เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
I Know It's Real, I Can Feel It | TXT Fan Fictionsa week before valentine
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน Strawberries & Cigarettes | #beombin
  • Rating: Teen and Up Audiences

    Archive Warning (s) : Underage

    Fandom (s) : TOMORROW X TOGETHER

    Categories: M/M

    Relationship: BEOMGYU/SOOBIN

    Characters: BEOMGYU, SOOBIN



    Work Title: Strawberries & Cigarettes


    Warning:

    - ตัวละครเป็นเยาวชน ยังไม่บรรลุนิติภาวะ (underage)

    - ตัวละครมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

    - บุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และการจำหน่ายบุหรี่แก่เยาวชนอายุต่ำกว่าสิบแปดปีผิดกฎหมาย


    Note: แรงบันดาลใจจากเพลง Strawberries & Cigarettes ของ Troye Sivan




    Disclaimer: บทความนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด และไม่มีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียแก่บุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงที่ถูกกล่าวถึงใด ๆ ทั้งสิ้น









    Strawberries And Cigarettes Always Taste Like You

    BEOMGYU/SOOBIN





    “คืนนี้ผมไม่กลับบ้านนะครับ ค้างบ้านเพื่อน ทำการบ้านด้วยกัน”

    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชเวซูบินรู้สึกว่า การโกหกคนที่บ้านเป็นเรื่องง่ายดายพอ ๆ กับหายใจเอาอากาศเข้าปอด

    ทุกครั้งเขามักจะพูดเพียงเท่านั้น ไม่ใช่คำขออนุญาต เป็นเพียงการแจ้งให้ทราบ และจะไม่มีคำถามเพิ่มเติมจากพ่อแม่ผู้รีบร้อนวุ่นวายกับงานอยู่เสมอ เมื่อก่อนซูบินรู้สึกว่าความสัมพันธ์อันห่างเหินนี้ทำให้เขาเหงาอยู่บ่อย ๆ แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว

    เขาขอบคุณเสียอีกที่ไม่มีคำถามเพิ่มเติมประเภทว่า เพื่อนคนไหน บ้านเพื่อนอยู่ที่ไหน เพราะถ้าถามมากกว่านั้น เรื่องที่ต้องโกหกก็ต้องมีมากขึ้น และซูบินขี้เกียจจะสร้างเรื่องขึ้นมาให้มันซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

    พอพูดเช่นนั้นจบ รับฟังเสียงตอบรับแบบขอไปทีของพ่อแม่ เขาก็จะออกจากบ้านไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน ใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบที่เป็นไปปกติ เป็นหัวหน้าห้องที่ทุกคนไว้วางใจ ประกาศเสียงตามสายกับชมรมกระจายเสียงช่วงพักกลางวัน แล้วเก็บของเตรียมออกจากโรงเรียนเมื่อเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น

    ชเวซูบินเก็บข้าวของใส่กระเป๋านักเรียนแล้วเดินออกจากห้องเรียน ทักทายคนรู้จักบางคนตามสมควร เมื่อมาถึงป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนก็จะก้าวขึ้นไปนั่งในสักที่ที่ว่าง รอจนรถเคลื่อนตัวออกไป ห่างจากโรงเรียนออกไปเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง บนรถเมล์เหลือเพียงเขากับใครอีกคนหนึ่งที่เขาเห็นมาทั้งวันแต่ไม่มีความคิดจะเข้าไปทักทาย

    มันเป็นข้อตกลงระหว่างเรา

    รถเมล์หยุดลงที่ป้ายที่เป็นจุดหมายปลายทาง ซูบินลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับคนคนนั้น พวกเขารอจนรถจอดสนิทจึงเดินลงจากรถ เมื่อรถเมล์วิ่งผ่านไปแล้ว ซูบินจึงหันกลับมามองคนที่ยืนนิ่งรอเขาอยู่

    ชเวบอมกยู

    เพื่อนร่วมห้องเรียนที่มีความสัมพันธ์แปลกประหลาดกับเขา

    “ไปเถอะ”

    บอมกยูว่า เดินนำเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง







    ห่างจากตัวเมืองออกไปไม่มาก ระยะทางประมาณสองกิโลเมตรจากป้ายรถเมล์ป้ายสุดท้ายของสายรถเมล์ที่เขานั่งประจำ มีคฤหาสน์ร้างหลังหนึ่งตั้งอยู่

    ว่ากันว่ามันเป็นของเศรษฐีคนหนึ่งที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานและไม่ได้ยกบ้านหลังนี้ให้ทายาท แต่ระบุไว้ในพินัยกรรมชัดเจนว่าให้เป็นสาธารณสมบัติหรืออะไรสักอย่าง ซูบินจำรายละเอียดไม่ได้มาก ทราบแต่เพียงว่าตอนนี้ สถานที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้ามา และรกร้างมาหลายปีแล้ว

    แต่บอมกยูก็เข้ามา

    พาซูบินเข้ามาด้วย

    ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของซูบินล้วน ๆ

    ภาคเรียนที่แล้ว บอมกยูขาดเรียนบ่อยจนครูประจำชั้นวานให้เขาที่เป็นหัวหน้าห้องช่วยดู ซูบินไม่รู้จะทำอย่างไรจึงลองเฝ้าดูพฤติกรรมของบอมกยูเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ แล้วเขาก็สังเกตว่า เย็นวันศุกร์ บอมกยูไม่กลับบ้าน แต่นั่งรถเลยป้ายที่ต้องลงไป ซึ่งตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน

    สัปดาห์ถัดมา ซูบินตัดสินใจลองนั่งรถเลยตามไปบ้าง ทั้งที่คิดว่าบอมกยูคงไม่สังเกตเห็นหรอก แต่เมื่อทั้งรถเมล์เหลือแค่เขากับบอมกยู ซูบินก็สิ้นหวัง

    แต่บอมกยูไม่ได้หนีเขาไปไหน กลับเป็นฝ่ายรอเขาเดินตามลงมาเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง แล้วถามว่า “ตามฉันมาทำไม”

    แววตานั้นไม่ได้ตำหนิ แต่ว่างเปล่าจนน่าประหลาดใจ นี่มันไม่น่าจะเป็นแววตาของเด็กมัธยมหรือเปล่านะ

    ซูบินถอนหายใจ “ฉันก็แค่เป็นห่วงเท่านั้นแหละ เห็นนายเงียบ ๆ ไป ไม่ค่อยมาเรียนด้วย”

    “ก็กลับไปเรียนแล้วไง”

    “เพิ่งกลับมาได้อาทิตย์เดียวเอง”

    อีกฝ่ายถอนหายใจ

    “อย่าบอกครูล่ะ”

    “ไม่สัญญาหรอกนะ”

    บอมกยูกลอกตา “นายกลับบ้านไม่ทันหรอกคืนนี้” เขาเหลือบมองท้องฟ้าที่เป็นสีอมส้ม “ตามฉันมาแล้วกัน”

    แล้วบอมกยูก็เดินนำเขาไปตามเส้นทางรกร้างแห่งหนึ่ง ที่ไฟข้างทางติด ๆ ดับ ๆ และอยู่ห่างกันหลายเมตรจนมีช่วงมืดสนิทซึ่งไฟส่องไม่ถึง

    ซูบินรีบเร่งฝีเท้าตามคนที่เดินอย่างชำนาญ “นายไม่ได้จะพาฉันไปที่แปลก ๆ ใช่ไหม”

    แต่บอมกยูไม่ตอบ

    แล้วพวกเขาก็มาถึงคฤหาสน์ร้างหลังนี้

    มันใหญ่โตมากราวกับพระราชวัง ประตูรั้วด้านนอกมีโซ่เหล็กคล้องไว้หลวม ๆ แต่มันแค่คล้องไว้เท่านั้น เพราะบอมกยูเอาถอดมันออกให้ซูบินเห็นต่อหน้าต่อตา ก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปด้านในพื้นที่โอ่โถงของอาคารทรงยุโรปที่น่าจะถูกทิ้งร้างมาหลายปี จึงเห็นเศษใบไม้แห้งกระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ เมื่อก้าวถึงประตูบ้าน บอมกยูก็เปิดมันออกง่าย ๆ แล้วเดินนำเขาเข้าไปด้านใน

    คฤหาสน์ร้างก็คือคฤหาสน์ร้าง ไม่มีเครื่องเรือนสักชิ้น โถงด้านหน้าเป็นบันไดทอดยาวขึ้นไปชั้นสอง มีโคมไฟแชนเดอเลียอันใหญ่ที่หยากไย่พันกันแน่นหนาถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวราวกับอนุสรณ์อะไรสักอย่าง บอมกยูพาเขาเดินขึ้นไปด้านบน เสียงทึบเมื่อเหยียบขั้นบันไดทำให้รู้ว่าบ้านหลังนี้โครงสร้างแข็งแรงและน่าจะก่อด้วยอิฐและปูนทั้งหลัง บอมกยูเดินนำมาถึงห้องหนึ่ง เขาเปิดประตูเข้าไป ห้องนี้สะอาดสะอ้านกว่าด้านนอก ดูออกเลยว่ามีคนทำความสะอาดอยู่เสมอ แถมยังมี...ฟูกนอนด้วยซ้ำ

    เขาหันไปหาบอมกยู “นายเป็นคนไร้บ้านเหรอ”

    “นายรู้จักบ้านฉันแล้วยังจะพูดแบบนั้นอีกหรือไง”

    เขายักไหล่ “ก็แค่ไม่เข้าใจว่าเรามาที่นี่กันทำไม”

    บอมกยูเดินนำไปทรุดตัวลงข้างกำแพง หยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋านักเรียน คาบมันไว้ในปากแล้วยื่นไฟแช็กให้เขา

    “จุดไฟให้หน่อยสิ”





    “บอกกี่ครั้งแล้วว่าจะสูบก็เปิดหน้าต่างด้วย” ซูบินนิ่วหน้า แง้มหน้าต่างบานเก่าที่มีฝุ่นเกาะจาง ๆ ออกเล็กน้อยให้อากาศถ่ายเทสะดวกและมีแสงจากด้านนอกเข้ามาในห้อง แม้พวกเขาจะมาที่นี่กันทุกอาทิตย์ แต่เพราะไม่ได้ทำความสะอาดอย่างจริงจัง จึงยังหลงเหลือฝุ่นและเศษใบไม้แห้งตามจุดต่าง ๆ ในห้องอยู่เสมอ

    กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศ แรก ๆ ซูบินอึดอัดจนทนไม่ไหว ต้องหนีออกไปนอกห้อง แต่หลังจากได้กลิ่นบ่อยเข้าก็เริ่มชิน ถึงอย่างนั้นก็ยังอดย่นจมูกไม่ได้

    “กลิ่นมันติดตัวนะ”

    “ฉันเอาน้ำหอมมาแล้ว” บอมกยูยกขวดน้ำหอมขึ้นให้ดู

    ซูบินถอนหายใจ “มันใช่วิธีแก้ปัญหาหรือไง”

    “ฉันสูบน้อยลงแล้วเถอะ” บอมกยูพึมพำ “บ่นเป็นแม่เลย”

    “ถ้าฉันเป็นแม่นายจริงนายโดนฉันตีตายไปแล้ว เด็กม.ปลายที่ไหนสูบบุหรี่”

    บอมกยูยักไหล่ “เพราะนายไม่ทำแบบนั้นไง ฉันเลยให้นายเข้ามาที่นี่ด้วยได้”

    ซูบินไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเดินกลับมานั่งข้าง ๆ บอมกยูเหมือนเดิม

    บอมกยูดับบุหรี่เมื่อเขาเข้ามานั่งใกล้ ๆ อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ได้ชอบกลิ่นมันนัก แต่เพราะติดนิสัยเลยยังเลิกขาดไม่ได้

    ถึงอย่างนั้นหมอนี่ก็พยายามอยู่ ซูบินรู้ดี

    “ที่บ้านยังไม่ถามอีกเหรอว่าทำไมมาค้างบ้านเพื่อนทุกอาทิตย์”

    บอมกยูถาม

    ซูบินยิ้มมุมปาก “บ้านนายก็ไม่ถามนี่”

    “จริง ๆ พวกเราก็คล้ายกันหลายอย่างนะ ทำไมฉันไม่ดูเป็นนักเรียนดีเด่นแบบนายบ้าง”

    “อยากเป็นหรือไง”

    “ไม่อะ”

    “อ้าว”

    “คนอย่างนายมีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนายสักหน่อย”

    ซูบินลอบมองคนพูดประโยคนั้น ก่อนจะถามขึ้น

    “จูบได้ไหม”

    บอมกยูหันมามองเขา “ได้สิ แต่เหม็นกลิ่นบุหรี่หน่อยนะ”

    “ช่างมันเถอะ” ซูบินว่า ขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งจากนั่งข้าง ๆ เป็นขึ้นไปนั่งคร่อมตักอีกฝ่าย “พูดแบบนั้นแล้วจะให้ฉันไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง”

    บอมกยูหัวเราะในคอ “พวกเนิร์ดไม่จริง”

    “ฉันไม่เคยบอกว่าตัวเองเนิร์ดสักหน่อย” พูดพลางขยับใบหน้าเข้าใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจเจือควันบุหรี่ตาง ๆ “หัวหน้าห้องไม่ได้ต้องเนิร์ดนี่นา แค่เป็นเด็กดีต่อหน้าพวกครูก็พอแล้ว”

    ริมฝีปากประทับลงยังกลีบปากตรงหน้า สองมือคล้องอยู่ที่หลังคอของอีกฝ่าย สัมผัสได้ว่าฝ่ามือที่เคยวางอยู่ที่พื้นของบอมกยูเปลี่ยนมาวางบนหน้าขาเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล้เรื่อยมาจนถึงช่วงเอว และค่อย ๆ ดึงเสื้อเขาออกจากกางเกงอย่างระมัดระวัง

    ซูบินไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มจากตรงไหน

    อาจจะเป็นตอนที่เขารู้สึกว่า พื้นที่นี้อยู่นอกเหนือจากทุกกฎเกณฑ์บนโลก เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในพื้นที่ที่มีเพียงแค่เขากับบอมกยู หลังเอ่ยปากขอบุหรี่จากบอมกยูบ้างแต่อีกฝ่ายปฏิเสธเสียงแข็งแล้วบอกว่ามันไม่ดี เขาเลยเถียงกลับว่าถ้ามันไม่ดีบอมกยูจะสูบทำไม หมอนั่นจึงเปลี่ยนจากยื่นบุหรี่ให้เป็นยื่นหน้ามาจูบเขา ป้อนควันจาง ๆ เข้าในปากให้เขาสำลักเล่น ก่อนจะยิ้มเยาะ “บอกแล้วว่ามันไม่ดีหรอก”

    แล้วมันก็เลยเถิดเพราะความอยากเอาชนะ

    พวกเขาไปกันไกลเกินกว่าที่ใครจะล่วงรู้ได้ บอมกยูพาเขาไปถึงจุดที่ซูบินไม่คิดว่าตัวเองในวัยเพียงสิบแปดปีจะเอื้อมถึง ความรู้สึกสว่างวาบในหัวที่ไม่ได้เกิดจากสารเสพติดแต่คือกามารมณ์ กระนั้นมันก็ชวนให้เสพติด มันทำให้ซูบินกับบอมกยูมีความสัมพันธ์แปลก ๆ แบบนี้

    เหมือนจะไม่รู้จักกันที่โรงเรียน

    แต่ที่นี่ พวกเขารู้จักกันดียิ่งกว่าใครในโลก

    คนสองคนที่ต้องการความรักจากคนใกล้ตัวยิ่งกว่าใคร เหงายิ่งกว่าใคร โคจรมาเจอกันในสถานที่ที่ราวกับตัดขาดจากโลก

    บอมกยูนั่งพิงกำแพงเช่นเคย ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ซูบินใช้ตักของอีกฝ่ายต่างหมอน มีเสื้อสูทคลุมร่างไร้อาภรณ์ของเขาไว้กันลม จริง ๆ จะใส่เสื้อผ้าก็ได้ แต่บางครั้งเขาก็นึกรักช่วงเวลาที่เปิดเปลือยได้มากเท่าที่ต้องการต่อหน้าคนอย่างบอมกยูเหมือนกัน

    ราวกับว่าบนโลกนี้ไม่มีใครรู้จักเขาดีเท่าคนคนนี้อีก

    “ถ้าคิดจะสูบบุหรี่อีก” เขาพึมพำขึ้นมา มือเขี่ยตักอีกฝ่ายเล่น ๆ “ในกระเป๋าสูทฉันมีหมากฝรั่ง เอามาเคี้ยวก่อน”

    บอมกยูทำตามโดยง่าย เอื้อมมือมาล้วงเอากล่องหมากฝรั่งในกระเป๋าเสื้อสูทที่คลุมร่างเขาอยู่ ไม่วายยื่นมือมาบีบต้นขาเขาเบา ๆ ราวกับมันเขี้ยวก่อนจะแกะหมากฝรั่งออกเคี้ยว

    ความเงียบแทรกด้วยเสียงเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นจังหวะดำเนินไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่บอมกยูจะโพล่งขึ้น

    “อาทิตย์หน้า เขาจะทุบบ้านหลังนี้แล้ว”

    ซูบินชะงักมือที่เขี่ยตักอีกคนเล่น เขาเอี้ยวใบหน้ากลับไปมองคนพูดอย่างตกใจ

    “อะไรนะ”

    “อาทิตย์หน้า” บอมกยูถอนหายใจ ก้มหน้ามามองเขา นิ้วมือยื่นมาเกลี่ยผมที่ปรกหน้าเขาเบา ๆ “แม่บอกว่าเขาจะทุบที่นี่แล้ว”

    “…ทำไม”

    “ไม่รู้สิ มันไม่ใช่ของฉันนี่นา”

    “แต่มันเป็นของปู่นาย...”

    “เขาไม่ได้ยกให้ใครนี่นา ฉันก็ด้วย” บอมกยูยิ้มขื่น “ถึงฉันจะโตมากับที่นี่ แต่ก็นะ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปนี่นา”

    ซูบินผุดลุกขึ้นจากตักอีกฝ่าย เสื้อที่คลุมอยู่ไหลลงไปกองที่เอว ผิวไหล่สัมผัสอากาศเย็นที่พัดเข้ามาในห้อง เขามองแววตาสั่นไหวของคนตรงหน้าแล้วก็ยื่นหน้าไปกดจูบที่ผิวแก้มบางนั้นเบา ๆ

    “ไม่เป็นไรหรอก” เขาพึมพำ กอดอีกฝ่ายไว้

    “อืม” บอมกยูพึมพำ ซบหน้ากับผิวไหล่เขา กดจูบมันครั้งหนึ่ง “ฉันก็คิดว่าคงไม่เป็นไรหรอก” ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “เพราะหลัง ๆ นี่ฉันก็ไม่ได้มาที่นี่เพราะมันเป็นบ้านเก่า แต่เพราะได้อยู่กับนายต่างหาก”

    ซูบินผละออกมามองหน้าอีกฝ่าย กะพริบตาปริบ ๆ

    “…พูดแบบนี้อีกแล้วนะ”

    “พูดไม่ได้หรือไงล่ะ”

    “ก็เปล่า” เขาหลบสายตาที่มองมาอย่างอดขัดเขินไม่ได้ “เอาเถอะ หลังจากนี้จะทำยังไงล่ะ”

    “ก็...” บอมกยูเงยหน้ามองเพดานที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดเข้ามา “ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน หาทางออกไปอยู่คนเดียวมั้ง”

    “แล้วยังไงต่อ”

    บอมกยูลดสายตามามองเขา

    “ไปอยู่ด้วยกันไหม ซูบิน”

    ซูบินหัวเราะ “ไว้รอดูแล้วกัน ว่าใครจะเป็นคนพูดประโยคนั้น”

    “สงสัยต้องเกาะท็อปสายชั้นอยู่แล้วล่ะ”

    เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องห้องเล็ก ๆ ในคฤหาสน์ร้างหลังนั้น



    FIN




    220415

    ตบตีกับตัวเองอยู่หลายวันว่าเพลงนี้เขียนคู่ไหนดี ระหว่างยอนบินกับบอมบิน แต่เพราะบอมชิงเคลมก่อนว่าตัวเองกับซุบฟังเพลงนี้บ่อย เลยแบบ โอเค ได้เลย 55555

    ความโปรดัคทีฟช่วงหยุดเทศกาล = อัปฟิค

    ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคอมเมนต์หรืออื่นใดที่ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจในการเขียนต่อไปค่ะ 555 ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันสงกรานต์ 🔫💦


    #wirunfic

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in