยเหลือก็เรียกกันได้นะ
              ผม :        ครับๆ

              ผมจบบททนาสั้นๆ ยิ้มให้กับลุงก่อนเดินไปห้องธุรการ ผมวางถุงข้าวถุงแกงลงบนโต๊ะรับแขก เปิดทีวีด้วยรีโมต และหย่อยตัวลงบนโซฟา สายตาจ้องมองทีวี วันนี้มีีรายการอะไรน่าสนใจบ้างหนอ 
  •           ราวๆ ห้าทุ่มเศษ หลังจากรายการโทรทัศน์รอบดึกจบลง ผมนึกขึ้นได้ว่ามีการบ้านนักเรียนกองอยู่บนโต๊ะของผม และมีแผนการสอนล่วงหน้าที่ยังไม่ได้เตรียมอีกด้วย ไหนๆ แล้วคืนนี้ผมก็ว่าง อยากจะจัดการให้มันเสร็จไปเลยดีกว่า  ผมหยิบไฟฉายที่เตรียมเอาไว้ในกระเป๋า ปิดโทรทัศน์ และเตรียมตัวเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง เพื่อไปที่โต๊ะของลุงบุญส่ง

              ผมเดินมาถึงโต๊ะของแกที่ตั้งอยู่ข้างๆ บันไดอาคารเรียน 1 ผมเห็นลุงบุญส่งนั่งฟังวิทยุยามดึก
    สายตาละห้อยและอากัปกิริยาของแกทำให้ผมเดาว่าแกกำลังนึกคิดอะไรบางอย่าง

              ผม :          ลุงบุญส่งครับ
              ลุงบุญส่ง : มีอะไรหรือหลาน...
              ผม :          คือผมขอกุญแจห้องพักครูหมวดวิทย์หน่อยนะครับ จะไปเอาการบ้านนักเรียนมานั่ง
                              ตรวจที่ห้องธุรการนะครับ
              ลุงบุญส่ง :  อืม...รอแป๊บเดียวนะ

              ลุงบุญส่งใช้กุญแจที่ห้อยกับกางเกง ปลดลิ้นชักโต๊ะ แล้วก็ดึงออกมา ภายในมีสมุดและแฟ้มรายงานมากมาย ลุงบุญส่งคว้านหาสิ่งของภายในลิ้นชัก ไม่นานแกก็หยิบพวงกุญแจพวงใหญ่วางบนโต๊ะ และจัดการล๊อคลิ้นชักอีกครั้ง

              ลุงบุญส่ง : อืม.ไปกับลุงนะ
              ผม :        ครับๆ

              ทันทีที่ผมพูดจบ ผมได้ยินเสียงสิ่งของบางอย่างถูกกระแทกอย่างรุนแรง เป็นเสียงดังมาจาก
    บริเวณชั้นบนของอาคารเรียน 1 ผมสะดุ้งกับเสียงนั้น เลือดบนใบหน้าผมไหลเวียนไม่เป็นปกติ ตัวผมยืนนิ่งแข็งราวกับท่อนไม้ที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำที่เย็นจัด ลุงบุญส่งหันมามองหน้าผม ผมเห็นแววตาทั้งคู่ของลุงชัดเจนมาก แววตาของลุงไม่ต่างจากความรู้สึกของผมเลย

              ห้วงนาทีที่สติของผมหลุดลอยไป ลุงบุญส่งปริปากพูดออกมาเป็นประโยคแรก

              ลุงบุญส่ง :  หลานได้ยินเสียงนั้นหรือเปล่า
              ผม :           เออ...คือ...ได้ยิน เสียงมาจากข้างบน
              ลุงบุญส่ง :   ลุงคิดว่า คืืนนี้คงจะมีงานเข้าแล้วล่ะ.....เดินตรวจเป็นเพื่อนลุงหน่อย
              ผม :           ....

              ผมพยักหน้าให้กับลุงบุญส่ง
              ผมยังคงอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น พยายามดึงสติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด สูดลมหายใจลึกๆ ให้เลือดไหลเวียนเป็นปกติ ไม่เป็นไรนา ไม่เป็นไร มันไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ มันไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติ ถ้าไม่มีมูลเหตุที่แท้จริงก็อย่าด่วนสรุปเลยน่าจะดีกว่า


      
     


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in