with meployapha.j
ที่พักใจของเหล่าผู้ใหญ่ที่ไม่อยากโต





  • หลังจากที่ทำตัวเปื่อยๆกันเมื่อวาน
    วันนี้เรากลั้นใจกดปิดนาฬิกาปลุกและลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว




    วันนี้จะตื่นสายไม่ได้














    เช้านี้เรากะว่าจะหาโจ๊กร้อนๆกินกัน
    แต่แถวโรงแรมไม่มีอะไรให้กินเลย ร้านรวงใดๆยังไม่เปิดทั้งสิ้น




    ไปหาของกินเอาดาบหน้าก็ได้ว้า...



    เราตกลงใจกับแบบนี้
    และสุดท้ายก็ได้เซเว่นที่สถานี Central ช่วยชีวิตไว้
    เขาซื้อแซนวิชกับกาแฟกระป๋องมา
    ส่วนเราไปโดนซูชิโรลไส้ปลาหมึกกับน้ำเต้าหู้และพุดดิ้งเย็นๆ


    ก็อร่อยดีนะ ไม่ได้แย่อะไร
    แค่เฟลๆนิดหน่อยเพราะอยากกินโจ๊กเท่านั้นแหละ


















    จุดหมายปลายทางของเราในวันนี้
    ก็เป็นการสนองความต้องการของเราอีกนั่นแหละ



    คือ



    ชีวิตนี้อยากไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์กับคนรัก!




    เท่านี้แหละ... เลยจัดแจงซื้อตั๋วมาตั้งแต่อยู่ที่ไทย
    เขาก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แม้มันจะดูใสๆแบ๊วๆไม่เข้ากับหน้าหนวดๆของเขาก็ตาม

    แหม่...คนเราก็ต้องเคยดูการ์ตูนดิสนีย์กันบ้างสิ
    โอเค เขาอาจจะไม่ได้อินกับเจ้าหญิงดิสนีย์ แต่ก็ต้องเคยดูมิกกี้ เมาส์ละวะ















  • ด้านหน้าทางเข้าดิสนีย์แลนด์มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด
    พ่อแม่พาลูกๆมาเที่ยว คนวัยหนุ่มสาวที่เด็กกว่า และคนวัยทำงานอย่างเราๆ



    บรรยากาศคึกคัก เด็กๆดูตื่นเต้นมาก
    และซักพักก็มีเสียงฮือฮาเนื่องจากการปรากฎตัวของมิกกี้ มินนี่ โดนัล และเดซี่


    พ่อแม่จับมือเด็กๆโบกมือให้เหล่ามาสคอตต่างๆ
    จนซักพักเด็กน้อยก็เริ่มโบกเองด้วยแววตาเป็นประกาย


    เรามองภาพนั้นและอมยิ้ม


    โตไปพวกเจ้าก็จะรู้เองแหละว่ามีคนอยู่ข้างใน



    ประโยคนี้ดูโหดร้ายเนอะ
    เหมือนการเป็นผู้ใหญ่จะกลืนกินอะไรบางอย่างในใจไปนิดหน่อย
    แต่นั่นแหละ... เราเองก็อดไม่ได้ที่จะโบกมือให้กับมิกกี้เหมือนกัน















    ถ้าเนเวอร์แลนด์สำหรับเด็กๆ
    คือดาวดวงที่สองทางขวามือตามที่ปีเตอร์แพนว่า
    ที่นี่ก็คงเป็นเนเวอร์แลนด์สำหรับเรา...



    ที่พักใจของผู้ใหญ่ที่ไม่อยากโต



















  • ตั้งแต่เราก้าวเท้าพ้นประตูและเจ้าหน้าที่ตรวจบัตร
    เราพบว่าตัวเรายิ้มอยู่ตลอดเวลา



    เราจับมือเขาวิ่งถลาเข้าไปด้านใน
    และซื้อที่คาดผมมิกกี้และมินนี่มาใส่คู่กัน


    โห... ความกุ๊กกิ๊กนี้...


    พอมาเขียนถึงแล้วยังรู้สึกได้ถึงความเลี่ยนและโลกสีชมพู
    ความรักนี่เปลี่ยนคนเราได้จริงๆด้วยแหะ
    นี่เรากลายเป็นคนมุ้งมิ้งถึงเพียงนี้เชียวหรือ...



    เอาเป็นว่าเราได้ไอเท็มคู่รักมา 1 ea
    ของเขาเป็นที่คาดผมหูมิกกี้ที่มีหมวกพ่อมดเมอร์ลิน
    ส่วนของเราเป็นมินนี่สีชมพูเชียวล่ะ

    ก็...ต้องขอบคุณเขาที่ยอมใส่กับเราด้วยแหละนะ :)














    เรายืนตรงหน้าปราสาท เตรียมตัวนับถอยหลังเปิดสวนสนุกพร้อมกับคนอื่น



    5... 4... 3... 2... 1... WELCOME TO HONG KONG DISNEYLAND



    เราหันไปยิ้มกว้างให้เขา
    สำเร็จไปอีกหนึ่งอย่างกับการมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์กับคนที่เรารัก
    ตะโกนว่า เยสสสสสสสสสสสส! อยู่ในใจด้วยความขวยเขิน




















  • เนื่องจากเราเคยมาเที่ยวที่นี่กับครอบครัวแล้ว
    จึงรู้สภาพทางภูมิศาสตร์และเครื่องเล่นต่างๆเป็นอย่างดี



    หึ! เล่นให้ครบทุกเครื่องโดยเป็นเรื่องจิ๊บๆ



    เราเริ่มจากโซนด้านในสุดก่อนและค่อยๆเดินไล่มาเรื่อยๆ
    ต่อคิวแต่ละเครื่องเล่นไม่เกิน 30 นาที
    ทำเวลาดูพาเรดครบทุกโชว์
    และบ้าบอเล่น Buzz Lightyear Astro Blasters กันหลายรอบมาก







































    เหล่าเจไดน้อยกำลังฝึกฝนกันอย่างตั้งใจ เป็นโซนใหม่ล่ะ













    ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่มีการแสดงพิเศษพอดิบพอดี
    มีต้นคริสมาสต์ใหญ่บึ้มและปล่อยฟองโฟมลงมาให้เหมือนหิมะตก



    โรแมนติกดีไม่น้อย
    ตัดสินใจมาเที่ยวถูกเวลาดีจริงๆแหละ
    แม้ว่าโฟมๆหิมะปลอมนั่นจะเหนียวๆหน่อยๆก็เถอะ












    อ้อ...ความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ
    ในที่สุดเราก็ได้กินแพนเค้กรูปมิกกี้แล้ว!
    ส่วนเขาซื้ออันที่เป็นรูปหน้าดาร์ธ เวเดอร์มากินด้วยกัน
    และลังเลใจว่าจะซื้อ Lightsaber กลับบ้านมาด้วยดีมั๊ย



























    เราอยู่กันจนพาร์คปิด
    จับมือยืนหนาวๆดูการแสดงพลุปิดท้าย



    เราน้ำตาซึม



    ดิสนีย์แลนด์นี่มีมนตร์ขลังบางอย่างจริงๆนะ
    พอตอนเดินออกจากประตูแล้วใจหวิวๆแหะ
    ได้เวลากลับสู่โลกของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ













































  • เรานั่งรถไฟใต้ดินกลับมา
    แต่ก็หิวระหว่างทางซะงั้น
    เลยตัดสินใจลงตรงสถานี Mongkog เพื่อหาอะไรกินกันก่อน




    และก่อนจะได้ไปหาของกิน
    เราทำภารกิจเดินเข้าออกร้านรองเท้าผ้าใบหลายร้าน
    เพื่อตามหารองเท้าให้น้องสาว


    สุดท้ายก็ถอดใจ ไม่เจอแหะ















    เราเดินไปเรื่อยๆ เข้าซอยนั้น ออกตรอกนี้
    จนไปเจอกับร้านโจ๊กร้านนึงที่คนขายพูดอังกฤษอะไรกับเราไม่ได้เลย



    ภาษามือก็มา ณ จุดนี้



    โชคดีที่มีเมนูภาษาอังกฤษให้เลือก
    เลยได้โจ๊กร้อนๆมาคนละชามใหญ่ ปาท่องโก๋ และน้ำเต้าหู้



    อร่อยม๊ากกกกกกก
    อร่อยจริงๆไม่ใช่เพราะอากาศหนาวหรือพวกเราหิว



    น่าเสียดายที่จำพิกัดร้านไม่ได้แล้วว่าอยู่ตรงไหน
    เพราะจริงๆแล้วเราเดินหลงทางกันด้วยซ้ำ ไม่รู้เหนือรู้ใต้ใดๆ
    รู้แต่ว่าหิวมาก ต้องการกินเดี๋ยวนี้!
    พออาหารมาปุ๊บก็ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ กินก่อน!














    จากนั้นก็กลับไปที่พักรูหนูของเรา
    นั่งกินขนมก๊อบแก๊บบนเตียงเล็กๆ
    เปิดทีวีจอจิ๋วปลายเตียงนั่งดูละครจักรๆวงศ์ๆจีนๆอะไรซักอย่าง
    ซึ่งเราก็นั่งเปลี่ยนเสียงพากย์อย่างเมามันแบบมั่วไปเรื่อย




    คนนี้บี๋ว่าต้องเป็นตัวร้ายชัวร์ๆ
    ส่วนนี่ดูจากหน้าที่เก๊กหล่อตลอดเวลาแล้วนี่ต้องเป็นองค์ชายหนึ่ง เป็นพระเอก 
    เนี่ย คนเนี้ย นางเอก ดูจากสายตาที่องค์ชายหนึ่งมองแล้วมันใช่!
    ส่วนนี่ๆ องค์ชายสาม แอบรักแอบปกป้องนางเอก ต้องเจอนางเอกก่อนพระเอก พล็อตมันเป็นงี้


    ส่วนเขาก็นั่งหัวเราะไปกับจิตนการอันล้ำเลิศของเรา
















    จริงๆแล้วโลกของผู้ใหญ่มันก็ไม่ได้แย่และโหดร้ายอะไรเท่าไหรนักหรอก
    ขอแค่มีคนแชร์เรื่องสนุกๆ ขำกับมุกกากๆ ต้มมาม่ากินกันเงียบๆตอนตีหนึ่ง
    และเป็นที่พักพิ่งยามที่ทุกข์ใจไม่หนีหายไปไหนก็พอ










    ตามไปอ่านบันทึกการเดินทางอื่นๆได้ที่..
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in