with meployapha.j
บางที...สีน้ำเงินอาจเป็นสีที่แท้จริงของฮ่องกงก็เป็นได้






  • เราลากร่างที่ท้องสุดแสนจะอิ่ม หนังตาที่เริ่มจะหนักๆ และขาที่ปวดล้าเพิ่มขึ้นทุกที
    เดินลัดเลาะตามถนนไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปที่ท่าเรือข้ามฝั่งไป Tsim Sha Tsui



    อากาศช่างเย็นสบาย แสงแดดค่อยๆทอแสงอ่อนลง
    บรรยากาศแบบนี้มันน่านอนเสียจนเสียงเล็กๆในหัวเรียกร้องว่า




    กลับโรงแรมไปนอนเถอะ ค่ำๆค่อยตื่นมาหาอะไรกินก็ได้นี่....





    เราสะบัดหัวแรงๆสองสามครั้งเพื่อเอาชนะเสียงเล็กๆของก้นบึ้งในหัวใจ





    ไม่!

    เราต้องไปดูพระอาทิตย์ตกริมน้ำและดูการแสดงไฟกับเขา
    มันจะเป็นโมเม้นต์แห่งความโรแมนติกของเราสอง


    อากาศเย็นๆ พระอาทิตย์ตกดิน จับมือกันยืนดูแสงไฟจากตึกระฟ้าตรงหน้า
    นี่แหละ ซีนในฝัน มาฮ่องกงกับคนรักมันต้องมีซีนเหมือนนางเอกในละครแบบนี้แหละ!!













    เราเดินอยู่ใต้เงาตึกระฟ้าที่เรียงรายบดบังแสงอ่อนๆยามบ่ายของดวงอาทิตย์
    เสียงรถยนต์แล่นไปมา เสียงผู้คนพูดคุยดังมาจากร้านคาเฟ่ริมถนน

    พอสังเกตดูบรรยากาศรอบตัวดีๆแล้ว
    ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนกับว่า




    ฮ่องกงทั้งเมืองกลายเป็นสีน้ำเงินไปเสียหมด




    ภายใต้เหลี่ยมเงาของตึกสูงเสียดฟ้า ลมเย็นๆที่พัดโชยมา
    ฮ่องกงที่ฉูดฉา เสียงอึกทึก และไปด้วยสีสันต่างๆกลับดูเงียบสงบ




    บางที...สีน้ำเงินอาจเป็นสีที่แท้จริงของฮ่องกงก็เป็นได้




























  • พอรู้สึกว่าฮ่องกงทั้งเมืองกลายเป็นสีน้ำเงินแล้ว
    ก็คิดว่าภายใต้ตึกใหญ่สูงระฟ้า เสียงจากป้ายโฆษณา
    และสายธารของผู้คนมากมายที่เดินสวนกันขวักไขว่ไม่รู้จบ




    เมืองนี้มันก็มีมุมที่เหงาซ่อนอยู่นะ




    พลันก็คิดถึง Chungking Express ขึ้นมาหน่อยๆ
    อยู่ๆ California Dreaming ก็ดังขึ้นในหัว





    อ้อ... นี่เรากระทำความหว่องระหว่างเดินเล่นถ่ายรูปผ่านกล้องฟิล์มอยู่นี่เอง





























  • จริงๆแล้วเราเป็นคนชอบตึก
    โดยเฉพาะอาคารสูงสมัยใหม่


    เราว่ามันเท่ดีที่มนุษย์เราสามารถออกแบบและสร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้ได้














    จริงๆแล้วสิ่งก่อสร้างสมัยก่อนก็ชอบ
    อย่างนครวัด มาชูปิชู หรือปิระมิดกีซ่า
    และล่าสุดที่เราไปเที่ยวนครเพตรามา


    เราคิดว่ามนุษย์นี่ฉลาดจัง เราชอบในความความ man-made
    รู้สึกได้ถึงความทะเยอทะยานของมวลมนุษย์ชาติที่เอาชนะธรรมชาติต่างๆ

















    แต่อย่างว่าแหละ...
    ยังไงมนุษย์ก็เอาชนะธรรมชาติไม่ได้หรอก
    และความฉลาดเกินไปก็เป็นภัยต่อโลกและเผ่าพันธุ์ของตัวเองเช่นกัน























  • เราเดินเอื่อยเฉื่อยช้ารับลมไปเรื่อยๆ
    ต่างคนต่างหยิบกล้องมาถ่ายรูปกันไปเงียบๆ




    พอมานั่งคิดดูแล้ว...


    ตอนนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าแต่ละคนเหมาะกับความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันไป
    บางคนชอบที่จะได้เจอหน้ากันบ่อยๆ ใช้เวลาร่วมกันมากๆ
    แค่นั่งเงียบๆข้างๆกันก็มีความสุขแล้ว ห่างกันแล้วไม่ดีต่อใจเลย



    ในขณะที่บางคนนั้น
    การอยู่ห่างกันบ้างกลับกลายเป็นเรื่องที่ดี
    เพราะได้มีอิสระในการไปทำอะไรๆของตัวเองตามที่สนใจ
    หรือใช้เวลาในการฝึกฝนตัวเอง และก้าวเดินไปในทางที่ตัวเองฝันไว้














    เราอาจจะเป็นคนแบบจำพวกหลังก็ได้...
    ไม่ก็...เราเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นคนจำพวกหลังอย่างมีความสุข




    การอยู่ห่างกันทำให้เรามีพื้นที่ของตัวเองที่จะไปทำนู่นทำนี่
    ส่วนเขาก็ได้ไปทำสิ่งที่เขาชอบ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่อินหรือไม่สนใจเท่าไรนัก
    พอมาเจอกันก็เอาเรื่องราวของกันและกันระหว่างที่ห่างมาเล่าสู่กันฟัง





    และเมื่อคิดถึงกันแต่ต้องอยู่ห่างไกล
    สิ่งที่ทำได้คือการนั่งมองตาผ่านหน้าจอโทรศัพท์
    เพราะฉะนั้นช่วงเวลามาเจอกันก็จะเป็นเวลาที่มีค่ามากๆ
    และถ้าหากมีเหตุให้กระทบกระทั่งอะไรกันก็ให้อภัย ดีกันง่ายๆ
    ไม่ทะเลาะยืดยาว ต้องช่วยกันรักษาน้ำจิตน้ำใจไว้ให้ดี





    ต้องขอบคุณเขามากๆที่เข้าใจ
    ทั้งนิสัยส่วนตัวและการทำงานของเราที่ไม่มีเวลาเหมือนคนอื่นเขา
    บางทีเราก็หายไปเป็นวันๆ ไม่มีแม้แต่ข้อความส่งไปหา (นอน ไม่ทำอะไรเลย เราเหนื่อย)
    เจอกันอย่างมากก็เดือนละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 24 ชั่วโมง


    แถมเขาต้องขับรถฝ่ารถติดมาเจอเราเพื่อกินข้าวเย็นด้วยกัน
    หรืออาจจะมีไปดูหนังรอบดึกด้วยกันบ้างในบางที
    แปบเดียวก็ต้องโบกมือบ๊ายบาย
    และในวันที่เขาเหนื่อยล้าเราก็ไม่ได้อยู่ข้างๆนั่งกุมมือให้กำลังใจ
    สิ่งเดียวที่ทำได้คือมองหน้ากันผ่านจอโทรศัพท์เท่านั้น



    เคยคิดว่าเขาสามารถไปหาสาวน่ารัก นิสัยดี มีเวลาให้ได้อีกเยอะแยะ
    ทำไมต้องเป็นเราด้วยนะ...

    แต่เวลาก็พิสูจน์ว่าเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนใจจากไปไหน
    ยังคงยิ้มเขินเวลามาเจอเราที่ล็อบบี้โรงแรมต่อหน้าลูกเรือทั้งลำเหมือนเคย



    ก็ต้องจับมือสู้กันต่อไปนะ!
    บ๊ายบายกันบ่อยๆในวันนี้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องจากกันไปไหนไกลอีก :)

































  • เรานั่งเรือเฟอร์รี่โยกเยกข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ
    มองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆทอแสงอ่อนลงทุกที




    ฮ่องกงตอนนี้เป็นสีน้ำเงินและเหลืองอ่อน














    เราว่าเขาคงเหนื่อยกับการเดินมาราธอนมาตลอดวัน
    เลยเอาหัวมาซบไหล่และหลับไปงีบนึง



    แรกๆก็กุ๊กกิ๊กใจเต้นตึกตัก
    ภาพในหัวคือนางเอกซีรี่ย์เกาหลีดีๆนี่เอง
    แต่ก็แลกมาด้วยการนั่งตัวแข็งตลอดการเดินทาง
    ไม่ขยับกระดุ๊กกระดิ๊กไปไหนเพราะกลัวเขาตื่นจนแขนชา


    แถมลงเรือมาแล้วต้องแอบเช็คด้วยว่ามีน้ำลายเปื้อนไหล่รึเปล่า...
    เฮ้อ...หนทางสู่ความกุ๊กกิ๊กก๊าวใจช่างยากเย็นเสียจริงๆ
















  • พอถึงฝั่ง Tsim Sha Tsui ก็เจอกับมนุษย์นับล้านที่เดินชนกันไปมาเป็นโดมิโน
    เสียงคนคุยกันเซ็งแซ่ประกอบกับเสียงจากลำโพงประกาศต่างๆ
    และเสียงดนตรีจากเวที Music Contest ที่กำลังลีดกีต้าร์ประชันกันอย่างเมามัน






    เราเดินเลียบริมน้ำไปเรื่อยๆ
    กดกล้องถ่ายรูปกันคนละแชะสองแชะ


































    ถ่ายเรือสำเภาว่าเยอะแล้ว
    แต่แอบถ่ายรูปเขามานั้นเยอะกว่ามาก




    และในบรรดารูปที่แอบหยิบกล้องมาถ่ายเขาทั้งหมด
    เราชอบรูปนี้ที่สุด




    นัยว่าแม้รูปจะเบลอ แต่เธอก็ชัดอยู่ในใจ




    (น่อวววววววววววววว)
























  • แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า

    เราเดินกลับไปจุดที่แสดงแสงสีเสียง
    หามุมดีๆนั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆลับหายไป



    อากาศเริ่มเย็นขึ้นทีละนิด ลมเริ่มแรงขึ้นทีละหน่อย
    ไฟตามตึกสูงเริ่มเปิดและกระพริบวิบวับไปมา
    และฮ่องกงก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มขึ้นเรื่อยๆ






    อืม...
    พอมีเขาอยู่ข้างๆ...
    ฮ่องกงสีน้ำเงินของเราก็มีสีชมพูเจืออยู่ในนั้น




    เรานั่งจับมือกันมองภาพตรงหน้า




    ขอบคุณมากนะ
    ขอบคุณที่มาเที่ยวด้วยกัน
    ขอบคุณที่ขึ้นเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สอง










    - The End -





























  • ใจจริงก็อยากจะตัดจบแค่นั้นแหละ
    แต่เรามาเล่าความจริงอันโหดร้ายที่พบเจอต่อดีกว่า


    หน้าที่แล้วคือเรื่องจริงแบบใส่ฟิลเตอร์การ์ตูนตาหวาน
    มีความใส มีความโรแมนติกอิงแอบแนบชิดจับมือมองพระอาทิตย์ตก




    ถ้าเอาตรงๆ เอาความจริงแบบไม่ปรุงแต่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้า
    คือลมมมม พัดตึ่ง ตึ่ง ตึ่งๆๆๆๆๆๆ ผ่านฮ่องกงเขตเมืองจีนนนน




    หนาว
    หนาวมาก
    หนาวมากมาก
    หนาวมากมากมาก



    หลังจากซีนหวานแหววโรแมนติกนั้น อากาศก็เย็นขึ้นเรื่อยๆ
    เรานั่งเบียดกันห่อตัวเป็นกุ้งสู้ลมหนาวรอเวลาเริ่มการแสดงแสงสีเสียง
    เล็งไว้แล้วว่าลุกจากตรงนี้ปุ๊บจะโดนคุณป้าข้างๆยึดพื้นที่ปั๊บเป็นแน่แท้ ก็เลยนั่งรอกันต่อไป
    จนฟ้ามืด คนเริ่มหนาแน่นแต่ก็ไม่ทำให้อุ่นขึ้นแต่อย่างใด

    อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบจนเราทนหนาวไม่ไหวแล้ว จะแข็งตายอยู่แล้วจ้า
    เลยตัดสินใจชวนกันลุกฝ่าคนเดินเข้าไปในห้าง
    อารมณ์โรแมนติกดูไฟตึกกระพริบวิบวับเมื่อกี้นั้นมลายหายไปเสียสิ้น



    หนาวก็หนาว หิวก็หิวแต่เก็บท้องไว้รอกินทีเดียว
    ทำได้แค่เดินสปีดดูของในห้างเล่นเฉยๆ





    เมื่อถึงเวลาแสดงจะเริ่มก็ค่อยๆเบียดตัวเองฝ่าฝูงชนเรือนแสนกลับมาที่เดิม
    (มีโมเม้นต์จับมือ แต่ไม่ได้จับแบบกุ๊กกิ๊ก จับแน่นมากเพราะถ้ามือหลุดแปลว่าหลงกันล่ะทีนี้)
    เพื่อจะมาพบกับความหนาวเย็น คนเยอะ ไฟยิงไปมาแบบปิ๊ดปิ๊วไม่อลังการใดๆ

    และ...




    ลำโพงเสียงแตกกกกกกกกกกกกกกก




    แตกยับ แตกละเอียด แตกจนไม่ได้ยินเสียงเพลงใดๆ
    จุดนั้นคือเฟล ภาพที่วาดฝันไว้หายวับไปกับสายลม
    จูงมือกันออกมาขึ้นเรือเฟอร์รี่กลับไปอย่างหงอยเหงา






    ฉากสุดท้ายในฮ่องกงจะจบแบบนี้กันจริงๆหรือนี่...












  • ยัง...ยังไม่จบ
    เพราะฉากสุดท้ายของการขึ้นเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สองของเรานั้น
    ปิดฉากอย่างงดงามที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง เช็กแล็บก็อก







    สารภาพว่าเรื่องนี้ความผิดของเราเองแหละ...



    ด้วยความรีบร้อนกดซื้อตั๋วถูกและจองโรงแรมแบบไม่เช็คเวลาให้ดีก่อน
    เครื่องบินกลับกรุงเทพของเรานั้นออกตอนตีห้า...
    ซึ่งหมายความว่าเราต้องไปเช็คอินตอนตีสอง
    และรถไฟใต้ดินฮ่องกงสาย Express ไปสนามบินให้บริการเที่ยวสุดท้ายตอนห้าทุ่มนิดๆ





    ดังนั้น...คืนนี้เราต้องไปนอนค้างกันที่สนามบิน
    (เพราะหมดตัวไม่มีเงินค่าแท็กซี่แล้วเด้อ)






    เราไปถึงสนามบินตอนเที่ยงคืน วนเวียนหาของกินก็ไม่มีเพราะทุกร้านปิดหมดแล้ว
    เหนื่อยก็เหนื่อย หิวก็หิว ยังไม่ได้กินอะไรเลยเพราะหลังจากที่ลงจากเรือเฟอร์รี่
    เราก็รีบกลับมาอาบน้ำ เก็บของที่โรงแรม ทำเรื่องเช็คเอาท์
    ตอนนั้นเรากะว่าสนามบินมันต้องมีของกินชัวร์!





    สรุปว่าทั้งเทอร์มินัลนั้นเงียบกริ๊บ...




    มีแต่เซเว่นเป็นที่พึงพิงสุดท้ายที่ของกินร่อยหรอ
    เราเลยเสี่ยงดวงเดินข้ามไปอีกเทอร์มินัลนึง
    ก็ไปเจอร้านขายอาหารเวฟเล็กๆ มีซุป มีข้าวต่างๆซึ่งตัวเลือกหลากหลายวาไรตี้กว่าเซเว่น
    เลยไปจัดข้าวกล่องกันมาคนละเซ็ต ซื้อน้ำเก๊กฮวยและนมถั่วเหลืองมาด้วย



    จากนั้นก็หามุมเก้าอี้ยาวนอน



    แอร์ก็เย็นเหลือเกิน หน๊าวหนาวประหนึ่งเลี้ยงเพนกวินและหมีขั้วโลกไว้ต้อนรับนักเดินทาง
    นอนก็ไม่สบาย เก้าอี้ก็เย็นๆแข็งๆ เรานอนไม่หลับเลยนั่งไถมือถือ ฟังเพลง ต่อไวไฟฟรีไปเรื่อยๆ




    นี่ฉันพาเขาจากบ้านมาตกระกำลำบากขนาดนี้เลยหรือนี้



    เมื่อคิดแล้วน้ำตาก็พานจะไหล โทษตัวเองต่างๆนานาว่าไม่น่าเลย
    เห็นแก่ตั๋วถูกแท้ๆเชียว ถ้าไปไฟล์ทตอนสายๆที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มก็ได้นอนสบายอยู่โรงแรมแล้ว


    เราหันไปหาเขาเพื่อจะขอโทษด้วยความรู้สึกผิด
    ปรากฎว่าชายหนุ่มข้างกายที่เราพาเขามาลำบากลำบนด้วยกันนั้นหลับ!
    หลับสนิท หายใจลึกยาว มีกรนนิดๆด้วยเว้ย











    เลยหยิบกล้องมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในการนอนค้างที่สนามบินครั้งแรกของเราสอง
    สัญญาว่าจากนี้ไปจะดูเวลาดีๆ คิดให้ถี่ถ้วนก่อนกดจอง จะไม่มีรอบต่อไปเป็นอันขาด
    คือเราไม่ได้ห่วงเขา เพราะถ้าต้องมานอนที่สนามบินอีกก็มันใจว่าเขาคงหลับแน่



    ห่วงแต่เรานี่แหละที่ไม่หลับเลยและกลายร่างเป็นซอมบี้
    เดินขึ้นเครื่องแบบไม่ไหวแล้วและหลับยาวจนถึงกรุงเทพ ไม่กินอะไรทั้งนั้น
    หลับตลอดเวลาที่นั่งรถกลับบ้าน และหลับทั้งวันจนตอนเย็น


    หมดสภาพที่แท้จริง










    เอาล่ะ... การขึ้นเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สองของเราก็จบลงโดยสวัสดิภาพ
    และสุดท้ายนี้ก็มีความในใจอยากจะบอกอีกนิดหน่อย (เขินจัง)







    ถึง... 

    ผู้ชายใส่แว่นที่สะพายกล้องนิคคอนที่นั่งเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สอง




    ทริปนี้เป็นทริปการมาเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเราสองคน
    แถมได้นอนค้างที่สนามบินกันอีกต่างหาก เซอร์ไพร์สไปอีก
    และก็เป็นการขึ้นเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สอง
    สนุกดีนะ ตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าครั้งแรกเลย :)



    บี๋รู้สีกดีที่ได้พาพี่อุ๋งไปกินของอร่อยที่บี๋ชอบและใฝ่ฝันอยากให้มากินด้วยกัน
    ทั้งบะหมี่เกี๊ยวกุ้งที่ซดคนเดียวก็ไม่อร่อยเท่าไปแย่งบะหมี่เนื้อหมูเผ็ดๆของพี่อุ๋ง
    และไดลองสั่งเกี๊ยวกรอบที่ถ้ามาคนเดียวก็จะไม่สั่งเพราะมันเยอะเกินไปกินไม่หมด
    หรือจะเป็นทาร์ตไข่หกชิ้นที่กินคนเดียวก็หมดแหละ แต่ดีกว่าที่มีพี่อุ๋งมาแชร์ความอร่อยด้วยกัน







    พี่อุ๋งทำให้ความสนุกของการนั่งเครื่องบินของบี๋กลับมาอีกครั้ง!



    หลังจากที่ขึ้นลงเครื่องบินด้วยความเคยชิน ไม่ตื่นเต้นใดๆเพราะในหัวมีแต่เรื่องว่า
    ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะทำยังไง ถ้าสัญญาณรัดเข็มขัดดับลงแล้วต้องไปทำอะไรบ้าง



    เพราะทุกวันบนเครื่องบินเป็นการไปทำงาน ไม่ใช่การพักผ่อน



    จะได้พักก็ต่อเมื่อบี๋บินกลับมากรุงเทพในวันหยุด ซึ่งก็สลบตั้งแต่ถึงที่นั่งด้วยความเพลีย
    เพราะเหนื่อยจากการทำไฟล์ทแล้วก็ต้องวิ่งไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับบ้านให้ทัน
    และมันก็เป็นการนั่งเครื่องบินคนเดียวอย่างคนเหงาๆ ยิ่งบ๊ายบายพี่อุ๋งเพื่อกลับมาทำงานยิ่งแย่ใหญ่




    ขอบคุณมากนะ

    ไม่ใช่ขอบคุณเฉพาะที่ตีตั๋วมาเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน
    แต่ขอบคุณมากๆคอยดูแลและที่มีกันและกันในวันนี้








    ไปขึ้นเครื่องบินด้วยกันเป็นครั้งที่สามนะ!












    ตามไปอ่านบันทึกการเดินทางอื่นๆได้ที่...
    www.facebook.com/withlovefromthedesert
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in