with meployapha.j
เมื่อก่อน... ก่อนที่จะมาเจอกัน





  • หลังจากเมื่อวานที่ใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นวนไปในดิสนีย์แลนด์
    วันนี้เลยเป็นวันที่เราแพลนไว้ว่าจะเดินเล่นสบายๆ



    เรามีจุดหมายหลักในใจ 2 ที่
    คือเราจะพาเขานั่งรถรางขึ้นไปชมวิวที่  The Peak
    ซึ่งเป็นจุดที่เราชอบมากที่สุดในฮ่องกงแล้ว(มั๊ง... เพราะยังไม่เคยไปไหนเท่าไรอยู่ดี)
    และไหนๆก็มาที่นี่แล้ว พาเขาไปดูการแสดง A Symphony of Lights ตอนเย็น






    โคตรของความแมส
    ฮ่องกงแบบชิคๆคูลๆฮิปจัดๆอะไรไม่มีทั้งนั้นอะ





    และก่อนเริ่มโปรแกรมช่วงเช้าของวันนี้
    กองทัพต้องเดินด้วยท้อง




    เราพาเขาเดินลัดเลาะจากที่พักมาที่โรงแรม Excelsoir
    เพราะร้านกาแฟตรงล็อบบี้มีของดีซ่อนอยู่
    สิ่งนั้นคือ ทาร์ตไข่ Lord Stow’s Bakery ชื่อดังจากมาเก๊า



    จงมากิน
    จงมากิน
    จงมากิน



    มันดีจนอธิบายมาเป็นตัวอักษรไม่ได้จริงๆ พีคมาก
    ยังคงนั่งเฝ้าฝันถึงการกลับไปฮ่องกงอีกเพราะสิ่งนี้






    อย่างที่เคยบอกไว้ในโพสต์ในด้วยรักฯว่า

    ทาร์ตไข่หกชิ้นมันเยอะไปสำหรับการนั่งกินคนเดียว

    วันนี้เลยพาคนมาช่วยกันกิน แบ่งปันความอร่อยให้ถ้วนทั่ว
    กาแฟหอมๆยามเช้ากับทาร์ตไข่ที่เพิ่งอบมาใหม่ๆ อาห์... เข้ากั๊นเข้ากัน







    ถ้าตัวเราเป็นตัวละครในเดอะซิมส์
    เชื่อว่าแท่งเพชรบนหัวคงเป็นสีขาวอะ ฟินมาก ปลดล็อกปณิธานด้านการกิน
    ประกอบกับเวลาเห็นคนที่เรารักมีความสุขกับการกินของอร่อยที่เราเป็นคนเลือก
    หัวใจมันยิ่งฟูๆพองๆนะ






    เป็นมื้อเช้าที่รู้สึกกุ๊กกิ๊กจั๊กจี๋หัวใจ
















  • เรานั่งรถใต้ดินจาก Causeway Bay ไปลงที่ Central
    อากาศดี๊ดี ลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา แม้ว่าแดดเริ่มจะแรงขึ้นเรื่อยๆ














    เราก็เล่าให้เขาฟังนะว่านี่คือตึกดาบนะ
    เนี่ยรู้มั๊ยว่าตึกแถวนี้เขาแก้ฮวงจุ้ยกันกระจุยกระจายขนาดไหน



    เขาก็เออออห่อหมก พยักหน้ารับฟังอย่างตื่นเต้นไปด้วย
    (คิดเองเองว่าเขาสนอกสนใจ)



    เวลาที่ได้เล่าอะไรแบบนี้ให้ฟังจะรู้สึกว่าเป็นคนมีความรู้รอบตัวดี
    สวยๆไปอีกเง้ ซึ่งก็ไม่ได้ถามความสมัครใจของคนฟังเท่าไรนักหรอก ฮา















    เราพาเขาเดินหอบแฮ่กๆไต่ขึ้นเนินมาแปบนึงก็ถึงจุดที่ขึ้นรถราง
    โห... คนเยอะมาก ล้นหลาม มหาศาล ทั้งจีนทั้งฝรั่งเต็มไปหมด



    ช็อค...


    และแม้ว่าจะซื้อตัวมาจากไทยก็ไม่มีช่อง express ที่จะเข้าไปก่อนได้เลย
    ต้องยืนรอต่อแถวไปพร้อมๆกับคนอื่น จนกระทั่งใกล้ๆถึงตู้ขายตั๋วนั่นแหละ
    ก็โชว์ให้เขาดูว่า เฮ้ย มีตั๋วแล้ว ไม่ซื้อเด้อ

    พนักงานก็จะปล่อยให้เราเข้าไปต่อแถวขึ้นรถราง





















    ระหว่างตอนรอแม่งร้อนมากเพราะแดดแรง ยังดีที่พอจะมีลมเย็นๆมาช่วยบ้าง
    แต่ที่เดือดสุดคือครอบครัวคนจีนที่อยู่ๆก็มาแซงแถวเฉยเลย





    เดือด
    ถ่ายรูปมาประจานลงเน็ตซะเลย










    ได้มารูปนี้รูปเดียวนั่นแหละ
    เป็นอาตี๋น้อยลูกหลานของครอบครัวแซงคิวที่ดูตื่นเต้นกับน้ำพุมากๆ
    ตี๋น้อยก้มและกระดึ๋บไปดูจนรู้สึกว่าเราหากเอาปลายนิ้วไปสัมผัสตัวเขาอย่างแผ่วเบา
    เจ้าตี๋จิ๋วนี่ตกตู้มลงไปในน้ำแน่นอน



    คันไม้คันมืออยากจิ้มให้ตกน้ำมาก
    จนคนข้างๆต้องคอยบอกว่าให้ใจเย็นๆ





    "หายใจลึก นึกถึงดอกไม้"



    โอเค... หายใจลึกนึกถึงดอกไม้...
    งั้นเอาดอกของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เขมือบครอบครัวนี้ไปให้สิ้นละกัน!
















  • หลังจากหลบหลีกครอบครัวมหาประลัยนี้มาได้
    (นอกจากเบียดเรา แซงเรา พอตอนขึ้นรถก็ไปเบียดไปแซงมนุษย์คนอื่นอี๊ก)
    เราก็ขึ้นมาถึงจุดชมวิว Victoria Peak ที่เห็นฮ่องกงทั้งเมืองเลย












































    มันดีนะ

    เราอยากให้เขามาเห็นวิวอะไรแบบนี้แหละ เป็นที่ที่เราชอบ
    และอยากออกไปเห็นอะไรด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆนานเท่าที่จะนานได้นะ






    เพราะเมื่อก่อน...
    ก่อนที่จะมาเจอกัน
    ก่อนที่จะบินไปบินมารอบโลกในทุกๆสองวัน




    เราคิดว่าเราโอเค เที่ยวคนเดียวสบายมาก
    ทำอะไร ไปไหน ไม่ต้องเกรงใจใคร ไม่ต้องมารอ ไม่ต้องคิดแพลน
    แค่หยิบกระเป๋าตัง มือถือ กล้อง พุ่งตัวออกไปได้เลย





    แต่...




    เวลากินอะไรอร่อยก็ต้องกรี๊ดในใจคนเดียว แถมไม่มีคนหารด้วย
    เห็นวิวอะไรงามๆก็ทำให้แค่หยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพไว้
    มีเหตุการณ์ตลกๆขำๆก็ได้แต่เก็บไว้ในใจ




    มันไม่มีโมเม้นต์ที่เราแชร์ความรู้สึกดังกล่าวกับใคร
    หันไปซ้ายขวาก็มีแต่คนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมา




    บางทีมันก็เหงาๆเหมือนกันนะ





    วันนี้พอมีคนมาร่วมแบ่งปันทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ร้าย
    ไม่ว่าจะเป็นความสนุก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มุกตลกกากๆ ความทรงจำดีๆ ของกินอร่อยๆ
    หรือเรื่องที่หงุดหงิดใจในวันที่อะไรๆก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง วันที่มีน้ำตาเวลาที่เศร้าเสียใจ


    มันทำให้รู้สึกว่าจากที่มีความสุขดีอยู่แล้วมันก็สุขมากขึ้น
    และในวันที่ทุกข์ ถึงแม้ว่าเราจะต้องไปต่อสู้ฟาดฟันกับเรื่องบ้าๆในชีวิตด้วยตนเอง
    อย่างน้อยก็มีคนคอยรับฟัง แนะนำ ให้กำลังใจ
    ซึ่งช่วยทำให้ความสาหัสมันก็ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง




    ดีนะ อบอุ่นในใจดี















  • หลังจากสบตาซึ้งๆ ถ่ายรูปคู่กันเป็นที่ระลึก ยืนมองวิวของเกาะฮ่องกงจนถ้วนทั่วแล้ว
    เราสองคนชักเริ่มหิว
    เลยนั่งรถรางลงมาหาอะไรกิน



    และด้วยความที่วันนี้เป็นวันชิวๆ
    หรือในอีกความหมายหนึ่งคือปล่อยให้ไหลไปตามยถากรรม



    เราเลยไม่ได้แพลนมื้อกลางวันไว้ กะว่าหาเอาข้างหน้านั่นแหละ
    แต่ดันเกิดอยากไปถ่ายรูปตรง Hollywood Road
    เพราะเห็นเพื่อนลูกเรือคนอื่นเขาไปกันแล้วมันคูลดี
    เราเลยเดินไปเรื่อยๆตามป้ายบอกทางไปแบบไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหนกันแน่
















    วนไปวนมาจนมาย่าน Soho
    และก็เดินตามป้าย ถามทางคนไปเรื่อยๆ
    สุดท้าย... ไม่เจอ




    อ้าว...



    เจอป้ายนี้แทน เท่ดี หยิบกล้องมาถ่ายหนึ่งแชะ













    เขาเริ่มงอแงเพราะหิวมากขึ้นทุกที
    เพราะแค่ทาร์ตไข่กับกาแฟมันเริ่มย่อยไปหมดแล้ว
    เราเลยล้มเลิกตามหาในสิ่งที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
    ซึ่งก็เหมือนการเลิกตามหาหัวใจของใครที่ไม่เคยแคร์เรานั่นแหละ



    จริงๆเราไม่ค่อยหิวเท่าไร ใจจริงอยากเดินไปให้ถึงจุดที่เราอยากไปถ่ายรูป
    และตัดสินใจเลี้ยวเข้าคาเฟ่อาหารอิตาเลียนแถวนั้นแทน



    ถ่ายรูปตรงนั้นไว้มาใหม่อีกครั้ง ไม่ก็ไปถ่ายรูปที่จุดอื่นก็ได้
    แต่ความรู้สึกของคนใกล้ตัวเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและให้ความสำคัญนะ




    เราสั่งพิซซ่ากับพาสต้ามาลองกินกัน อร่อยดี
    ซึ่งก็ไม่มีการถ่ายรูปอาหารไว้อีกตามเคย
    หิวไง อาหารมาวางปุ๊บก็ขอโซ้ยก่อน




    ตอนแรกไม่หิว แต่พอเห็นของกินเท่านั้นแหละ
    ฟาดเรียบ...














    หลังจากฟาดพิซซ่ากันเรียบร้อย
    เราก็เดินตามหาสถานีรถไฟใต้ดินไปเรื่อยๆ
    เก็บภาพสองข้างทางมาได้เล็กๆน้อยๆ









































    เสียดายไม่ได้แวะเข้าไปที่นี่
    ตอนแรกกะว่าจะเข้าไปนั่งจิบกาแฟ
    แต่คนเยอะมาก ล้น เลยล้มเลิก

























    และอยู่ๆเราก็เดินเข้าไปในตรอกนึง
    ข้างในตรอกมีร้านกล้องเก่าๆอยู่ เลยเข้าไปส่องๆ
    กะว่าส่องเฉยๆ อยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง


    ลุงเจ้าของร้านก็ใจดี หยิบนู่นหยิบนี่มาให้ดู




    พัง




    สรุปโดนกล้องฟิล์มใหม่มาอีกแล้ว
    บ้าบอมาก หักห้ามใจอะไรใดๆไม่ได้ทั้งสิ้น





    (โปรแกรมช่วงบ่ายขอยกไปเขียนตอนหน้าละกันนะ)










    ตามไปอ่านบันทึกการเดินทางอื่นๆได้ที่..
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in