from the desert, with loveployapha.j
ฮ่องกงและความในใจจากคนไกลบ้าน
  • 16 March 2016





    ตื่นมาตอนเช้าด้วยอาการปวดเนื้อปวดตัวไปหมด ในใจเริ่มคิดแล้วว่าจะโทรไปลาป่วยดีป่ะวะเนี่ย ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยจากอัมสเตอร์ดัมเลยก็ต้องมาบินอีกแล้ว นอนพลิกไปพลิกมาบิดขี้เกียจหายใจเข้าลึกๆแล้วรวบรวมแรงทั้งหมดลุกขึ้นจะเตียง เดินไปเข้าห้องน้ำ ส่องกระจกเช็คสภาพตัวเอง…



    โห… โทรมมาก ทำไมโทรมได้ขนาดนี้ จะไปทำงานในสภาพนี้จริงๆหรือนี่ ปวดหัวด้วย ปวดขาด้วย กลั้นใจวักน้ำเย็นล้างหน้าสามทีแล้วท่องในใจว่า




    ไ ม่ ไ ป บิ น แ ล้ ว จ ะ เ อ า อ ะ ไ ร แ ด ก ! ! !





    ไม่ได้ป่วยเว้ย แค่ขี้เกียจ ไป ไปสู้!

    ระหว่างแต่งหน้าแต่งตัวก็คิดในใจไม่จบไม่สิ้นเสียทีว่าจะลาดีรึเปล่าว้า จนลงมารอรถใต้ตึกก็ยังคิดว่าจะเอายังไงดีน้า จนรถมาจอดที่ HQ ก็แล้ว รอหน้าเกตก็แล้วยังคงงอแงไม่เลิกเสียที จนกระทั่งเปิดประตูเข้าไปห้องบรีฟนั่นแหละถึงอารมณ์เปลี่ยน ยิ้มสวยทักทายทุกคนประหนึ่งว่านี่แหละคือไฟล์ทที่ฉันอยากทำมากเหลือเกิ๊น



    สาเหตุที่ไม่ลาป่วยเพราะคิดว่าถ้าลาวันนี้ ตารางบินพรุ่งนี้กับมะรืนนี้ก็ต้องเปลี่ยน อาจจะโดนสแตนบายและถูกส่งไปไหนก็ไม่รู้ สู้แข็งใจไปบินวันนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือฮ่องกง ไปถึงโรงแรมแล้วค่อยพักก็ได้ ส่วนสาเหตุประการที่สองคือไฟล์ทขาไปคนน้อยแค่ร้อยนิดๆ เลยคิดว่าไม่น่าจะสาหัสมาก ประกอบกับผู้โดยสารน่าจะเป็นเอเชียนที่ไม่ค่อยจะกดคอลเรียกเท่าไรนอกจากเหตุฉุกเฉิน ถ้าจะเรียกก็จะเป็นช่วงตอนที่เราเดินผ่านเท่านั้นแหละ เอาวะ น่าจะรอด!



    ซึ่งความจริงพอมาบินก็คิดถูกที่ไม่ได้ลาป่วยไปเพราะลูกเรือดีมาก น่ารัก เป็นมิตร จิตใจดี ไฟล์ทวันนี้คือ working enivorment ที่ต้องการ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกๆวันก็อยากไปทำงานมันทุกวันเล้ย ได้ทีมดีเป็นศรีแก่ไฟล์ทจริงๆแหละ ผู้โดยสารก็น่ารักมาก มีคู่สามีภรรยาชาวอินเดียบินไปทำธุรกิจที่ฮ่องกงและฉลองครบรอบแต่งงาน 30 ปีด้วย สาเหตุที่รู้คือมีลูกเรือไปชวนแกคุย ฝ่ายสามีแกเลยเล่าให้ฟัง พอพวกเรารู้เรื่องปุ๊บก็จัดเซอร์ไพร์สเล็กๆให้โดยเตรียมเค้กขนมหวานจากชั้นบิสเนสจัดใส่จานใส่ถาดสวยๆ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำผลไม้และเตรียมกล้องโพลารอยด์ไปถ่ายภาพ วาดรูปเขียนการ์ดให้

    พอตอนออกไปเซอร์ไพร์สเขาดีใจมาก ไม่คิดว่าจากบทสนทนาเล็กๆกับลูกเรือแล้วเราจะเตรียมอะไรไปแบบนี้ พอผู้โดยสารที่นั่งข้างเคียงรู้ก็อาสามาถ่ายรูปให้ด้วย น่ารักมากๆเลยล่ะ






    อย่างที่เราเคยบอกไปในหลายๆเอนทรี่ที่ผ่านมาว่าเราอยากมาทำอาชีพนี้เพราะเราอยากเป็นความทรงจำที่ดีของใครซักคนบนโลก แม้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆและอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่เราจะได้พบกับคนๆนี้ แต่เราคิดว่าถ้ามันเป็นช่วงเวลาที่ดี ความทรงจำนั้นก็จะเป็นความทรงจำที่มีค่าและมีความหมายมากๆเลยล่ะ

    อาชีพนี้มันหนักและเหนื่อย เต็มไปด้วยความดราม่าและการนำเอาสุขภาพในอนาคตมาใช้ แต่เหตุการณ์เล็กๆน้อยๆเหล่านั้นมันก็เติมเต็มอะไรบางอย่างในใจเราได้ เป็นสิ่งเตือนใจเราว่าสิ่งเล็กน้อยอาจจะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผลลัพธ์ที่ดีได้หากเราใส่ใจและเห็นคุณค่า ก็ยังคงรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ตอนที่นั่งมองวิวผ่านหน้าต่างก่อนจะแลนดิ้งนั่นแหละ มันปริ่มๆในใจบอกไม่ถูก ไอเลิฟมายจ๊อบนะ แม้ว่าจะขี้เกียจไปบ้างก็เถอะ :P







    เรามาถึงฮ่องกงตอนสี่ทุ่มนิดๆ แต่กว่าจะถึงโรงแรมก็ปาไปห้าทุ่มเพราะโรงแรมอยู่แถวๆ Causeway Bay นั่งรถจากสนามบินมานานหน่อย พอเห็นแท็กซี่สีแดงแล้วก็คิดถึงตอนที่มาเที่ยวฮ่องกงกับคุณแม่ น้องพิณ และน้าเพชร

    ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนธันวาคมที่เราเรียนปีหนึ่งและมหาวิทยาลัยปิดเพราะน้ำท่วม พวกเราสี่คนหนีน้ำมาเที่ยวที่นี่โดยคุณพ่ออยู่ที่ไทยเพราะเป็นห่วงที่บ้านและบาเด้น(หมาที่บ้านเราเองแหละ ตอนนี้กลับไปอยู่ดาวน้องหมาแล้วจ้ะ) พอกลับมาฮ่องกงรอบนี้เลยรู้สึกหวิวๆเคว้งๆแปลกๆ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็คิดถึงบ้าน อยากให้ทุกคนมาเที่ยวด้วยกันอีก รอบนี้จะพาคุณพ่อมาด้วยแล้วล่ะ จะพาไปตะลุยยุโรปเลย :D







    พอมาถึงโรงแรมก็ชักจะหิวๆแม้จะฟาดทุกอย่างบนเครื่องไปเยอะมากก็ตาม พอดีว่าเคบินซุปผู้แสนน่ารักและใจดีหิวเหมือนกัน เลยชวนพวกเราเหล่าครัวหน้าออกไปกินโจ๊กกัน แต่พอเดินไปถึงร้านก็ปิดเสียแล้ว เลยเดินก๊อกแก๊กหาของกินไปจนไปจบที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวแถวๆนั้น และต่อด้วยของหวานที่ร้าน Hui Lau Shan เป็นร้านสีเหลืองๆที่มีเมนูมะม่วงเต็มไปหมดเลย น่าเสียดายที่ไม่มีข้าวเหนียวมะม่วง เราเลยสั่ง Mango with chewy ball เป็นไอติมมะม่วงและมะม่วงปั่นกับน้ำแข็ง เสิร์ฟพร้อมกับบัวลอยกลมๆ อร่อยดีแหละ กินเสร็จก็แยกย้ายกลับมานอน



    เราจะนอนก็นอนไม่หลับ เลยกูเกิลหาที่เที่ยวไปเรื่อยที่กินไปเรื่อยเปื่อย ตอนแรกกะว่าจะนั่งเรือเฟอร์รี่ไปมาเก๊า เดินเล่นถ่ายรูปแล้วค่อยกลับมานอน แต่ด้วยความที่เราเข้าเมืองมาโดยไม่ได้ประทับตราและลืมขอเอกสารเข้าเมืองจากเพอร์เซอร์เลยอดไป ที่เที่ยวในฮ่องกงก็ไปมาจนครบแล้วเลยคิดว่าถ้าอากาศดีคงไปนองปิง ถ้าฝนตกก็อาจจะนอนพัก เดินเล่นแถวๆนั้น พลิกไปพลิกมาจนถึงตีสี่ถึงจะหลับ แย่มากเลย ปรับเวลาไม่ได้จริงๆแหละนะ














    มนุษย์เรามีเหตุผลในการตื่นนอนตอนเช้าที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบางคน…การตื่นมาเจอหน้าคนที่เรารักยามเช้าช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ สำหรับเราก็เช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากคนข้างกาย(เพราะไม่มี!)เป็นการตื่นขึ้นมาเพื่อรอซื้อทาร์ตไข่ตำรับมาเก๊าาาาาาาา!!

    หกโมงครึ่งปุ๊บ นาฬิกาปลุกดังปั๊บ เราเด้งตัวลุกจากเตียงด้วยความสดชื่นแม้ว่าจะนอนตอนตีสี่ก็ตาม อาการผิดจากเมื่อวานลิบลับ พุ่งตัวไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร็วแสง เจ็ดโมงเช้าคว้าคีย์การ์ดปลิวตัวออกจากห้อง







    โรงแรมที่เราพักคือโรงแรม Excelsoir ซึ่งจากข้อมูลที่เรานอนกูเกิลเมื่อคืนนั้นพบว่า ร้านกาแฟหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาที่ล็อบบี้นั้นขายทาร์ตไข่เจ้าดังจากมาเก๊า ตามรีวิวบอกว่าทำเท่าไรขายเท่านั้น หมดแล้วหมดเลย มาช้าก็อดนะจ๊ะ

    เชี่ย… รู้สึกถึงสัญชาตญาณนักล่าในร่างพุ่งพล่าน รักแท้ต้องแย่งชิงมันเป็นอย่างนี้สินะ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เราต้องการแม้ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ยอมมมมม

    คนเราทำงานเหนื่อย ลากคาร์ทต้านแรงโน้มถ่วง ก้มๆเงยๆย่อเขาเก็บถาดจนปวด ยกคอนเทนเนอร์หนักๆจนปวดหลังและกล้ามขึ้น จากบ้านมาจากคนที่เรารักมาไกลแสนไกลเพื่ออะไร! นี่แหละคือรางวัลปลอบใจ นี่แหละคือค่าแรงทดแทนความเหนื่อยยากลำบากทั้งหลาย ทาร์ตไข่ Lord Stow’s Bakery คือรางวัลแด่คนช่างฝันที่แท้จริงงงงง!!














    เราลงไปถึงตอนที่ร้านเหมือนจะเพิ่งเปิด สั่งมา 1 กล่อง มีทั้งหมดหกชิ้น หิ้วขึ้นมากินบนห้องด้วยความร่าเริงใจ เปิดผ้าม่านกะว่าต้องพบกับดวงตะวันเฉิดฉายสมกับความสดใสของเราในวันนี้ก็พบว่าหมอกลงหนักมาก มองไปไม่เห็นน้ำเลยจ้า แค่ยอดตึกข้างๆยังอยู่ในม่านเมฆ เอาน่ะ ไม่เป็นไร กินทาร์ตไข่ร้อนๆแป้งกรอบนุ่มใน หวานละมุนละไมพอดิบพอดี จิบชาพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่าง ฮ่องกงที่เต็มไปด้วยหมอกดูเหงาๆแต่ก็โรแมนติกไปอีกแบบ สุขใจเหลือเกินได้กินของอร่อย ไอเลิฟมายจ๊อบบบบบบบบ

    กินไปได้สามชิ้นก็เริ่มรู้สึกว่าทาร์ตไข่หกชิ้นมันเยอะไปสำหรับการนั่งกินคนเดียวนะ อันที่จริงแล้วคุณพ่อเคยซื้อเจ้านี้มาฝากจากมาเก๊าเพราะรู้ว่าเราชอบกินทาร์ตไข่และคาราเมลคัสตาร์ดมากกกกกกก (จริงๆเรื่องคาราเมลคัสตาร์ดนี่ตอนแรกคุณพ่อซื้อมาให้น้องพิณเพราะคิดว่าน้องพิณน่าจะชอบทาน ส่วนเราน่าจะไม่ชอบเพราะเป็นคนกินอะไรยาก ซื้อมากินนิดเดียวเดี๋ยวก็ทิ้ง เสียของเปล่าๆ ไปๆมาๆกลายเป็นว่าน้องพิณไม่ค่อยชอบ ส่วนเราชอบม๊ากมาก รวมไปจนถึงทาร์ตไข่ด้วยนั่นเอง)









    นั่งจ้องกล่องสีเหลืองซักพักก็คิดว่าเราคอลไลน์ไปหาคุณพ่อดีกว่า ปกติแล้วก็ไม่เคยอยู่ๆจะโทรหากันหรอกนะ จริงๆแล้วเรากับคุณพ่อคุยกันเฉพาะเรื่องที่จำเป็นสำคัญจริงๆเท่านั้นแหละ โดยมากจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องทำงาน เรื่องที่ให้เราดูแลน้องพิณ กับโดนดุที่คิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด การที่จะมานั่งคุยเรื่องจิปาถะสัพเพเหระในชีวิตประจำวันแทบจะไม่เคยมี

    ตอนโทรไปแล้วคุณพ่อรับสาย น้ำเสียงก็ฟังแล้วดูดีใจที่เราโทรไปหา(มั๊ง คิดเข้าข้างตัวเอง ฮา) ก็คุยกันสั้นๆแหละ สามนาทีเท่านั้น เราเล่าให้ฟังว่าเราตื่นขึ้นมาซื้อทาร์ตไข่ร้านนี้ คุณพ่อก็บอกว่าร้านนี้อร่อยและเล่าเรื่องงานสั้นๆ มีเดตแอร์ระหว่างกันเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี คุณพ่ออวยพรให้โชคดีปลอดภัย เราก็ตอบสั้นๆด้วยเสียงสั้นๆเพราะน้ำตาเริ่มจะปริ่มๆแล้ว จากนั้นก็วางหูกันไป







    พอวางสายไปปุ๊บ น้ำตาไหลพรากเลย คิดถึงบ้านที่เมื่อก่อนไม่ค่อยคิดจะกลับไปเท่าไรนั่นแหละนะ คุณพ่อของเราเป็นคนดุ ดุมาก เจ้าระเบียบ สั่งคำไหนต้องเป็นไปตามนั้น เราที่บางที่ก็งงๆ ซุ่มซ่าม พูดอะไรโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก็โดนดุเข้าให้ พอยิ่งโดนดุโดนทำโทษก็กลัวและจำขึ้นใจมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ การกินข้าวช้าแล้วโดนจับเวลา ถ้าไม่รีบกินให้หมดก็จะโดนทำโทษ ไม่ชอบกินไข่ดาวก็โดนบังคับ จนทุกวันนี้ช้อบชอบ สั่งกระเพราเมื่อไรต้องสั่งไข่ดาวไม่สุกด้วย ไม่กินแตงโมก็โดนบังคับให้กิน จนตอนนี้ก็ช้อบชอบมากๆเช่นกัน จนกระทั่งเข้าโรงเรียน ไม่ไปรอรถหน้าโรงเรียนหรือไปรอแต่ไม่ดูรถแล้วคุณพ่อขับรถวนมาไม่เจอก็โดนตี ถ้าไม่ดูแลน้องก็โดนดุ และอีกหลายๆเหตุการณ์ที่ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ



    และพอคุณพ่อยิ่งดุเรายิ่งกลัว ยิ่งออกห่าง ตอนเด็กๆก็น้อยใจ คิดว่าคุณพ่อไม่รัก หรือรักน้องพิณมากกว่า แต่เราก็ไม่เคยคิดอิจฉาน้องเลยนะ ไม่เคยแกล้งน้องเลย เป็นพี่สาวที่ดีมาก แต่ก็คิดว่าคุณพ่อจะรักเราถ้าเราเป็นเด็กดี พยายามตั้งใจเรียน ตอนม.2ที่สอบตกวิชาเลขเสริมนี่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะสอบตกนะ แต่กลัวว่าคุณพ่อจะไม่พอใจ พอจะเข้ามหาวิทยาลัย คุณพ่ออยากให้เรียนอะไรก็เรียน จะมีขัดใจก็แค่เรื่องมหาวิทยาลัยเท่านั้นแหละ โตมาก็เข้าใจว่าที่คุณพ่อดุและเข้มงวดเพราะอยากให้เราได้ดี ไม่ใช่ว่าท่านจะโกรธ จะเกลียด หรือจะไม่รัก แต่เป็นเพราะความห่วงของท่านนั้นแหละนะ



    พอมาตอนนี้ก็เหมือนจะคิดได้ว่าทำไมคนเราต้องห่างกันไปไกลถึงจะเริ่มมาพูดกันดีๆ คุยกันดีๆ ตอนที่อยู่ใกล้กันทำไมถึงคอยมีแต่เรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกันตลอด แล้วจากนี้เราก็จะไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ รู้สึกว่าเวลาระหว่างกันมันเหลือน้อยลงไปทุกที เพราะแน่ล่ะ พวกท่านไม่สามารถที่จะอยู่กับเราไม่ได้ตลอดชีวิต เหมือนพอมาคิดได้ก็ตอนที่มันช้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สายถ้าจะเริ่มสานสัมพันธ์ในครอบครัวกันใหม่อีกครั้ง จากนี้ก็จะพยายามกลับบ้านให้มากขึ้นละกันนะ คิดได้ดังนี้ก็ร้องไห้หนักเลยทีเดียว ความรู้สึกมันถาโถมเหลือเกิน จะกินทาร์ตไข่ก็กินไม่ลงแล้วเลยปิดกล่อง ว่าจะออกไปหาโจ๊กร้อนๆกินก็เป็นอันล้มเลิก นั่งมองวิวไปเรื่อยๆจนเหนื่อยก็เลยนอน







    เราตื่นมาอีกทีตอนบ่ายนิดๆ จัดการทาร์ตไข่ที่เหลือทั้งหมดแล้วออกมาหาของกิน เดินไปร้านเกี๊ยวกุ้ง Chee Kei ที่ Percival Street ร้านอยู่แถวๆป้ายรถรางนั้นแหละ ร้านเหลืองๆอะ จากรีวิวแล้วเขาว่าอร่อยก็จัดเกี๊ยวกุ้งไปหนึ่งชาม น้ำซุปอร่อยกลมกล่อมประกอบกับเส้นบะหมี่ที่นุ่มนวล เกี๊ยวกุ้งที่เคี้ยวกรุบกริบ กินหมดเกลี้ยงแบบไม่เหลือน้ำซุปซักหยดเลยล่ะ เดินเล่นห้าง Sogo ซื้อของใช้ในมูจิและเสื้อผ้านิดๆหน่อยๆ ก่อนที่จะเดินเล่นหาร้านโจ๊ก ระหว่างทางก็กินชานมไข่มุกกับขนมรังผึ้งและไส้กรอก หาร้านโจ๊กที่อร่อยไม่เจอเลยจบที่ร้านข้าวหมูกรอบหมูแดงเป็ดย่าง ทุกคนล้วนพูดจีนใส่และคิดว่าเราเป็นคนจีนตลอดเวลา ตลกดี อิ่มอร่อยก็แวะซื้อกุนเชียงที่ร้านแถวนั้น ซื้อทาร์ตไข่มาอีกหกชิ้น และกลับมาเตรียมตัวบินกลับ







    นี่คือหน้าตาของร้านเกี๊ยวนะแก อร่อยมากกกกกกกกกกกกก ไปลองงงงงง













    แต่งตัวไปก็กินทุกสิ่งที่ซื้อๆมาไปด้วยความสุขใจ อยากกลับมาฮ่องกงอีก รอบหน้าถ้าไม่ได้ไปมาเก๊าก็คงข้ามไปหาอะไรอร่อยๆกินอีกนั่นแหละ เงินที่ได้มาล้วนหมดไปกับอาหารการกินทั้งสิ้น









    ขากลับก็คนแน่นไฟล์ทตามเคยแต่ก็โอเค มีหนุ่มตี๋ฮ่องกงที่ดี เกรดAAA งานมิลเลอร์ ที่เยียวยาจิตใจจากไฟล์ทได้ในระดับหนึ่ง ยิ้มตลอดไม่เหนื่อย แฮ่ มีผู้โดยสารชาวเวียดนามมาทักด้วยเพราะคิดว่าเราเป็นคนเวียดนาม ส่วนคนไทยไม่ทักเพราะคิดว่าเราเป็นคนไต้หวัน งงมะ คือหน้าไม่ไทยหรืออย่างไร ความหน้าไทยในอุดมคติของชาวต่างชาติเป็นอย่างไรกันแน่?

    ไฟล์ทนี้ได้มีโอกาสเข้าไปทักทายกัปตันด้วย ห้องทำงานที่เล็กที่สุดในโลกก็วิวสวยและเงียบสงบเหมือนอย่างเคย ข้างหน้าเป็นดวงจันทร์กลมสว่าง สองข้างคือดาวระยิบระยับ เหมือนกำลังลอยมุ่งหน้าไปหาดวงจันทร์เลย fly me to the moon มากๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังอวกาศ

    พอถึงดูไบแล้วเกิด unexpected event นิดหน่อยเลยทำให้ออกจากเครื่องช้าเพราะต้องเช็คนั่นนู่นนี่โน่น กว่าจะถึงห้องก็แทบสลบ ได้พักสองวัน ก่อนจะลุยต่อกับเชนไน อินตะระเดียเฟิร์สไทม์ จุดหมายปลายทางที่ทุกคนการันตีถึงความพีคคคคคคคค







    เอาจริงๆเราชอบฮ่องกงนะ รู้สึกว่าเป็นเมืองที่มีไดนามิกบางอย่างเป็นแรงขับเคลื่อน มีความวุ่นวายแต่ก็มีความสงบและความเหงาซุ่มซ่อนอยู่และเข้ามาทักทายโดยไม่ทันรู้ตัว เป็นเมืองที่อยากกลับมาอีก ยังไม่เบื่อง่ายๆหรอกนะ :D



    และสำหรับเอนทรี่นี้ก็ขอลาไปเพียงเท่านี้แหละ ขออภัยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอะไรก็ไม่รู้มากมาย โฮมซิกเป็นเหตุนั้นแหละนะ เจอกันใหม่ไฟล์ทหน้ากับเชนไน



    ด้วยรัก...จากดูไบ







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in