Life (เรื่องสั้นแนวไซไฟ)surachatik
Life

  • Photo from Unsplash

    Illustration by SurachatiK




    พี่คะ พี่คะงานเข้าอีกแล้วแน่ๆ เจ้านายสั่งเรียกหาให้เข้าพบด่วนเลยค่ะ”

    เขาเงยหน้าขึ้นดูเห็น เดือนพราว สาวร่างเพรียวกะทัดรัด ใบหน้างามสดใส ผิวขาวนวลยืนอยู่เบื้องหน้า ถ้าไม่คุ้นเคยกันดี คงจะคิดว่าเป็น ซิงเก้อร์นักร้องนำของวงเกิร์ลกรุปแถวหน้าในโลกดนตรีปัจจุบันไปก็ได้

    พูดพลางอย่างถือวิสาสะ สาวน้อย เอื้อมมือมาจับแขนเขาเขย่าอย่างเคยชิน

    เร็วเถอะค่ะ ถ้าช้าอาจเป็นเรื่องเลยนะเช้านี้ดูท่าทางจะอารมณ์บูดมาจากบ้านเสียด้วยซี” เสียงหวานใสแจ๋ว เร่งเร้ามา

    เขายิ้มอย่างอารมณ์ดีเอื้อมมือไปเขย่าศีรษะเจ้าของคำพูดเบาๆ

    เอาๆๆ รับทราบแล้วละจ้ะ เดี๋ยวจะไปเข้าเฝ้ารับราชโองการองค์ฮ่องเต้เดี๋ยวนี้เลย”

    สาวน้อยหน้าใสคนนี้เข้ามาตีสนิทคลุกคลีกับเขา ตั้งแต่เริ่มต้นได้รับมอบหมายให้สอนงานไอ้ความสดใสน่ารัก ออดอ้อน ออเซาะนี่แหละ เกือบทำให้เขาหลงลืมถลำตัวไปกับคำเชียร์ยุยงของบรรดาเพื่อนฝูงตลอดจนลูกน้องหนุ่มๆ ทั้งหลาย ถ้าใจไม่บังเอิญไปสะดุดกับคำว่า สมภารกินไก่วัดเข้าเสียก่อน ทำให้ต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้พลาดท่าหลงลืมไปเป็นผลให้กองเชียร์ทั้งหลายพากันแห้วไปอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาหลายต่อหลายราย

    แต่...ลึกๆ แล้ว ในใจของเขา เธอก็มีเปอร์เซ็นต์ที่ได้รับสูงมากกว่าสาวๆ รายอื่นที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขาแอบยิ้มแฝงความสุขเล็กๆ อยู่ภายในใจ ลุกขึ้นก้าวเดินออกจากห้องไป

     

     

    ก้าวพ้นประตูห้องเข้ามาก็พบกับใบหน้าบอกบุญไม่รับของ องค์ฮ่องเต้ ที่เขาแอบแต่งตั้งให้

    อ้อๆ มาได้เสียที เชิญนั่งลงเลย พ่อเทพเทวา

    เขาปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น

    เดี๋ยวๆ ครับ ผมน่ะ นายเทพ ธรรมดา นะครับไม่ใช่เทวดาอะไรอย่างที่ท่านว่าสักหน่อย”

    เออ กำลังมึนเลย งานก็ออกเยอะแยะมากมายยังดันจะมาเอาคนของเราไปใช้เสียอีก” ใบหน้าท่าทางออกจะมึนๆ ดังปากว่า

    มีหนังสือจากเบื้องบน สั่งการให้ส่งตัว ด็อกเตอร์เทพ เทวาภิรักษ์ไปปฏิบัติราชการลับ กับหน่วยงานค้นคว้าวิจัย ของรัฐบาลต่างประเทศที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน”

    เขายืดตัวขึ้นใบหน้าบ่งบอกถึงความสงสัย ประหลาดใจอยู่ในที

    ให้ผมไปปฏิบัติการลับ แบบ สเปเชียล เอเย่นท์ เนี่ยนะ!!

    อีกฝ่ายส่ายศีรษะ โบกมือ สีหน้าเหนื่อยหน่าย

    โน โน โน ไม่ใช่อะไรแบบน้าน...ก็ทำงานด้านที่คุณถนัดนี่แหละ พวกพืชพันธุ์เขตร้อนกับอะไรที่คุณเป็นสเปเชียลไหลซ์ เอ็กซเปิร์ตอยู่ทั้งหลายแหล่เขาเพียงแต่เข้ามาดำเนินการแบบลับๆ ไม่เป็นที่เปิดเผยเลยต้องการผู้เชี่ยวชาญของภูมิภาคนี้ไปเป็นที่ปรึกษาเท่านั้นเอง”

    เขาเอามือลูบอกท่าทีผ่อนคลายลง

    โอ...โล่งใจไปที นึกว่าจะต้องไปฝึกคาราเต้ ยิงปืนเสียก่อนอีก”

    คุณจะต้องเดินทาง เข้าไปในป่าลึกจังหวัดกาญจนบุรีที่ตั้งศูนย์วิจัยลับของเขา เพื่อพบและร่วมงานกับ Professor Azai Ammiel และ Dr. Adara Ammiel ผู้ช่วย เพื่อร่วมดำเนินการตามที่เขาร้องขอโดยในระยะแรกจะเป็นเวลาหนึ่งเดือนก่อน หลังจากนั้นจะต้องมีการตกลงกันต่อไปอีกครั้ง”

    โธ่ๆ เจ้านายจะส่งผมเข้าป่าไปเป็นลิงกินกล้วยอยู่เป็นเดือนเลยเหรอครับเนี่ย”

    เป็นคำสั่งตรงจากหน่วยเหนือ ผมเองก็คงปฏิเสธอะไรไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงไปผมได้ข่าววงในแจ้งมาว่าศูนย์ของเขาแห่งนี้ไม่เป็นที่เปิดเผยก็จริงแต่สถานที่และอุปกรณ์นั้นทันสมัยสุดยอดไปเลย คงต้องมีอะไรที่ดีกว่ากล้วยให้คุณกินแน่ๆ” พูดพลางเอื้อมมือมาตบหลังมือเขาเบาๆ อย่างปลอบใจ

     


     

    พี่ต้องไปเป็นเดือน! ตายแล้ว! แล้วเดือนจะอยู่ยังไงเหงาตายเลย...ไม่มีใครให้แหย่ ให้คอยกวนเล่น ต้องไปจริงๆ เหรอคะ?”

    เดือนพราวสาวน้อย ซิงเก้อร์ ในใจของเขา ส่งเสียงหวานสไตล์ออดอ้อน โวยวายขึ้น หลังจากรีบโฉบมาฟังข่าวเมื่อเห็นเขาออกมาจากห้องของเจ้านายมองดูแล้วท่าทางร้อนรน จริงจัง ไม่ใช่ล้อเล่น

    จริงสิ นี่ไงเอกสารคำสั่ง ได้รับมาสดๆ ร้อนๆ”

    สาวน้อยใบหน้าสลดลงกิริยาเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง เลิกโวยวาย เงยหน้ามองตาเขา กล่าวคำพูดเหมือนจะอ้อนให้ใจอ่อนขึ้นเบาๆ

    เดือนคงคิดถึงพี่แย่เลย...”

    เขารู้สึกวาบอยู่ในใจรีบแสร้งเปลี่ยนเรื่องโดยยกมือขึ้นขยี้ศีรษะของร่างน้อยเบื้องหน้าเขย่าไปมา

    อ้าวๆ ไม่เอาๆ อย่ามาทำเป็นงอแงไปได้ เด็กน้อยนี่เดี๋ยวพี่ก็กลับมาแล้วจ้ะ จะซื้อของมาฝากนะ ยิ้มหน่อยๆ คนดี”

     

     

    สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ลึกอิงจรดกับภูผาใหญ่ ภายนอกที่มองเห็นเป็นอาคารขนาดย่อมไม่ใหญ่นัก แต่ภายในกว้างขวางเต็มไปด้วยห้องทดลองนานาประเภทคงจะเป็นพื้นที่ถ้ำเดิมแล้วขุดเจาะเสริมเข้าไปในภูเขากำบังซ่อนพรางสถานที่ไว้ให้ลับตา  มองจากภายนอกถ้าไม่อยู่ในระยะใกล้ชิดจะถูกหมู่ไม้สูงใหญ่บดบังไปทั้งหมด นับเป็นทำเลที่ลับตาดีเป็นอย่างยิ่ง

    โดยไร้คำพูดใดๆเจ้าหน้าที่หุ่นล่ำสัน ใบหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆที่พบเห็นอยู่เพียงคนเดียวตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้ามาในสถานที่นี้ ก็เดินนำลิ่วพาเขาผ่านห้องแล็บลักษณะต่างๆ ตรงไปยังห้องด้านใน ผ่านประตูเข้ามาเห็นเป็นลักษณะกึ่งห้องรับรอง และห้องพักผ่อนในตัว กว้างขวาง มีทางแยกไปยังส่วนอื่นๆอีกหลายห้อง

    ที่โซฟายาวขนาดใหญ่กว้างขวางชาวต่างประเทศสูงวัยท่าทางมีสง่า แต่ใบหน้าเปล่งแววเป็นมิตรไมตรีนั่งเอกเขนกเหมือนรอคอยต้อนรับอยู่ ผู้นำทางมาโน้มตัวลงโค้งคารวะอย่างนอบน้อมแล้วเดินหายลับไป

    เชิญครับ ด็อกเตอร์เทพ เทวาภิรักษ์...ผม โปรเฟสเซอร์แอซาย อัมมีลและเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยทุกคนขอต้อนรับ ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

    เสียงทุ้มลึกกังวานที่ฟังแล้วชวนให้นึกถึงตัวละครร้ายกาจในภาพยนตร์ไซไฟกล่าวเป็นภาษาไทยชัดเจนคล่องเปรียะ ชนิดที่ว่าถ้าไม่มองหน้า ก็คนไทยเราดีๆ นี่เองแหละ

    เทพเลิกคิ้วอย่างแปลกใจพลางก้าวเดินเข้าไปจับมือใหญ่แข็งแรงเขย่าทักทายเป็นพิธี

    ไม่ต้องแปลกใจไปเลยค่ะ คุณพ่อกับดิฉันเป็นคนชอบศึกษาไปอยู่ประเทศไหนก็จะใช้ภาษาของประเทศนั้นสื่อสารจนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของพวกเราแล้ว”

    เหลียวหน้ากลับมาตามเสียงทำเอาเขาตะลึงนิ่งไปชั่วขณะ ร่างสูงโปร่ง สัดส่วนงดงาม ผิวชมพูเข้มไม่ขาวซีดใบหน้าอันคมเข้ม ทั้งตาคิ้ว และปากรูปกระจับสวยปลายเรียวแหลมที่กำลังเผยอยิ้มสะกดจนเขาตะลึงจังงัง กระทั่งเสียงหวานใสกล่าวแนะนำตัวมา

    ดิฉัน ด็อกเตอร์ อดาร่า อัมมีล ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์ค่ะ”

    เหมือนเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากการสะกดจิตด็อกเตอร์หนุ่มรีบก้าวปราดเข้าไปยื่นมือประสานตอบการต้อนรับ

    ต้องขอประทานโทษ ผมไม่เคยเห็นผู้เข้าประกวดบนเวทีมิสยูนิเวิร์สตัวเป็นๆ ลงมายืนให้เห็นจังๆต่อหน้าแบบนี้ นอกจากในจอทีวี ทำให้ต้องเสียมารยาท เสียหน้าไปเต็มๆ”

    มุขแก้ขัดของเขาใช้ได้ผลเสียงหัวเราะหวานใสประสานทุ้มก้องกังวานดังขึ้นลั่นห้อง

    ในโปรไฟล์ของคุณ แจ้งคุณสมบัติไว้มากมายทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์เขตร้อน นักนิเวศน์วิทยา นักธรณีวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขภาวะโลกร้อน ฯลฯ แต่ไม่เห็นลงไว้ เรื่องการเป็น ฮิวเมอริสต์ผู้มีอารมณ์ขันเลยนะ” เสียงหวานท้วงติงมา เคล้าเสียงหัวเราะ

    เอ้อ...ก็ตอนอยู่ต่อหน้าเจ้านายผมคงขันไม่ค่อยออกน่ะสิครับ”

    เสียงหัวเราะร่าเริงดังประสานกันขึ้นอีกครั้งพร้อมทั้งตัวเขาเองด้วย

    บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปด้วยความอบอุ่นเขาได้รับการอธิบายว่า แม้จะเป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพืช และสัตว์เขตร้อนรวมทั้งด้านธรณีวิทยา แต่ด้วยประเทศของพวกเขามีศัตรูอยู่มากมายรอบด้านทำให้ทุกอย่างต้องระมัดระวัง กระทำการอย่างเปิดเผยไม่ได้แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ก็ยังมีภาระด้านการรักษาความปลอดภัยไปในตัว อย่างที่เขาสังเกตเห็นว่าบางคนมีพฤติกรรมส่อไปดังนั้น

     

     

    เทพสาวเท้าก้าวเดินตามเจ้าหน้าที่สาวที่เป็นคนท้องถิ่นในสายตาหนุ่มโสดอย่างเขาแล้วเธอมีรูปร่างหน้าตาที่จัดว่างดงามพอไปวัดไปวาได้อย่างสบายๆ ไม่ว่าตอนเช้าหรือตอนสายไม่ต้องอายใครทั้งสิ้น

    เอ...ตามปกติแล้ว ด็อกเตอร์ อดาร่าจะออกมาเก็บตัวอย่างกับ ทินเม่ ทุกครั้งไหม?”

    ตามปกติก็เป็นอย่างนั้นนะคะ แต่ช่วงนี้คงเห็นว่ามีคุณ...ด็อกเตอร์ คุมออกมาแล้ว ก็เลยคงทำงานอยู่ในแล็บเพื่อไม่ให้เสียเวลาน่ะค่ะ”

    ผมชื่อเทพ ไม่ต้องเรียกด็อกต้ง...ด็อกเตอร์อะไรให้วุ่นวายไปจะได้ดูเป็นกันเองหน่อย”

    ค่ะ...คุณเทพ” เธอตอบยิ้มๆเหลือบมองหน้าเข้มคมสันนั้นอย่างชื่นชมแวบหนึ่ง

    วันนี้เราได้ตัวอย่างที่น่าสนใจมามากทีเดียว น่าจะกลับกันได้แล้วละมั้ง ทินเม่ผมจะได้เข้าแล็บต่อ”

    อ้อ พอดีด็อกเตอร์ อดาร่า วานให้ช่วยเก็บตัวอย่างแถบ ผาตัด ที่เคยเก็บไปครั้งหนึ่งแล้วไปเพิ่มให้อีกหน่อยค่ะ”

    โอเค มูฟ รีบไปกันเลย”

    ผาตัด ที่ทินเม่กล่าวถึงคือส่วนหนึ่งของภูผาสูงที่มีส่วนลาดชันลงไปสู่เชิงเขานับเป็นช่วงที่ค่อนข้างอันตราย แต่คงมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ทำให้มีพืชนานาพันธุ์ขึ้นอยู่มากมายและเป็นชนิดที่แปลกแตกต่างไปจากที่ขึ้นอยู่ในบริเวณอื่นอยู่บ้างจึงกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีเลิศอันเป็นที่ต้องการอยู่เป็นประจำ

     

     

    เมื่อด็อกเตอร์หนุ่มลืมตาขึ้นก็พบกับใบหน้างามคมเข้มจับจ้องเขาอยู่แล้ว แวบแรกรู้สึกงุนงงสงสัยวินาทีต่อมาเมื่อสัมปชัญญะคืนกลับมาดังเดิม ก็ระลึกได้ว่านั่นคือด็อกเตอร์สาว อดาร่าผู้ร่วมงานนั่นเอง

    เป็นอย่างไรบ้างคะ คุณทำให้พวกเราทุกคนวิตกกังวลกินไม่ได้นอนไม่หลับกันมาพักใหญ่เลยนะนี่” เสียงนุ่มหวานทักทายส่ออาการดีใจอย่างเห็นได้ชัด

    ผมเป็นอะไรไปหรือครับนี่?” พูดพลางพยายามขยับตัวจะลุกขึ้น 

    มือเรียวนุ่มยื่นมาแตะที่อกเบาๆเชิงห้ามปราม

    อย่าเพิ่งฝืนลุกขึ้นมาเลยค่ะ พักไปก่อนเถอะลองนึกทบทวนดูสิคะว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ”

    เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักใหญ่

    ผมออกไปเก็บพันธุ์พืชตัวอย่างกับทินเม่...แล้วไปที่ ผาตัดเพื่อเก็บตัวอย่างตามที่คุณสั่ง”

    ต่อไปสิคะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มแฝงความโล่งใจที่เขาเริ่มฟื้นความจำขึ้นมาได้

    ระหว่างกำลังเก็บตัวอย่าง ทินเม่พลาด มือหลุดจากเถาวัลย์ กำลังจะตกลงไปแต่ผมคว้าข้อมือเธอไว้ได้แล้วเหวี่ยงกลับเข้ามาทางขอบผาหิน”

    ใบหน้างามยิ้มส่งประกายตาชื่นชมให้

    เพราะคุณเป็นคนที่ใส่ใจในการออกกำลังทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะเหวี่ยงเอาร่างทินเม่ ที่ไม่ใช่คนตัวเล็กบอบบางกลับเข้ามาได้...ต่อไปสิคะ”

    แต่จากแรงเหวี่ยงกระชาก ทำให้ตัวผมหลุดจากแผงเถาวัลย์ ร่วงหล่นลงไปแทน...ท้ายสุดที่จำได้ ตัวผมปะทะกับยอดไม้ข้างล่าง...แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป”

    มือนุ่มลูบเบาๆที่แขน ส่ออาการปลอบประโลม

    ลองขยับตัวสำรวจดูสิคะ...ว่ายังรู้สึกเจ็บปวดที่ส่วนไหนอยู่อีกบ้างหรือเปล่า”

    เขาขยับแขนขาบิดร่างกายดู ตามที่อีกฝ่ายสั่ง

    ก็...ยังปวดแปลบอยู่บ้างบางที่เหมือนกันแต่ก็ไม่มากมายนัก...แล้วนี่ผมนอนอยู่หลายวันไหมครับกว่าจะฟื้นขึ้นมานี่น่ะ”

    เธอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจหัวเราะเสียงใส

    ห้าวันค่ะ เราเป็นห่วงกันแทบแย่ คนที่ดูจะอาการหนักมากกว่าคนป่วยคือทินเม่ วันๆ แทบจะนั่งเฝ้าดูคุณอยู่ตลอดเวลาเธอว่าคุณไม่น่าจะเอาชีวิตอันมีค่าของคุณมาเสี่ยง แลกกับคนที่ไร้ค่าอย่างตัวเธอเดี๋ยวคงจะดีใจมาก ถ้ารู้ว่าคุณฟื้นขึ้นมาและปลอดภัยแล้ว”

    หลังจากด็อกเตอร์สาวดีกรีผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สตามที่เขาแต่งตั้งให้ เดินลับตาไปสักพักใหญ่ เสียงฝีเท้าก้าวเร็วเร่งรีบ ก็ดังแว่วเข้ามา แล้วร่างในชุดยีนส์รัดรูปพร้อมใบหน้าคมเข้มงดงามตามเผ่าพันธุ์ แต่ส่อแววกังวลห่วงใย ก็ปรากฏให้เห็น

    คุณ...คุณฟื้นแล้วจริงๆ”

    เธอส่งเสียงดังอย่างดีใจในแวบแรกที่มองเห็นเขากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงตามองสำรวจไปทั่วร่างกาย แล้วมาหยุดลงตรงใบหน้า เอ่ยปากเหมือนพูดกับตัวเอง

    ทินเม่คงไม่ให้อภัยตัวเองแน่ถ้าคุณเป็นอะไรไปคนไร้ค่าอย่างทินเม่ไม่สมควรให้ใครมาใช้ชีวิตเข้าแลก ขอกราบขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ” เธอกราบลงบนหลังมือของเขาอย่างนุ่มนวล

    โดยไม่ตั้งใจชายหนุ่มยกมือลูบเบาๆ ไปบนผมดำยาวสลวยนั้น เมื่อนึกขึ้นได้ก็รีบชักมือกลับทำหน้าเขินบอกไม่ถูก

    ผู้กราบแอบซ่อนรอยยิ้มเริ่มมั่นใจในสิ่งที่ต้องการจะพูดออกไป เงยหน้าขึ้นนั่งตัวตรงมองสบตาเขาแล้วกล่าววาจาหนักแน่นจริงจังออกมา

    ทินเม่เป็นกำพร้าใช้ชีวิตสู้โลกมาคนเดียว ไม่เคยท้อถอยส่งเสียตัวเองเล่าเรียนจนจบจากวิทยาลัยการเกษตร ชีวิตนี้ไม่มีทรัพย์สินมีค่าใดๆ...ถ้าคุณไม่รังเกียจ ทินเม่ยินดีมอบร่างกายนี้ที่เป็นสิ่งมีค่าที่สุดที่มีอยู่ เพื่อตอบแทนพระคุณและสัญญาว่าจะไม่ยึดถือเอาเป็นพันธะผูกพันใดๆ ต่อตัวคุณทั้งสิ้น”

    ร่างบนเตียงชันกายสูงท่าทีเหมือนจะกระโดดเผ่นหนีลงจากเตียง

    เฮ้ยๆ! เป็นเรื่องแล้วไง...ทินเม่คิดได้ยังไงนี่ คนนะไม่ใช่หมาแมว จะได้มายกให้กันได้ง่ายๆ อย่างนี้ผมน่ะไม่ใช่ฮีโร่หรอก มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตอบรับสิ่งซึ่งหน้าที่ทำไปโดยอัตโนมัติเท่านั้นเอง”

    เทพหยุดไปเล็กน้อยแล้วพูดต่อ

    ผมก็เป็นกำพร้า สู้ชีวิตมาเหมือนกับคุณ คนทุกๆ คนมีค่าเหมือนกันหมดทั้งนั้นแหละ”

    เธอเผลอยิ้มกับท่าทางตื่นตระหนกที่เขาแสดงออกมาเพิ่มพูนความชื่นชมในใจต่อเขาขึ้นอีก คิดในใจกับตัวเองว่า ถ้าเขาพอใจ เธอก็ยินดีพลีกายให้เขาได้จริงๆคิดพลางก้มหน้าลงขวยอายในความคิดของตนเองขึ้นมาทันที

     

     

    หลังอาหารค่ำเขานั่งพักผ่อนอยู่บริเวณห้องรับรอง เป็นไปอย่างที่เจ้านายเขาเคยพูดไว้จริงๆเครื่องมือในห้องทดลองที่นี่ก้าวหน้าสุดยอดบางชนิดสามารถทำงานก้าวไกลไปกว่าอุปกรณ์ที่เขาเคยพบเห็นมาในประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีของโลกทุกแห่งเสียด้วยซ้ำเขาฉงนใจในวิทยาการก้าวหน้าของทีมงานชุดนี้อยู่ลึกๆ แถมอาหารที่นี่ยังเป็นอะไรที่สุดยอดราวกับว่าเสิร์ฟมาจากภัตตาคารระดับ 3 ดาวเลยทีเดียว

    เป็นอย่างไรคะนั่น นั่งคิดถึงบ้านอยู่หรือไง”

    เสียงหวานนุ่มดังแทรกเสียงแบคกราวด์มิวสิค La Vie En Rose ไพเราะหวานที่เปิดคลออยู่เบาๆ

    อ๋อ ผมกำลังนึกถึงเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้อยู่ที่นี่...เป็นอะไรที่มีเทคโนโลยีสูงจริงๆบางเครื่องผมยังไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนเลยการได้มาทำงานที่นี่ส่งผลให้ผมได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้นอีกมากมายจริงๆ”

    ด็อกเตอร์สาวยิ้มเหลือบมองใบหน้าคมเข้มนั้นอย่างชื่นชม

    ค่ะ แต่เราก็ได้รับข้อมูลจากความเชี่ยวชาญของคุณกลับมามากมายเช่นกันรวมทั้งแง่มุมข้อคิด และผลงานที่คุณวิจัยออกมาด้วยเครื่องมือเหล่านี้ที่เราสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ อีกด้วย”

    เขามองใบหน้าคมงามนั้นอย่างเพ่งพิศเสเปลี่ยนเรื่องพูดไปจากเดิม

    ผมเคยได้ยินโปรเฟสเซอร์ เรียกคุณว่า...อะไรนะ แวเหร็ดหรืออะไรแนวนั้น หมายถึงอะไรหรือครับ ถ้าไม่ถือเป็นการละลาบละล้วง”

    เธอยิ้มใบหน้าเป็นสีชมพูเปล่งปลั่ง ตาเป็นประกายแวววาว

    อ๋อ Vered (แวเร็ด)เป็นภาษาฮิบรู แปลว่า Rose เป็นนิคเนมที่คุณพ่อใช้เรียกแทนAdara ที่เป็นภาษาฮิบรู แปลว่า Virgin เพราะท่านว่าดูเป็นทางการไปหน่อย อยากรู้ต่ออีกไหมคะว่าชื่อ Azai(แอซาย) ในภาษาฮิบรูของคุณพ่อแปลว่าอะไร”

    เขาพยักหน้ายิ้มรับ

    Azaiคือ Strong แข็งแกร่ง แข็งแรงอะไรทำนองนั้น...ส่วน Ammiel (อัมมีล) หมายถึง คนของพระเจ้า ค่ะ”

    เธอหันมามองหน้าเขาพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ถามปนหัวเราะเบาๆ มา

    แล้วคุณอยากรู้ไหมว่า นายบอดี้การ์ดหน้าตายนั่น...ชื่อนาคัช ของเขา แปลว่าอะไร”

    เทพพยักหน้ารัวๆรีบตอบรับ

    ครับๆๆ อยากรู้แน่นอน”

    เธอยิ้มกว้างขึ้นจนเห็นฟันขาวสวย

    Nachâshภาษาฮิบรู แปลว่า Snake ไงละคะ”

    เขาเผลอตบมือผลัวะหัวเราะออกมาดังๆ

    อ้อๆ คล้ายกับ นาคา ของไทยน่ะเองชื่อพี่แกนี่ช่างเหมาะสมกับบุคลิกหน้าตาเสียจริงเลยนะ”

    อย่างลืมตัวหญิงสาวหัวร่อคิกออกมา รีบเอามือปิดปากไว้ มืออีกข้างทุบไปที่ต้นแขนเขาพลั่กใหญ่

    ตั้งแต่หายดีแล้วได้ทำงานร่วมกันทั้งในและนอกสถานที่มาเกือบเดือนทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันดังเพื่อนสนิท แถมออกอาการติดกันแจราวกับฝาแฝดจนเป็นที่จับตามองของผู้เป็นบิดา และองครักษ์หน้าตายตามที่เขาเรียกรวมไปถึงผู้ช่วยสาว ผู้แอบมองอยู่ห่างๆ

    แรกๆทินเม่ดูเศร้าซึมไป แต่ต่อมาก็เริ่มเป็นปกติดังเดิม เหมือนกับตัดใจลงเสียได้แล้ว

     

     

    และแล้ววันจากลา ก็มาถึง บรรยากาศดูซึมเซาไม่สดชื่นเหมือนทุกวันทั้งผู้เหย้าและผู้เยือน ต่างยืนสงบนิ่งไร้สุ้มเสียงกันไปหมด

    โปรเฟสเซอร์หัวหน้าสถานที่ กระแอมขึ้นเบาๆ กล่าวเสียงทุ้มลึกมีกังวาน

    ผมยินดี ที่มีเกียรติได้ร่วมทำงานกับคุณ ด็อกเตอร์เทพ ได้คุณมาร่วมดำเนินการงานของเราจึงลุล่วงสำเร็จไปก่อนเวลาที่กำหนดไว้เสียอีกหวังว่าเราคงมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกนะครับ” เขาก้าวเข้าไปกระชับมือเขย่าเนิ่นนาน

    ด็อกเตอร์สาวเป็นคนถัดไปเขารู้สึกได้ถึงมืออบอุ่นที่กระชับแน่นเมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาบนใบหน้าที่พยายามปรับให้เรียบนิ่งเฉยนั้นก็พบกับแววเศร้ากังวลลึกๆ อยู่ภายใน

    หวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบ และร่วมงานกันอีกนะคะ เทพ” เธอกล่าวสั้นๆ

    คนต่อไปคือมิสเตอร์นาคา ของเขา วันนี้นาคัชดูแปลกไป มือที่สัมผัสรู้สึกกระชับให้ความเป็นมิตรขึ้น พร้อมกับมีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้า

    คนสุดท้ายทินเม่ ผู้มีใบหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาเดินเข้าไปถึงเบื้องหน้า เธอกระพุ่มมือขึ้นก้มหน้าลงไหว้...ทันใดอย่างไม่คาดคิดร่างนั้นก็ผวาเข้ามากอดเขาไว้ สะอื้นไห้อย่างสูญสิ้นความอายด้วยความตกใจเขายืนนิ่งขึงตะลึงไป

    อดาร่าก้าวเดินเข้ามาสวมกอดร่างทินเม่ไว้ก้มลงกระซิบปลอบข้างหูเบาๆ ประคองพาเดินออกจากห้องไป

     

     

    เช้านี้อากาศสดใสทุกคนดูจะมีอารมณ์ดี มีความสุขกันทั่วหน้า เขามีภารกิจต้องเข้าปฏิบัติการในห้องแล็บเลยรอดพ้นจากการวอแวของ เด็กน้อย ผู้วุ่นวาย ที่ลึกๆ แล้วนำความสดใสมาสู่หัวใจของเขาได้อย่างสม่ำเสมอ

    เทพกำลังเพ่งสมาธิอยู่กับงานเบื้องหน้าตอนที่สัญญาณเบาๆ ดังจากอินเทอร์โฟนประจำห้อง จนต้องก้าวเดินไปรับพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย

    มีแขกต่างประเทศ มาขอพบคุณเทพค่ะ”

    เขาแจ้งชื่อมาหรือเปล่าครับ”

    ค่ะ ด็อกเตอร์ อดาร่า อัมมีล ดูท่าทางจะเป็นเรื่องด่วนด้วยนะคะ”

    เขาวางโทรศัพท์ลงอย่างรวดเร็วเกือบเป็นโยน หัวใจโลดถลาลงไปต้อนรับก่อนแล้ว

    เมื่อเหลือบเห็นเขาร่างงามลุกเดินตรงมาหาอย่างรวดเร็ว ใบหน้านั้นเรียบเฉยแต่ฉายแววกังวลเขารีบคว้าข้อมือเธอจูงเดินออกไปอย่างไม่สนใจต่อสายตาทุกคู่ของคนในห้องที่จ้องมองมา

    ไปคุยกันที่ห้องผม”

    เธอพยักหน้ารับไม่ส่งเสียงตอบใดๆ

    ทั้งสองก้าวเข้ามาในห้องหลังจากผายมือให้เธอนั่งลงบนโซฟารับแขก เทพก็เดินไปล็อคประตูไว้อย่างรู้สถานการณ์ แล้วก้าวมานั่งเคียงข้างตามองสำรวจไปทั่วร่างหยุดลงที่ใบหน้าคมงามที่ยังเรียบเฉยอยู่ดังเดิม

    ฉันมีบางเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจ และมาขอให้คุณช่วยเหลือ”

    ใบหน้านั้นดูผ่อนคลายลงมีรอยยิ้มบางปรากฏขึ้น เอ่ยปากถามมาเบาๆ

    คุณไม่เคยประหลาดใจบ้างหรืออย่างไร ว่าจากเหตุการณ์ที่คุณประสบมาเหตุใดร่างกายของคุณแทบจะไม่มีร่องรอยของบาดแผลหลงเหลืออยู่ให้เห็นสักเท่าไรและภายในห้าวัน อาการของคุณก็ทุเลาลงจนเกือบเป็นปกติได้อย่างน่าพิศวง”

    เขาหยุดนิ่งฉุกใจคิด

    ใช่สิเมื่อเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ทบทวนย้อนกลับไป จากความสูงที่เขาร่วงหล่นตกลงมา ปาฏิหารย์เท่านั้น ที่จะทำให้เขายังมีชีวิตรอดมาได้

    ผมคงยังมึนงงเมื่อฟื้นคืนกลับมา เลยไม่ได้ฉุกใจคิด ประกอบกับเชื่อมั่นในอุปกรณ์เครื่องมือสุดยอดทันสมัยของพวกคุณ”

    เขาหยุดเล็กน้อยมองหน้าเธอแล้วยิ้ม แววตามีประกายกรุ้มกริ่ม วามวาว

    รวมทั้งการได้อยู่ใกล้ชิดคุณตลอดเวลาในตอนนั้นทำให้ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น”

    เธอยิ้มแก้มเรื่อเป็นสีชมพูเข้ม

    บอกตามตรง...แม้ว่าฉันจะเป็นแพทย์ และศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วยแต่สภาพของคุณในตอนนั้น ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือด้วยวิธีการใดๆ ได้แล้วฉันจึงจำเป็นต้องเสี่ยงใช้วิธีการที่ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ในโลกนี้ สามารถทำได้เข้าช่วยชีวิตคุณไว้...จนรอดปลอดภัยมาได้”

    เธอหยุดไปเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ

    ฉันใช้ พลังชีพ ที่มีแต่ พวกเรา เท่านั้นที่จะส่งถ่ายให้กันได้ ส่งผ่านเข้าไปในร่างกายคุณ โดยไม่ยอมฟังคำทักท้วงทั้งของคุณพ่อและนาคัช เพราะ...ฉันยอมไม่ได้ที่ต้องทนมองดูคุณตายไปต่อหน้าต่อตาและผลที่ออกมานั้นสุดคุ้มค่าต่อการเสี่ยงอย่างที่เห็นกัน”

    เขานั่งตัวแข็งส่งเสียงเหมือนครางเบาๆ

    พวก...พวกคุณ...?”

    เธอยิ้มในหน้าเอ่ยคำพูดต่อไป

    สิ่งที่คุณ กับพวกเรา ร่วมมือกันค้นคว้าวิจัยเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง...แต่เราไม่ได้นำไปปฏิบัติแถบย่านทะเลทรายไซนายหรือที่ใดแถบนั้น แต่เป็นสถานที่สุดแสนห่างไกลสำหรับพวกคุณ ในโลกนี้ที่ยังไม่มีใครสามารถเดินทางไปถึงได้”

    มองดูใบหน้าที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ของเขาแล้วยิ่งมีรอยยิ้มกว้าง กล่าวต่อไป

    สิ่งที่ พวกเรา ปิดบังคุณ...ก็คือเราไม่ใช่ เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีอารยธรรมสืบทอดมาแต่โบราณของโลกนี้ อย่างที่กล่าวอ้าง”

    เธอจ้องมองตาเขาประสานตรงนิ่ง

    พวกเรา...คือ E.T., Aliens หรือว่าอะไรก็ตาม อย่างที่พวกคุณตั้งสรรพนามเรียกขาน...ซึ่งไม่ได้มีอยู่เพียงหนึ่งหรือสองเผ่าพันธุ์ แต่มากมาย...ที่แวะเวียนมาแล้วจากไปเราไม่สนใจหรือรับรู้ในเรื่องราวของเผ่าพันธุ์อื่น แต่มีวัตถุประสงค์เฉพาะตัวที่ไม่ได้คิดเบียดเบียนใคร เรามาเพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่จะนำเอาไปแก้ไขสถานการณ์ให้กับ เผ่าพันธุ์ และสถานที่อันเป็น บ้าน ถิ่นอาศัยที่กำลังประสบกับวิกฤติใกล้สูญสลาย”

    เมื่อเห็นเขานิ่งนั่งฟังอยู่อย่างสงบจึงเอ่ยคำพูดต่อไป

    เราเดินทางเสาะแสวง มาแล้วมากมายหลายสถานที่ จนมาพบว่า โลก ของคุณมีสิ่งที่สามารถรวม ร่วมประสานกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม บ้านของเราทั้งแร่ธาตุที่มีประโยชน์ สิ่งมีชีวิต ทั้งพืช และสัตว์ ที่สามารถนำไปใช้กอบกู้ฟื้นฟูชีพให้บ้านของเราได้ แม้ว่าจะต้องใช้ทั้งวิทยาการและทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างแรงกล้า อีกทั้ง เวลา เพื่อพลิกฟื้นคืน ชีวิตให้กลับมาก็ตาม”

    เธอพลันมีใบหน้าขรึมเรียบเฉยนิ่งเงียบไปอีกครู่ใหญ่ แล้วกล่าวต่อ

    เมื่อคุณกลับมาไม่นาน เราทราบว่าหน่วยงานลับของประเทศมหาอำนาจที่ตามรอยข้อมูลของพวกเรามาระยะหนึ่งแกะรอยเข้าใกล้ศูนย์ที่กลางป่าแอมะซอน เฮดควอเตอร์ ของพวกเราที่เป็นจุดเก็บซ่อนพาหนะเดินทางไว้ที่นั่นคุณพ่อจึงส่งนาคัชไปนำ ยาน และสิ่งของที่บรรทุกเตรียมไว้ แล้วกลับมารับอุปกรณ์และสิ่งของที่เราได้ร่วมกันดำเนินการไว้เพิ่งแล้วเสร็จเป็นล็อตสุดท้ายเพื่อจะออกเดินทางกลับสู่ บ้าน ของเรา”

    เธอหยุดเล็กน้อยกล่าวเสียงเบา เนิบช้าลง

    แต่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นเสียก่อน นาคัชที่ได้รับคำสั่งจากคุณพ่อผู้เปรียบเสมือน King ในโลกของคุณ มิให้ต่อสู้ทำร้ายตอบโต้ผู้ใดถูกหน่วยจู่โจมร่วมของกองกำลังที่ส่งมาตามล่า จากประเทศที่ตั้งตัวเองเป็น ตำรวจโลกและของประเทศที่เราแอบอ้างชื่อของเขามาใช้ จากความ ไม่รู้ ก่อให้เกิดความ หวั่นหวาดพวกเขาชาร์จเข้าทำร้าย นาคัช ที่ต้องต่อสู้ด้วยพลังความสามารถที่ออมยั้งไว้ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงถึงชีวิตและได้พยายามอย่างสุดความสามารถจนนำยานกลับมายังศูนย์ของเราที่นี่ได้ในที่สุดแต่อาการบาดเจ็บนั้นสาหัสรุนแรงเกินกว่าจะเยียวยา เนื่องจากฉันใช้ พลังชีพ ช่วยชีวิตคุณไปแล้วได้ไม่นานจึงมีพลังที่ยังไม่พร้อมจะช่วยชีวิตนาคัชได้ คุณพ่อผู้ซึ่งรักนาคัชเสมือนลูกชายจึงเสี่ยงใช้พลังชีพของท่านเพื่อช่วยรั้งชีวิตของนาคัชไว้ทั้งที่ฉันก็ได้ท้วงติงท่านแล้ว ว่าร่างกายของท่านยังไม่สมบูรณ์นักจากอาการบาดเจ็บรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาจากอุปกรณ์ในยานที่มีขึ้นก่อนร่อนลงจอดเมื่อมาถึงโลกของคุณและฉันต้องใช้พลังชีพช่วยรักษาท่านไว้ในครั้งนั้น สุดท้าย...ก็รั้งชีวิตนาคัชไว้ไม่ได้กระทั่งคุณพ่อเองก็ต้องมาเสียชีวิตลง ตามไปในภายหลัง”

    เธอหยุดเงียบลงนั่งสงบ ใบหน้างามนั้นดูว่างเปล่าไร้อารมณ์

    เขาเลื่อนตัวเข้าไปชิดดึงมือเรียวนุ่มทั้งสองเข้ามากุมไว้

    ก่อนเสียชีวิต คุณพ่อได้ชี้ทางสว่างไว้แก่ฉัน เพื่อเป็นข้อคิดโดยนำผลการตรวจร่างกายของคุณที่บันทึกไว้ในวันที่สามของการถ่ายทอดพลังชีพให้พิจารณาดูอีกครั้ง เพราะสองวันแรกคุณยังอยู่ในภาวะ โคม่า จนคิดกันว่าความช่วยเหลือนี้ไม่เป็นผลแต่วันที่สาม ผลที่ออกมาพบว่าจุลชีพในตัวคุณ นั่นรวมถึง สิ่งที่คุณเรียกว่า ดีเอ็น เอ, โครโมโซม และอื่นๆ ทั้งร่างกายต่างตอบรับกับพลังชีพของฉันอย่างดียิ่งกลายเป็นว่ากว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ในร่างกายของคุณในปัจจุบัน คือเผ่าพันธุ์ของพวกเรานั่นเองคุณเกือบกลายเป็น เอเลี่ยน ไปโดยสมบูรณ์แล้วซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่คุณเรียกว่า สิ่งมหัศจรรย์เพราะในทางทฤษฎีนั้นไม่อาจเป็นไปได้”

    เธอบีบมือเขาตอบกลับกล่าวเสียงนุ่มเรียบต่อไป

    นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด...สำหรับฉันนอกจากเรื่องที่คุณพ่อชี้แนะ ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังให้ตัดสินใจมาหา และขอรับความช่วยเหลือนี้...จากคุณ”

    สายตาเธอเปล่งแววสดใสขึ้นเพ่งมองจ้องตาเขา เหมือนจะมองให้ลึกเข้าไปถึงข้างใน

    ถ้า...ฉันกลับไปอย่างโดดเดี่ยวแม้กระทั่งการฟื้นฟูธรรมชาติให้กับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่จะเป็นผล ฉันต้องการ คู่คิดที่มีสติปัญญาทัดเทียม รู้ใจกัน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ บ้านของเรา

    เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ดึงร่างนั้นเข้ามาโอบกอดไว้ ร่างนั้นโอนอ่อนซบลงกับอกเขา ไม่มีปฏิกิริยาขัดขืน ชายหนุ่มก้มลงกระซิบนุ่มเบาที่ริมหู

    ด้วยสิ่งเดียวกัน...ผมขอตอบรับ ตกลงที่จะร่วมฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ...ไปกับองค์หญิง Vered กุหลาบงามในดวงใจ ของผม”

    ร่างในอ้อมกอดรัดกระชับแน่นตอบมา เหมือนไม่อยากให้วงแขนนั้นถูกปล่อยคลายไปจากร่าง เขายิ้มน้อยๆตาเป็นประกาย

    เราจะสร้าง เอเลี่ยนน้อย เผ่าพันธุ์ใหม่ ให้วิ่งเล่นหน้าบ้านสักกี่คนดีเล่าครับ”

     


     

    แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสมควร แต่ใจที่เป็นห่วงกังวลอยู่ลึกๆ ทำให้เขาเรียก แม่สาวน้อยของเขา เข้ามาบอกเล่าเรื่องราว ความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลไปปฏิบัติงานกับด็อกเตอร์อดาร่า...และอาจเป็นเวลายาวนานเลยทีเดียว

    ร่างเล็กบอบบางเคลื่อนเข้ามาประชิดตัว สองมือเกาะแขนเขาไว้แน่นเงยหน้างามสดใสแฝงแววตาสลดขึ้นจ้องมองใบหน้าเขาอย่างเพ่งพินิจ ป้อนคำถามยาวและเร็วจนฟังแทบไม่ทัน

    พี่จำเป็นต้องไปจริงๆ หรือคะ...เป็นเรื่องที่จำเป็นมากเลยใช่ไหม...แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่...เราจะได้เจอกันอีกใช่ไหมคะ?”

    เขาอึ้งไปใจนึกสงสารแม่สาวน้อยของเขาอย่างสุดแสน ถ้าไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเขาอาจจะเปิดหัวใจรับให้เธอก้าวเดินเข้ามา...แต่ปัจจุบันต้องเป็นการพลัดพรากจากกันอย่างถาวร ชั่วกัลปาวสาน เสียแล้ว

    เป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ...เดือนมีจิตใจงดงามสูงส่งคงเข้าใจได้ และยินดีสนับสนุนสิ่งที่พี่จะทำ ถ้าได้ฟังเรื่องที่พี่จะเล่าต่อไปนี้”

    เดือนพราวสงบนิ่งรับฟังเรื่องราวที่เขาอธิบายจนจบลงร่างน้อยยืนนิ่งแต่แววตาแฝงอารมณ์รันทดสลดอยู่ภายใน

    อย่างลืมตัวเขาดึงร่างอ้อนแอ้นบอบบางเข้ามาในอ้อมอก กอดไว้แนบแน่น ร่างนั้นสั่นเทาซบหน้าลงกับอกเขา น้ำตาไหลพรากอย่างไร้การสกัดกั้น เงียบงันกันไปทั้งคู่แต่วงแขนยังรัดแน่นกระชับอยู่อย่างนั้น เนิ่นนาน...ในที่สุด เขาก็เอ่ยคำพูดเนิบเบาข้างหูเธอ

    พี่ไม่อยากพูดอะไรให้เดือนต้องเสียใจไปกว่านี้อีก แต่มันจำเป็น...เพราะพี่ต้องการให้เธอรับรู้ไว้ ว่าแม้ปกติพี่จะปฏิบัติต่อเธอเหมือนไม่ใส่ใจคล้ายกับเป็นเด็กเล็ก...แต่ลึกๆ ข้างในใจพี่มีเดือนอยู่ใกล้เสมอตลอดมาเลยนะ”

    ร่างน้อยในอ้อมกอดสั่นเทา

    เดือนรู้ค่ะ...และจะไม่ขอลืมวันนี้ตลอดไป”

     

     


    เขายืนกวาดสายตามองไปรอบส่วนบังคับการของยานล้ำยุค ตามที่เขาเรียก อดาร่าเคยอธิบายการทำงานของแผงควบคุมต่างๆ ให้เขาทราบคงเป็นเพราะ พลังชีพ ที่เธอถ่ายทอดมา แผ่พลังเพิ่มศักยภาพต่อร่างกายและสมองทำให้สามารถซึมซับรับรู้เทคโนโลยีระดับสูงนั้น ได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย

    พร้อมที่จะออกเดินทางกันแล้วหรือยังคะ เทพ”

    เสียงหวานนุ่มนวลดังมาพร้อมอ้อมกอดอบอุ่นทางด้านหลัง แล้วได้ยินคำพูดกระซิบเบาๆ กลั้วหัวเราะ

    ถ้าทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ คุณ…จะเป็น เทพ ผู้รังสรรค์ ธรรมชาติ และ สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใหม่ให้กับ โลกของเรา

    เขาก้มลงกระซิบตอบที่ข้างหูบ้าง

    “...พร้อมด้วย เทวีแห่งความบริสุทธิ์ อดาร่า กุหลาบงามแห่งดวงดาวของผม”

    อย่างนุ่มนวลเธอผลักอกเขาออกเบาๆ ก้าวถอยออกไป แล้วผายมือไปทางเบื้องหลัง พูดยิ้มๆ

    “...และ รุกขเทพี ผู้ปกป้องผืนไพร”

    เขาหันไปแล้วตะลึงงันดังต้องมนต์สะกด

    เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นดวงตาคมงามจ้องตรงมาที่เขา...เปล่งประกายแวววาม ด้วยความปลาบปลื้มสมหวัง

    ทินเม่…!!”


    | The End |

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in