with meployapha.j
ค่อยเริ่มใหม่ในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน






  • ก่อนการเดินทางมีเรื่องฉุกละหุกเกิดขึ้นนิดหน่อย
    กล่าวคืออยู่ๆทางสายการบินก็ส่งข้อความมาว่าไฟล์ทบินของเราถูกยกเลิก
    กว่าจะตามเรื่องได้ว่ามันเป็นข้อผิดพลาดของระบบก็ทำเอาใจหายใจคว่ำกันไปหมด






    วันเดินทาง
    เราไปถึงสนามบินกันตั้งแต่ตีสาม
    แถมไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมัวแต่ทำนู่นทำนี่ จัดกระเป๋าเตรียมเอกสาร
    ก็อาศัยไปหลับบนเครื่องเอานั่นแหละ



    ในที่สุดก็ได้มีโมเม้นต์จับมือกันตอนเครื่องเทคออฟอีกครั้ง
    หวานแหววโรแมนติกไม่ใช่น้อย


    แต่ตอนที่เอาหัวซบกันหลับนี่คอแทบเคล็ด
    เพราะด้วยความที่เราตัวเท่าๆกันมันเลยไม่มีโมเม้นต์ที่หัวเราไปซบกับไหล่เขาพอดีให้ชื่นใจ





    ...รู้งี้เอาหมอนรองคอมาด้วยดีกว่าแหะ






    เราไปถึงฮ่องกงประมาณเจ็ดโมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น
    กินแค่พายร้อนๆที่เสิร์ฟบนเครื่องพร้อมน้ำส้มเท่านั้น
    เออ... คำว่า ฟูลเซอร์วิส ของเราไม่เท่ากันจริงๆด้วยแหละ
    ฟูลเซอร์วิสในความคิดและมุมมองจากการทำงานของเราคือการเสิร์ฟอาหารร้อน
    แต่นี่มาแค่พายในกล่องและบาร์เสิร์ฟน้ำ แอบตะขิดตะขวงในใจนิดหน่อย

    เอาเถอะ... มาถึงแล้วก็โอเคละกัน








    และตามสเต็ปท่องเที่ยวในกระทู้พันทิป (จิ้มเลย เราอ่านจากกระทู้นี้แหละ)
    เราวิ่งไปซื้อบัตร Octopus เสียเงินกันคนละ 150 HKD
    ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป














  • สถานที่แรกที่เราไปกันคือ Ngong Ping
    ไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนก็แล้วกัน




    เรานั่งรถบัสสาย S1 ไปลงที่ City Gate Outlet
    เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่ล็อกเกอร์ที่ชั้นใต้ดินตามที่กระทู้นั้นแนะนำ
    และเดินไปหาของกินในเซเว่น
    ก็ได้บะหมี่ ลูกชิ้นนึ่งจำนวนมาก ชา และกาแฟกระป๋องมากินประทังชีพ




    โห... โคตร on budget



    และก่อนที่จะเดินไปที่ทางขึ้นกระเช้า
    เราทำการบ้านมาดี จัดแจงจองทุกอย่างผ่านเน็ตมาแล้ว
    ทำให้สามารถเดินตัวปลิวสวยๆเข้าไปได้เลย ไม่ต้องต่อแถวนานเท่าไรนัก (คิดเอาเองว่าไม่นาน)





    เออ... ลืมบอกไป (จริงๆก็บอกไปแล้วแหละตรง Description)
    ทุกรูปที่ถ่ายใช้ฟิล์มโกดัก คัลเลอร์พลัสธรรมดา
    ถ้ารูปไหนใช้ฟิล์มประหลาดจะเขียนกำกับไวัให้นะ :)












    ด้วยความงก
    เราเลือกขึ้นกระเช้าแบบธรรมดาราคาถูก
    ไม่ใช่กระเช้าพื้นใสไฮโซ เพราะคิดว่ายังไงมันก็เหมือนๆกันอะ
    ไปถึงเหมือนกัน แถมไม่รู้สึกหัวใจจะวายเมื่อมองลงไปยังพื้นเบื้องล่างด้วย


















    ถัดจากตรงพื้นน้ำก็เป็นป่า เขา และคนเดินป่า
    ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไร
    นั่งไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว
















    ขึ้นมาข้างบนก็เป็นหมู่บ้านผสมคอมมูนิตี้มอล
    ของขายเยอะ ของกินแยะ แต่แพง ไม่ซื้อ














    เอาจริงๆเหมือนอยู่ในหนังจีนกำลังภายในต่างๆ
    พระเอกจนๆ พ่อแม่โดนจอมมารฆ่าตายแต่ดันไม่ฆ่าเจ้าเด็กนี่
    ปล่อยทิ้งไว้ ไม่ก็เอาไปโยนผา


    แต่หนังจีนไง โยนผาไม่ตาย
    พระเอกเติบโตขึ้นแต่ก็เป็นคนกาก อยากไปฝึกวิชา
    ไปๆมาๆก็แวะโรงเตี้ยม มีตัวร้ายเข้ามาโวยวายทำลายข้าวของ
    พระเอกก็เฮ้ย ไรมึง ไปสู้เขาโดยที่ไม่รู้วิชา


    อย่าลืมซีนที่โดดลงมาจากโรงเตี้ยมชั้นสอง
    และต้องมีซีนไก่บินกระต๊ากๆตัดหน้ากล้องด้วย


    แล้วพระเอกก็โดนฝ่ามือซัมติงหรือโดนพิษเพราะตัวร้ายโกง
    จะมีตัวละครลับนั่งเงียบๆอยู่มุมหนึ่งในโรงเตี้ยมที่เก่งสัส Lv.99 เข้ามาช่วย
    ซึ่งต่อไปจะเป็นอาจารย์ของพระเอก ไม่ก็ศิษย์พี่


    พระเอกต้องไปแก้พิษ ต้องขึ้นไปหาท่านอาจารย์บนเขา
    ต้องแวะร้านหมั่นโถวที่ตีนเขาแล้วเจอนางเอก
    นางเอกต้องสะบัดผ้าพริ้วๆ และเหมือนจะเกลียดกันแต่แรกแต่นางแม่งมียาแก้พิษ
    ไปๆมาๆรักกันแบบงงๆ
    ไปๆมาๆพ่อนางเอกนี่แหละคือคนฆ่าพ่อแม่พระเอก


    เชี่ย ดราม่า ตัดจบละกัน
    สรุปพระเอกเป็นจอมยุทธ ได้ครอบครองคัมภีร์ซักอย่างที่คนแก่งแย่ง
    สุดท้ายนางเอกก็มีลูกและจะตาย พระเอกเลยทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตนางไว้
    เลยหันไปฝักใฝ่ฝ่ายมืด

    เอา เปิดเพลง The Imperial March ได้!
















    ไหว้พระเสร็จเราก็ขึ้นกระเช้ากลับ
    เพราะประชากรมนุษย์เริ่มหนาแน่นขึ้นทุกขณะ


    เราไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้และพบว่าบัตร Octopus ที่ซื้อไว้ปลิวหายไปกับสายลม
    ก็... ซื้อใหม่ไงล่ะ เสียเงินไปเปล่าๆเฉยเลย



    หลังจากบ่นกระปอดกระแปดงอแงใส่คนข้างๆที่มาด้วยแล้ว
    เราก็นั่งรถใต้ดินไปลงสถานี Causeway Bay เพื่อจัดการเช็คอินเข้าโรงแรม





    เรามาพักที่ Apple Hotel ห้องพักรูหนูราคาถูกที่ลุงคุมตึกโคตรดุเลย


    มันก็โอเคในเลเวลซุกหัวนอนได้
    เตียงโคตรแคบสำหรับนอนสองคน
    มีทีวีเล็กปลายเตียงที่มีแต่ช่องหนังฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
    มีห้องน้ำเล็กๆในตัวพร้อมสบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และรองเท้าสลิปเปอร์
    มีกาต้มน้ำร้อน พัดลม แอร์


    ก็อยู่ได้อะ เน้นนอน ไม่เน้นความสบายใดทั้งสิ้น
    อ้อ.. ป้าแม่บ้านมาเปลี่ยนผ้าปูให้ทุกวันเลย นี่คือข้อดี





    สาเหตุที่เราเลือกพักแถวนี้เพราะมันเงียบดี มีร้านสะดวกซื้อ
    ใกล้ห้าง เดินแปบเดียวถึงสถานีรถใต้ดิน และใกล้ร้านบะหมี่ที่เราชอบ
    นั่นคือร้าน Chee Kei ตรง Percival Street
    ที่เราเคยเขียนถึงไว้ใน ด้วยรักจากทะเลทราย


    เป็นร้านที่กินบะหมี่ที่นี่แล้วรู้สึกว่าเขาต้องชอบ
    อยากพามากินด้วยกัน อยากให้มาสัมผัสความฟินของเส้นบะหมี่
    น้ำซุป กุ้ง เกี๊ยวทอดกรอบ และน้ำเต้าหู้






    เราพาเขาเดินลัดเลาะมาตามถนนแบบงงๆเพราะจำทางไม่ค่อยได้
    พาเลี้ยวเข้าร้านและสั่งเลยแบบไม่ดูเมนูเพราะรู้ว่าจะกินอะไร

    เราได้บะหมี่เกี๊ยวกุ้งมาหนึ่งชาม
    เขาได้บะหมี่หมูสับซอสแดงๆที่โคตรอร่อยมาอีกชาม
    พร้อมกับเกี๊ยวทอดกรอบที่กรอบมากที่เราไม่เคยสั่งเพราะกินไม่หมด

    โห อร่อยจนวันนี้ยังคงฝันถึง แป้งกรอบกว่ากระเป๋าสตางค์ตอนสิ้นเดือนอีก



    ฟินมาก



    เป็นการกินบะหมี่เกี๊๊ยวกุ้งที่แฮปปี้
    แม้ว่าร้านจะเบียดกันจนไหล่ชนไหล
    และคุณพนักงานก็ดุเหลือเกิน





    จริงๆต่อให้กินชายสี่หมี่เกี๊ยวหน้าเซเว่นปากซอยเข้าบ้าน
    ถ้าได้กินพร้อมกับเขา... อะไรๆมันก็อร่อยไปหมดนั่นแหละ
    (ยกเว้นรสชาติมันจะเชี่ยจริงๆ)
















    ตอนแรกเรากะว่าช่วงบ่ายจะไปเดินเล่นฝั่ง Tsim Sha Tsui
    ดูโชว์การแสดงไฟ ไป Lady Market ไรงี้นี่นั่น
    แผนเที่ยวแบบโคตรนักท่องเที่ยว แมสมากค่ะ




    สรุปคือหมดสภาพ นอนกลางวันกันยาวจนถึงเย็น
    ไม่มีความรู้สึกว่าอยากไปเที่ยวไหนทั้งนั้น ข้างนอกก็หน๊าวหนาว
    เขาเลยอาสาเดินไปซื้อของกินที่เซเว่นฝั่งตรงข้ามให้


    ก็ได้ข้าวกล่องไมโครเวฟมา เป็นหมูอะไรไม่รู้ อร่อยดี
    มาม่าชีสเกาหลี ไส้กรอกอะไรก็ไม่รู้ และเบียร์สองกระป๋อง




    อะไรวะ มาฮ่องกงมากินแค่นี้
    แต่ก็เอาเหอ ขี้เกียจนี่นา ค่อยเริ่มใหม่ในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน


















    ตามไปอ่านบันทึกการเดินทางอื่นๆได้ที่..
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in