Kettle MoodyPopeny Teerapan
มุมสงบของเมืองกรุงเทพ
  • ขอสารภาพตามตรงในฐานะเป็นเด็กบ้านนอก เกิดและเติบโต ได้รับการเรียนศึกษาอยู่ที่บ้านนอก ฉะนั้นในหัวไม่เคยจิตนาการถึงเรื่องที่จะอยากเข้ามาเรียนทำงานหรืออยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เมืองหลวงนี้เลย

    เมื่อได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ของผมก็พากันเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ หรือหลายคนก็เริ่มต้นอาชีพ และฝากชีวิตไว้ที่เมืองหลวงนี้ทันที

    ต่างจากผมที่เดินทางไปศึกษาเรียนต่อที่ออสเตรเลียทันที แถมตอนไปยังไม่เลือกเรียนอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างซิดนี่ย์ หรือเมลเบิร์นด้วย แต่ผมกลับเลือกที่จะเรียนในเมืองที่ชื่อว่า อาร์มิเดล เป็นเมืองเล็ก ประชากรไม่เยอะ ไม่มีมลพิษ แถมคุณภาพชีวิตก็ดีพอที่จะอยู่ได้แบบโอเคเลยล่ะ

    แต่ด้วยการวางแผนที่ผิดพลาดของชีวิต จะเรียกว่าขาดการเตรียมพร้อมก็ได้ ทำให้ผมไม่มีโอกาสที่จะศึกษาต่อในระดับ postgraduate ที่มหาลัยในออสเตรเลียต่อ ความฝันจนหยุดลงพร้อมกับระยะเวลาของวีซ่าแค่หนึ่งปี

    ผมกลับมาตั้งหลักที่บ้านเราก่อน และคิดหาทางต่อว่าจะเอายังไงกับชีวิต ด้วยความที่ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ให้มากหนัก การศึกษาในประเทศเป็นตัวเลือกที่ดีสุดอย่างเห็น ๆ ในเรื่องของค่าใช้จ่าย เวลาที่สามารถหางานทำไปด้วยได้ ถ้าเทียบกับเมืองนอกค่าเทอมแพง และถ้าไม่มี certificate ก็ไม่สามารถทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้


    ผมตัดสินใจสมัครสอบที่มหาวิทยาลัยไทย เตรียมตัวอย่างดีพร้อม และมันทำให้ผมรู้ว่าระบบการเข้าสอบของไทยในระดับปริญญาโทก็ยากแสนหิน ไม่แพ้กว่าของเมืองนอกเลย

    จนในที่สุดผมก็ติด มหาลัยคณะฝั่งสามย่าน มันหมายความว่าผมต้องย้ายเข้าอยู่ในกรุงเทพฯ ครั้งแรกของชีวิต ในช่วงเวลาที่ได้แวะเวียนมาแถวมหาลัยเพื่อสอบ ก็พยายามทำให้ใจในชินว่า กรุงเทพอาจจะไม่ได้วุ้นวายอย่างที่เราเคยกลัวก็ได้

    ถนนที่มีแต่รถติด เสียงรถเมล์บีบแตร เราจะอาศัยหรือศึกษาอยู่ในบรรยากาศ แบบนี้จริง ๆ หรอ มีหวังระยะเวลากว่าสามหรือสี่ปีที่ทำวิจัยแถวนี้ คงเป็นโรคซึมเศร้าตายกันไปก่อนพอดี

    แต่แล้วก็เหมือนบุญหล่นทับ ผมได้หอพักที่ใกล้มหาลัยมาก ๆ ในราคาที่กำลังดีเมื่อเทียบกับราคาของหอพักย่านนี้ในมาตรฐานทั่วไป ถึงแม้ห้องจะเล็ก เรียกว่าหนูที่อยู่ในกรงมันยังสบายกว่า แต่พอหาต้นไม้มาเลี้ยง ทำห้องให้ไม่รก แค่นี้ก็น่าอยู่แล้ว ความกังวลเรื่องการเข้ามาอยู่ในกรุงเทพของผมก็พอลดหลั่งลงไปได้บ้าง

    ถนนเส้นหลักหน้าหอพักผม ถ้าเป็นช่วงเวลา rush out การจารจลก็แย่เป็นธรรมดา ตามปกติของกรุงเทพ แต่ใครจะรู้ว่าถนนในย่านนี้ที่เรียกว่าสามย่าน การหาของกินไม่ได้ยาก มีร้านข้าวมันไก่ ก๋วยเตียว ใกล้ตลาดสด มีเซเว่นอยู่หน้าถนนเลย รวมไปถึงธนาคาร หรือจะเป็นห้างสรรพสินค้าดัง

    ส่วนการเดินทาง ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะผมใช้เวลาแค่ 15นาทีเดินก็ถึงมหาลัยแล้ว ส่วนถ้าอยากไปที่ไหนไกล ๆ ก็มีแท็กซี่ มีรถวิน จวนไปถึงสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ ก็เดินไปขึ้นได้เลย

    ส่วนที่เป็นสถานที่สำคัญที่ผมประทับใจมาก คือสวนสาธารณะ ในการใช้ชีวิตในตัวเมืองที่มีปริมาณของคนหนาแน่นสูงย่านใจกลางกรุงเทพฯนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่โหยหา park เพื่อเอาไว้สูดอากาศดี ๆ ไว้ออกกำลังกาย ไว้ผ่อนคลาย เดินเล่น เดินจับมือแฟน เห็นการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ หรือเห็นธรรมชาติ เพื่อขัดเกลาจิตใจของเราจากด้านที่เลวร้ายของเมือง

    อุทยานจุฬา 100ปี เป็นสวนสาธารณะที่ผมประทับใจมาก แน่นอนผมเคยไปที่สวนลุม แต่ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่ที่นี้เราจะเห็นคนทุกคน มาใช้บริการ โดยไม่ขะเขิน ตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นกับพ่อแม่ คนทำงาน คุณลุงคุณป้าที่อาศัยอยู่แถวนี้ น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ต่างมาเดินเล่นทำกิจกรรม และทั้งหมดนี้มันเป็นความรุมรวยของชีวิตที่หาได้เองง่าย ๆ แถมไม่มีราคาที่จะต้องจ่ายเลย

    แล้วเรื่องของความเหงานั้น ถามว่าเหงาไหมก็คงต้องตอบตามปกติมนุษย์ว่าเหงา แต่ถ้ามีใครสักคนแล้วเราเอาความเหงาไปให้เขาช่วยแบกเอาไว้ อันนี้ก็ไม่ไหว รู้สึกเห็นแก่ตัวเกินไป เดินเล่น เห็นผู้คน ธรรมชาติ แค่นี้ก็พอทำให้หัวใจเบิกบานแล้ว

    แต่นั้นแหละครับ กรุงเทพโดยภาพรวมทั้งรวมอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่ผมกล่าวมา แต่ก็ใช่ที่ว่าประเทศเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ อาจเป็นไปได้อีกไหมว่าเราจะได้เห็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนไปด้วยกัน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ ออกแบบเมืองให้โอบกอดรักทุกคน



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in