from the desert, with loveployapha.j
บ่ายยันค่ำในอัมสเตอร์ดัมที่รัก
  • 12 April 2016


    ห่างหายไปจากการเขียนนานมาก นานจนรู้สึกผิดเลย แต่ว่าไฟล์ทในช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาแน่นมาก แน่นจนลืมหายใจ แลนด์วันนี้ พรุ่งนี้บินตล๊อด น้ำตาจะไหลไม่มีเวลาเลย




    หลังจากไฟล์ทดับลินเราได้หยุดยาวๆถึง 7 วันเพราะโดนถอดออกจากไฟล์ทไปดาร์-เอส-ซาลามและคูเวต ได้มาบินอีกทีก็คือไฟล์ทมาอัมสเตอร์ดัมเนี่ยแหละ ต่อด้วยฮ่องกง เชนไน และปิดท้ายด้วยเพิร์ธ


    เหนื่อยเหลือเกิน…


    วันนี้เพิ่งกลับมาจากเพิร์ธ ได้นอนไปนิดๆหน่อยๆก็สะดุ้งตื่นเพราะอะไรก็ไม่รู้บ้าบอ เลยมาอัพให้อ่านกันเสียทีเพราะจากนี้ก็จะบินย๊าวยาวอีกแล้วจ้า เกรงว่าถ้านานไปแล้วจะยิ่งขี้เกียจพาลเลิกเขียนไปเสียทั้งหมด….











    และทั้งหมดที่อ่านมานั้น คือวันที่เพิ่งกลับจากเพิร์ธในช่วงปลายเดือนมีนาคม จนตอนนี้กลายมาเป็นกลางเดือนเมษาแล้ว จนไปอัมสเตอร์ดัมจนกลับมาอีกรอบแล้ว เอนทรี่นี้ก็ยังคงค้างไว้เขียนไม่จบเสียที เอาละ วันนี้แหละ เราจะเขียนจนจบให้จงได้!

    ด้วยความที่ไฟล์ทมันค่อนข้างนานมาแล้ว รายละเอียดต่างๆเราก็เริ่มที่จะลืมๆเลือนๆไปบ้าง เอาเป็นว่าจะค่อยบรรจงถ่ายทอดออกมาก็แล้วกันเนอะ :)





    14 March 2016 – Amsterdam 1st time


    ไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทเช้า ซึ่งโดยปกติเราไม่ค่อยจะชอบเท่าไร เพราะนอกจากจะต้องตื่นเช้าม๊ากมากเพื่อมาเตรียมตัวไปบินแล้ว ผู้โดยสารก็ตื่นกันอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าคอลจะดังเป็นระยะๆ ซึ่งบางครั้งบางคราวก็กระหน่ำจนแทบจะเป็นซิมโฟนี (โดยเฉพาะไฟล์ทอังกฤษ…) แต่อย่างไรก็ตาม ไฟล์ทนี้คือไฟล์ทที่เรารอคอยที่สุดในเดือนเลยก็ว่าได้ ก็แหม… ในที่สุดก็จะได้เหยียบแผ่นดินยุโรปเสียทีหลังจากโดนส่งให้ไปแต่บริเตนใหญ่อยู่เรื่อย

    นอกจากนี้เราเคยดูภาพยนตร์สารคดี The New Rijksmuseum ซึ่งเกี่ยวกับการบูรณะพิพิธภัณฑ์ใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมที่ใช้เวลาถึง 10 ปีเต็ม เราเลยมีเป้าหมายในใจว่าอยากไปดูให้เห็นกับตาว่าปัญหาที่เขาถกเถียงกันเรื่องทางจักรยาน สีผนัง ตลอดจนงานศิลปะที่ประมูลมาได้นั้น ของจริงจะเป็นอย่างไร ความตื่นเต้นเลยยิ่งทวีมากขึ้นไปอีก







    สำหรับขาไปนั้นทุกอย่างช่างราบรื่นเหลือเกิน เราทำ 2 เซอร์วิสคือ Continental Breakfast ง่ายๆ เสิร์ฟขนมปัง ชา กาแฟ และก่อนเครื่องจะลงก็เสิร์ฟอาหารกลางวัน อาจจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่ คอลเลยมีไม่มาก ผู้โดยสารสุภาพและใจดี ทำงานอย่างมีความสุข กินไม่หยุดอีกตามเคย เผลอแปบเดียวก็ถึงแล้ว :)

    เราถึงอัมสเตอร์ดัมตอนบ่ายสอง แต่กว่าจะเช็คความเรียบร้อยบนเครื่อง รับกระเป๋า เดินลากมาที่โรงแรม (เราพักที่ Airport hotel อีกแล้ว ไกลจากตัวเมือง) ก็เกือบๆจะบ่ายสามครึ่ง พอถึงห้องก็รีบส่งข่าวบอกที่บ้าน เปลี่ยนชุด คว้าแผนที่ และออกไปตะลุยในเมือง




    การเดินทางจากโรงแรมเข้าไปในเมืองค่อนข้างที่จะสะดวกเพราะสนามบินคือจุดเริ่มต้นของระบบขนส่งมวลชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเครื่องบิน รถไฟ และรถเมล์ ทุกอย่างต่อติดเป็นระบบเดียวกัน โอ้… นี่แหละคือความเจริญ ฮอลแลนด์แดนศิวิไล~

    จริงๆจากสนามบินสามารถนั่งรถไฟไปลงที่ใจกลางเมืองและเดินดูนู่นดูนี่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็น Dam Square และ Red Light District แต่เป้าหมายของเราคือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเราต้องต่อรถหลายเที่ยว เลยเลือกซื้อตั๋วแบบ 1-Day ticket ที่ครอบคลุมทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถเมล์ รถใต้ดิน รถราง และเรือ ราคา 15 ยูโร (มีให้เลือกแบบสามวัน ห้าวัน เจ็ดวันด้วยนะ)






    เรานั่งรถเมล์เข้าเมือง ตรงมาที่ย่านพิพิธภัณฑ์เลยเพราะสะดวกกว่าการนั่งรถไฟแล้วต่อรถรางนู่นนี่นั่นโน่น ความจริงแล้วที่นี่มีพิพิธภัณฑ์กระจายตัวอยู่เต็มเมืองไปหมด ซึ่งเรามีความคิดว่าหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ โรงละคร มีส่วนช่วยในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตของคนเมืองจริงๆนะ จะว่าศิลปะช่วยขัดเกลาจิตใจก็ว่าได้ ประกอบกับการวางผังเมืองและระบบขนส่งมวลชนที่คิดมาอย่างดี ไม่ใช่เอะอะจะสร้างอะไรก็สร้างมันทำให้ทุกอย่างดูเป็นระบบระเบียบ พอเมืองเป็นระเบียบก็จะส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของผู้คนเช่นกัน



    เมืองทุกเมืองมีเอกลักษณ์และมีความงดงามอยู่ในตัวและเราเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดีจะส่งผลต่อการเห็นคุณค่าของความงามของเมืองนั้น ช่วยขับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้โดดเด่นขึ้น คือพอผู้คนตระหนักถึงเรื่องนี้ก็จะไม่ทำอะไรที่มันไร้ระเบียบ (เช่นป้ายบิลบอร์ดทั่วทุกมุมเมือง ทางเท้าโคตรจะแคบแล้วยังจะมาขายของกันอีก จะบอกว่าทางเท้าสยามคือความงามอย่างไทยแม่งก็ไม่ใช่ป่ะวะ)










    เอาละ กลับมาเข้าเรื่องกันเสียทีหลังจากออกทะเลไปไกลแสนไกลเหลือเกิน… สำหรับโซนพิพิธภัณฑ์นี้เป็นที่ตั้งของ 3 พิพิธภัณฑ์ นั่นก็คือ…

    Rijksmuseum จัดแสดงผลงานตั้งแต่ยุคคลาสสิก เรเนซอง ไล่เรียงมาจนถึงอิมเพรสชั่นนิส และงานศิลปะจากตะวันออกไกล Stedelijk museum ศูนย์รวมศิลปะสมัยใหม่ที่โคตรฮิป และ Van Gogh Museum ที่รวบรวมผลงานของศิลปินระดับโลกผู้นี้ไว้นั่นเอง



    อยากเข้ามากทั้งสามที่เลย เอาไงดี มาถึงก็สี่โมงเย็นแล้วอะ เวลาไม่เคยพออออออออออออ



    เราเดินไปเช็คเวลาที่ Rijksmuseum ก่อนก็พบว่าเขาปิดห้าโมงจ้า ชั่วโมงเดียวสำหรับเรามันเดินไม่พอ ถึงจะพอก็แค่รีบๆ ไม่เอาอะ เอาไว้ครั้งหน้าก็ได้ ก็เลยเดินเล่นถ่ายรูปแถวๆหน้าพิพิธภัณฑ์ไปเรื่อยๆ อาห์…ทางจักรยานตรงนี้คือที่เขาเถียงกันสินะ สรุปว่าของจริงเป็นแบบนี้เองนะหรือ อ้อ…ตรงเพดานนี้นี่เอง เข้าไปปุ๊บจะได้เจอภาพวาดนี้แน่ๆ โอ้ยยย สุขใจเหลือเกินนนนน




    ถ้ามาช่วงที่ดอกไม้ผลิบานจะต้องสวยมากแน่ๆเลยยยยย









    คนเต็มมมมมมไปหมด ส่วนมากก็นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนั่นแหละนะ








    โซนด้านหน้าของ Rijksmuseum ที่กว่าจะเคาะแบบกันออกมาได้นี่ทำเอาปวดหัวปวดตับกันถึงสิบปี








    ใช้แสงธรรมชาติจากภายนอก งดงามมมมมมม








    ทางเท้าและทางจักรยานด้านนอกที่เถียงกันก็แล้ว โหวตกันอีกก็แล้วระหว่างผู้ใช้จักรยานและทีมสถาปนิกว่าจะทำยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งสองฝ่าย เพราะที่นี่เขาใช้จักรยานกันในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง ดังนั้นการปิดเพื่อซ่อมแซมพิพิธภัณฑ์เท่ากับปิดทางสัญจรของจักรยาน แถมแบบแปลนใหม่ของพิพิธภัณฑ์มันไม่เอื้อต่อการปั่น เลยเป็นประเด็นถกเถียงกันนั่นเอง (ประเทศที่มีประชาธิปไตยก็งี้แหละแก ไม่ใช่ว่าประชาชนค้านกันโครมๆก็ยังเดินหน้าจะทำต่อ คุ้นๆว่าเมืองหลวงของประเทศหนึ่งจะทำทางริมแม่น้ำโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใดๆอะนะ น่าเศร้าใจเสียเหลือเกิน — นี่จะได้กลับประเทศป่ะวะ ฮา)
























    ด้านหน้าเป็นสวนกว้างๆ มีสนามเด็กเล่นและโซนหญ้าเขียวๆ

















    ยังต้องฝึกฝนกับเลนส์มือหมุนอีกมาก ภาพไม่คมเล้ยยยยยย TT







    เราเดินซึมซับบรรยากาศอยู่นิดหน่อย ตั้งใจว่าอาจจะเดินไปนั่งเล่นที่สวนสาธารณะใกล้ๆแต่ก็ตัดสินใจเดินไปเช็คเวลาของ Van Gogh Musuem ซักหน่อยก็พบว่าปิดห้าโมงเหมือนกัน ลองเสี่ยงไปดู Stedelijk museum ก็แล้วกัน ไหนๆก็มาแล้ว ปรากฎว่าที่นี่ปิดหกโมงเย็น กรี๊ดดดดดดด เข้าาาาาาา ซื้อตั๋ววววววววววว (คนที่ร้านขายของที่ระลึกหล่อมาก ไว้หนวดไว้เคราและแมนบัน โอ้ ดีงาม)




    ราคา 15 ยูโร ถ้ามีบัตรนักเรียนนักศึกษาก็ได้ลดครึ่งราคานะจ๊ะ



    งานศิลปะที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ก็มีหลากหลาย ได้เห็นงานของปีกัสโซ่ โกแก๊ง ชอบสุดก็คือเหล่า installation art ทั้งหลายและผลงานของ Piet Mondriaan ที่ชอบจนซื้อโปสการ์ดมาสองใบและโปสเตอร์ราคา 10 ยูโร














    พิพิธภัณฑ์ประกาศปิด เราเลยเดินออกมาเก็บภาพด้านนอกนิดๆหน่อยๆก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป :)






















    จริงๆแล้วตอนนั้นก็เหนื่อยๆ อยากกลับไปนอนพักแต่ก็คิดว่าไหนๆก็ซื้อตั๋ว 1 day มาแล้ว เอาให้คุ้มกับที่จ่ายไปหน่อยก็แล้วกัน เลยนั่งรถรางจากหน้าพิพิธภัณฑ์ไปลงที่หน้าสถานีรถไฟ อย่างน้อยก็ได้เห็นเมืองมุมอื่นๆของเมืองอีกซักนิดก็ยังดี ระหว่างทางมีร้านอาหารและคาเฟ่น่ารักเยอะแยะเต็มไปหมดเลย รอบหน้าจะมานั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศ










    พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า เราเดินอ้อยอิ่งอยู่แถวๆนั้นซักพักก่อนที่จะสอดส่ายสายตาหาของกิน






























    ถนนคับคั่งไปด้วยผู้คน มีร้านอาหารหลากหลายเรียงรายสองข้างทาง เราก็ไปสะดุดกับร้านขายเฟรนฟรายชื่อ Manneken Pis (ตัวอักษรสีเหลือง พื้นหลังสีม่วง) คนเต็มหน้าร้านเลย อร่อยชัวร์ เลยไปต่อคิวซื้อกับเขาด้วย ก็อร่อยดี เฟรนฟรายร้อนๆอวบๆราดมายองเนสตอนอากาศหนาวๆเย็นๆนี่มันช่างฟินเหลือเกิน



    จากถนนใหญ่เราเดินลัดเลาะเข้าไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆก็พบกับร้าน Coffee Shop มากมายพร้อมกับกลิ่นที่ชวนทำให้อารมณ์ดี๊ดี มีความเขียวฮี่ฮี่ จนกระทั่งไปเจอกับร้านขายวาฟเฟิลและแพนเค้ก เราลองสั่งดัชต์แพนเค้กมา อร่อยมาก แผ่นใหญ่เบอเริ่ม ราดนูเทลล่า วิปครีม และสตอเบอร์รี่สด อาห์….



    กินเสร็จก็แวะคุยกับคนขาย เป็นหนุ่มอารมณ์ดีลูกสองที่มุกตลกแพรวพราว จากที่ถามทางไป Red Light District กลายมาเป็นบทสนทนาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ การเก็บภาษีสุดโหดของที่นี่ รัฐบาลที่ไม่ค่อยช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยในประเทศแต่ออกกฎหมายที่ให้ประโยชน์กับบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆที่เข้ามาลงทุน มีกฎห้ามแปะป้ายโปรโมชั่นหน้าร้าน ถ้าอยากแปะต้องจ่ายเงิน หรือการทำธุรกิจเล็กๆที่นี่มีกฎค่อนข้างเคร่งครัด จดทะเบียนว่าจะขายแพนเค้กก็ต้องขายแค่แพนเค้ก จะทำ take away หรือขายอาหารเช้าด้วยไม่ได้ ทริปเที่ยวประเทศไทย พี่สาวเขาเคยมากระบี่ภูเก็ต ตัวพี่เขาก็อยากไปเที่ยว คิดถึงชีวิตหนุ่มโสด แต่นี่เพิ่งแต่งงานมีลูกชายฝาแฝด เอารูปมาให้ดูด้วยนะ ไปๆมาๆมีลูกค้าคนอื่นเข้ามาจอยคุยกันด้วย สนุกสนานครื้นเครงดี หวังว่าจะได้กลับมากินแพนเค้กร้านนี้อีก







    อิ่มหน่ำสำราญเรียบร้อยก็ได้เวลาไปต่อ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว Red Light District สิคะ ตอนแรกก็แอบกลัว สามทุ่มแล้วไปเดินมันจะอันตรายมั๊ยวะเนี่ย แต่พี่เจ้าของร้านแพนเค้กบอกว่ามีแต่นักท่องเที่ยวทั้งน้านนน ระวังกระเป๋าดีๆละกัน เราก็โอเคตกลง ไปก็ไปวะ



    ระหว่างทางเดินไปนั้นมีร้านขนมของกินมากมาย น่ากินไปทุกสิ่งอย่าง สลับกับร้าน sex toy ที่แฟนตาซีเลิฟมีไลค์ยูดูว์เหลือเกิน คุณพระ.. ถัดไปก็เป็นร้านขายของที่ระทึก เป็นของที่ระลึกที่มีความระทึกอยู่ในตัว บางอันก็ตลกดี จนกระทั่งเราก็มาถึงย่านไฟสีแดงในตำนานนนน


    เห็นคำว่า Coffee Shop ก็เป็นอันรู้กันว่าขายอะไรที่ไม่ใช่กาแฟนั่นแหละนะ





    ตัวถนนแบ่งเป็นสองฟาก มีคลองกั้นกลาง มีพิพิธภัณฑ์ด้วยนะเธอทำเป็นเล่นไป ร้านขายของ และไฮไลต์คือสาวๆในห้องกระจกนั่นแหละ อธิบายยังไงดี คือ… ทุกสิ่งที่คุณจินตนาการ ทุกแบบมีรวมหมด ณ ที่แห่งนี้ (ยกเว้นว่าจะชอบแนวเอเชียน แจแปนนิสไม่มีให้นะจ๊ะ) เดินวนไปครบหนึ่งรอบก็ได้เวลากลับ ถือว่าได้มาเหยียบแล้ว มิชชั่นคอมพลีท!





    ตอนกลับเรานั่งรถไฟกลับไปที่สนามบิน ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีเท่านั้น กลับมาถึงห้องก็นอนยาว ตื่นมากินบุฟเฟ่อาหารเช้า 5 ยูโร (ถ้ามีลูกเรือมาอ่าน เราว่าอาหารเช้าที่นี่ฟินสุดแล้วจากที่เราไปๆมาทั้งหมด อย่าลืมกินมัฟฟินนูเทลล่ากับสั่งพ่อครัวให้ทำวาฟเฟิล ความดีงามอยู่ตรงนี้ อยากจะกินทั้งวันเลย เย้เฮ) เวคอัพคอลประมาณเที่ยงครึ่ง แต่งหน้าแต่งตัว บินกลับดูไบ ขากลับเสิร์ฟอาหารกลางวันและไอติมก่อนแลนด์ดิ้ง นี่ก็ฟาดไอติมไปสามถ้วย อร่อยอีกแล้ว ฮือออออออ ตัวจะแตกอยู่แล้วเนี่ย ขากลับไฟล์ทยุ่งกว่าขามาแหละ ก็งี้ตลอด โอเคเวรี่กู้ดดดดด



    กลับมาถึงก็ตีสอง จัดกระเป๋าเตรียมไปฮ่องกงต่อ อะไรจะบินติดกันขนาดเน้ แต่นั่นแหละฮะ ไม่ไปบินก็ไม่มีกินเด้อ สู้!











    จบแล้วสำหรับการมาเที่ยวอัมสเตอร์ดัมครั้งแรก อยากให้มีครั้งที่สองในเร็ววันนี้ก็ปรากฎว่าเมษาก็ได้กลับมาอีกแล้ว เดี๋ยวจะมาเล่าให้อ่านกันนะว่าทริปเดือนเมษาเราจะไปเที่ยวที่ไหน :D



    เจอกันใหม่กับไฟล์ทฮ่องกงที่ไม่รู้ว่าจะว่างมาอัพเมื่อไร…

    ด้วยรัก...จากดูไบ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in