ยามปทุมมาแห่งอวิ๋นเมิ่งมัวหมอง Mpregnithion58_onuma
กรีดคว้านแผลใจ
  • จดหมายจากอี๋หลิงเหลาจู่มาถึงอวิ๋นเซินปู้จื๋อฉู่ในช่วงเวลาลัดนิ้วมือ นกนางแอ่นน้อยร่อนลงเกาะที่หลังมือเขา ไม่มีรหัสลับให้เขาไขอย่างฉบับก่อน นกน้อยก็กลายร่างเป็นจดหมายหนึ่งฉบับ บอกเพียงแค่ว่าอยากพบรวมไปถึงวันเวลาและสถานที่นัดหมายเท่านั้น

    หลานวั่งจีไม่ได้คิดอะไรมาก รับรู้เพียงอย่างเดียวว่าเว่ยอิงต้องการพบเขา เพียงแค่นั้นก็เพียงพอที่จะให้เขาออกเดินทางไปยังอี๋หลิง เด็กหนุ่มหลังจากเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วจึงไปพบกับหลานซีเฉินเพื่อขออนุญาต

    "จะไปพบคุณชายเว่ยหรือ?" อีกฝ่ายถามอย่างนุ่มนวลใจดี

    "ขอรับ"

    "เขาไม่สบายหรือ?"

    อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำตอบ "ไม่ทราบขอรับ" ไม่ทราบจริงๆเพราะจดหมายไม่ได้ระบุอะไรมาเลย

    หลานซีเฉินพยักหน้ารับรู้ "จะไปพี่ก็ไม่ว่าหรอก แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ผู้อาวุโสจับตามอง เจ้าพอรู้ใช่ไหม?"

    "...วั่งจีทราบ" งานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฎร์มิให้เสีย ถ้าอยากไปพบเว่ยอิงอย่างราบรื่น ขากลับอย่าลืมออกเย่เลี่ยสร้างผลงานสักชิ้นสองชิ้นด้วยจะได้ไม่เป็นที่สงสัยสินะ...

    "เช่นนั้นก็ออกเดินทางเถอะ" เขาตบบ่าน้องชายเบาๆ "เดินทางปลอดภัย"

    หลานวั่งจีประสานมือเคารพเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะออกเดินทาง โดยมีหลานซีเฉินมองตามด้วยรอยยิ้ม

    ชะรอยว่าน้องชายของเขาจะมีความรักจริงๆเสียด้วย

    ทว่าเป็นความรักที่ต้องหลบซ่อน...ไม่ต่างกับชิงเหิงจุนและหลานฟูเหรินผู้เป็นบุพการีของตน ความรักที่มีน้อยคนให้การสนับสนุนอวยพร...ความรักที่ไม่อาจมองเห็นความสุขที่ปลายทาง...

    แต่แล้วอย่างไรเล่า ไม่มีผู้สนับสนุนอวยพรก็ช่าง ความสุขในช่วงปลายนั้นเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อย่างไรเสียเขาก็จะพยายามปกป้องความสุขของวั่งจี ความสุขของน้องชายคนนี้ให้ถึงที่สุด...

    ..........

    สถานที่นัดพบของเว่ยอู๋เซี่ยนและหลานวั่งจี คือหน้าประตูเมืองอี๋หลิง สถานที่สุดท้ายที่พวกเขาได้พบและบอกลากัน 

    การที่เซียนเหินกระบี่มายังอี๋หลิงนั้นเป็นเรื่องชินตาเสียแล้วสำหรับคนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่มีใครประหลาดใจเมื่อเห็นหลานวั่งจีเหินกระบี่มาหยุดตรงหน้าประตูเมือง เมื่อเท้าทั้งสองของหลานวั่งจีแตะพื้นและกระบี่ปี้เฉินถูกเก็บเข้าฝัก ร่างของเจ้านางแอ่นดำก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขา วันนี้ร่างนั้นสวมชุดเสื้อคลุมสีดำขลิบแดง ที่เอวเหน็บขลุ่ยผิวเฉินฉิง เรือนผมปล่อยยาวสยายมัดครึ่งศีรษะด้วยผ้าสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มประดับใบหน้าเบาบาง

    "เว่ยอิง"

    "หลานจ้าน เจ้ามาแล้ว"  อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ ยกมือแตะที่มือเขาอย่างซุกซน ก่อนส่งรอยยิ้มอ่อนหวาน "ข้าส่งจดหมายไปไม่ทันข้ามวัน เจ้าก็มาแล้ว ใจร้อนยิ่ง"

    "อาเยวี่ยนล่ะ?" หลานวั่งจีมองหาร่างเล็กที่ไม่ได้พบมานาน แต่เว่ยอู๋เซี่ยนกลับเอ่ยเรียบๆ

    "ข้าฝากให้คนสกุลเวินดูแลอยู่ไม่เป็นไรหรอก" เว่ยอิงเดินเข้ามาใกล้เขาอีกนิดจนแทบจะเคียงไหล่กัน แล้วเอ่ยเสียงเบาคล้ายกระซิบ

    "อีกอย่าง...ข้า...อยากอยู่กับเจ้าตามลำพัง ไม่ได้หรือ?"

    ทั้งน้ำเสียง ท่าที ของเว่ยอู๋เซี่ยน แม้แปลกไปกว่าทุกทีแต่ก็ทำให้หลานวั่งจีที่ไม่เคยอ่อนลงให้ผู้ใดพลันรู้สึกโอนอ่อนผ่อนตาม ไม่คิดที่จะถามอันใดต่อไปอีก "อืม..."

    "....ดี" เว่ยอิงยิ้มบาง ก่อนแตะมือใหญ่ให้เดินตามเขามา ทั้งสองแวะเข้าออกร้านต่างๆเหมือนที่หลานวั่งจีเคยมาเมื่อหลายเดือนก่อน ทั้งกินดื่ม แวะเวียนดูของตามร้านรวงต่างๆ ท่าทีของเว่ยอู๋เซี่ยนยังคงเป็นธรรมชาติ...เป็นธรรมชาติมากเกินไปจนคล้ายกับการเสแสร้ง...หลานวั่งจีไม่รู้ว่าตนเองสังหรณ์ผิดไปหรือไม่ แต่บางสิ่งบางอย่างร้องเตือนว่าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่แสดงออก...

    ...........

    กระทั่งล่วงเข้าช่วงยามสนธยา เว่ยอู๋เซี่ยนจึงมาเขาเดินทางมายังตีนเขาในเขตอี๋หลิง ท้องฟ้าเริ่มมืด ดวงดาวเกลื่อนตาราวกับหยดน้ำนมที่ถูกสาดขึ้นฟ้า จันทราเสี้ยวขึ้นสู่กลางหาว กอปรกับทิวป่าขึ้นครึ้ม สายลมเย็นพาให้กิ่งไม้ไหวสวบสาบ บรรยากาศนั่นเงียบสงบและน่าพรั่นพรึงปนเปกันไป

    หลังจากเดินมาครู่ใหญ่ เว่ยอู๋เซี่ยนก็หยุดลง ณ เนินแห่งหนึ่ง หญ้านุ่มเขียวชอุ่มดังผืนพรมที่แสนสบาย เขาหย่อนกายนั่งจากนั้นจึงดึงหลานวั่งจิงให้นั่งลงข้างๆเขา จากนั้นเว่ยอู๋เซี่ยนก็ชวนเขาคุย

    "หลานจ้าน รู้หรือเปล่า เพราะเจ้าแท้ๆ ข้าเลยให้นมอาเยวี่ยนไม่ได้ตั้งหลายวัน"

    "..." เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ เขาจึงพูดต่อ "ข้าอยู่ในระหว่างให้นมอาเยวี่ยน ไม่อาจดื่มเหล้า กินของมัน ของเผ็ด แป้งข้าวเหนียว แต่เจ้าก็สั่งของแบบนั้นมาให้ข้า เจ้าจงใจหรือ?"

    "...เปล่า" หลานวั่งจีเอ่ยเสียงแผ่ว "ข้าเองก็เพิ่งรู้หลังจากกลับไปกูซู" ตอนนั้นที่เขารู้ว่าทำพลาดไปก็ให้รู้สึกหดหู่หมองเศร้าไปหลายวัน ในใจก็พยายามคิดหาทางแก้มือในครั้งนี้อยู่

    "ข้าขอโทษ"

    เว่ยอู๋เซี่ยนไม่ตอบ เพียงแค่เด็ดดอกหญ้ามาเขี่ยนั่นนี่ไปตามเรื่อง สูดลมหายใจลึก เรียกขวัญเรียกกำลังใจตนเอง แล้วจึงเอ่ย "แปลกนะ ที่เจ้าไม่คิดค้านคำพูดข้าเลย"

    อีกฝ่ายย่นคิ้ว ก่อนหันมาสบตากับอีกฝ่ายแล้วยิ้มบาง 

    "ข้าเป็นบุรุษ จะให้น้ำนมทารกได้อย่างไร"

    "เว่ยอิง"

    "ที่เจ้าไม่ปฏิเสธเพราะรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเป็นข้าเองที่ให้กำเนิดอาเยวี่ยน" เขายกดอกหญ้าตีไปที่หลานวั่งจีที่นิ่งค้างไปแล้วเบาๆ จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสใคร่รู้ "เจ้าใช้วิธีอะไร ใช้บทเพลงถามไถ่วิญญาณเรียกวิญญาณเวินเฉามาถามหรือ?"

    หลานวั่งจีหลุบตาลง เว่ยอิงเป็นคนฉลาด ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องรู้เรื่อง อีกอย่างกฎเหล็กสามพันข้อหนึ่งในนั้นบัญญัติไว้มิให้กล่าววาจามุสา เขาจึงพยักหน้ายอมรับอย่างจำนน "ใช่"

    ความเงียบระหว่างทั้งสองโรยตัวลงมาอยู่เพียงอึดใจ จากนั้นเว่ยอู๋เซี่ยนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น

    "ฮะๆๆ หลานจ้าน ที่แท้เจ้าก็รู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว" 

    เสียงหัวเราะแช่มชื่นระรื่นหู ทว่าหลานวั่งจีที่ได้ยินเสียงหัวเราะนั้นกลับรู้สึกเหน็บหนาวยิ่ง

    "เว่ยอิง" เขาเรียกอีกฝ่าย เสียงเบาแผ่วหวิว รู้ตัวอีกทีเขาก็ถูกอีกฝ่ายดันไหล่ให้นอนราบกับผืนหญ้า

    เว่ยอู๋เซี่ยนก้มหน้าลงจนรู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีชาด รอยยิ้มยั่วเย้า มืออุ่นไล้ไปตามโครงหน้าคมเข้ม ก่อนยกมือของหลานวั่งจีขึ้นจูบ "หลานจ้านหนอหลานจ้าน ที่จริงเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ฉินถามไถ่วิญญาณเลยด้วยซ้ำ"

    "เว่ย..."

    "มาสิ ข้าจะถ่ายทอดให้ฟัง มิให้ตกหล่นแม้ประโยคเดียว" น้ำเสียงเนิบช้าเอ่ยเรียบเรื่อย  มือบางไล้ไปตามปลายใบหญ้าอ่อนโยน "อย่างแรกที่ข้าอยากให้เจ้ารู้นะ หลานจ้าน" 

    "ที่ตรงนี้คือที่ๆเวินเฉาลากข้ามาจากตรงที่ข้าคลาดกับเจียงเฉิง..." มือบางขาวซีดน้อยๆไล้ไปตามโครงหน้าได้รูปของหลานวั่งจี "เป็นที่ๆข้าเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สูญเสียศักดิ์ศรีในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง สูญเสียแรงใจในการมีชีวิตอยู่"

    หลานวั่งจีเบิกตากว้าง พยายามจะลุกขึ้น แต่กลับโดนไอมารสายหนึ่งตรึงข้อมือและข้อเท้าไว้ไม่ให้หนี ร่างที่อยู่เหนือกว่ากลับทำหน้าผิดหวัง "อย่าสิ หลานจ้าน เจ้าจะขยับได้อย่างไร ข้าในตอนนั้นข้าถูกแทงที่อกซ้าย บาดเจ็บสาหัส คนสกุลเวินจับแขนขาทั้งสี่ข้าไว้แน่น ขยับไม่ได้แม้เพียงปลายนิ้วด้วยซ้ำ"

    ชายหนุ่มเบิกตาน้อยๆ เมื่ออีกฝ่ายก้มลงจุมพิตที่ซอกคอขาวพิสุทธิ์ ทิ้งรอยเหมยแดงจุดหนึ่งเอาไว้ จากนั้นจึงเอื้อมมือลงกระตุกผ้าคาดเอวของอีกฝ่ายให้หลวม จากนั้นจึงเลื่อนขึ้นมาแหวกสาบเสื้อออก ผิวขาวในสภาพครึ่งปิดครึ่งเปิดเช่นนี้ดูยั่วเย้าไม่น้อย

    "ใช่ สภาพข้าเป็นเช่นนี้ ไม่ได้เปลือยเปล่าอย่างที่เข้าใจหรอกนะ ลองถ้าตัวผู้เกิดความต้องการขึ้นมา อะไรที่ง่ายและสะดวกล้วนเลือกทั้งสิ้น" รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้นมา แต่ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ชวนให้คนฟังรู้สึกปวดร้าวนัก

    "เว่ย...อิง" น้ำเสียงเครือเจือสั่นพร่าดังขึ้น มือเท้าพยายามขยับอย่างไร้ประโยชน์ แต่เว่ยอู๋เซี่ยนกลับหัวเราะเบาๆ อีกทั้งยังใช้ริมฝีปากและมือยั่วเย้าอีกฝ่ายให้แทบเจียนคลั่ง "ปล่อย..."

    เว่ยอู๋เซี่ยนแกล้งไม่ได้ยินเสียงนั้นไปเสีย มือข้างหนึ่งกลับเลื่อนลงต่ำ หยุดลงจุดอ่อนไหวที่ยังมีชั้นในกางกั้นที่เริ่มนูนเด่น สมกับเป็นหยกงามแห่งสกุลหลาน เป็นเพราะมิเคยประสบสิ่งมลทิน การกระทำของเขาจึงทำให้อีกฝ่ายตื่นตัวอย่างรวดเร็ว...แววตาของอีกฝ่ายหม่นแสงลง ก่อนที่จะข่วนส่วนนั้นเบาๆ ยั่วเย้าคล้ายแมวหยอก

    หวานวั่งจีดิ้นรนอีกครั้ง ครานี้เว่ยอิงคลายไอมารที่มือและเท้าของอีกฝ่ายออก ชายหนุ่มเมื่อเป็นอิสระก็ฉุดเว่ยอิงให้นอนลงกับพื้นหญ้าแทน กางกั้นร่างอีกฝ่ายด้วยสองแขน เสียงลมหายใจหอบสะท้าน ดวงตาสีทองดังแก้วหลิวหลีเผยกระอายนักล่าเข้มข้นสายหนึ่งพาดผ่าน...

    เว่ยอิงไม่ขยับเขยื้อนอยู่พักหนึ่ง สองแขนทิ้งตกลงข้างตัว จากนั้นจึงค่อยๆรวบรวมความกล้ายกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่าย 

    "เจ้าอยากรู้นักไม่ใช่หรือ นี่ไงล่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าในวันนั้น"

    "และแววตาเจ้าในตอนนี้ เหมือนคนพวกนั้นไม่มีผิด..."

    "..." คล้ายได้สติ หลานวั่งจีมองสภาพตนเองก็ให้อยากผละหนี แต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่มองอีกฝ่ายจ้องมองเขาอย่างเจ็บปวดเจียนตาย

    "ทำไม...เจ้าต้องมารู้เรื่องของข้าด้วย..."

    "เว่ยอิง..."

    เว่ยอู่เซี่ยนยกมือขึ้นปิดบังดวงตาสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล คนๆนี้รู้เห็นเรื่องของเขามามาก จากนี้เขาจะไม่ยอมให้เห็นอีก

    "หานกวงจวิน เจ้าทำเพื่ออันใด? สงสาร? เวทนา? หรือว่า..."

    นามห่างเหิน น้ำเสียงคล้ายเยาะหยันตนเอง ทำเอาหลานวั่งจีหัวใจเต้นระรัวเจียนบ้า

    อย่าพูดอีก...เว่ยอิง...ข้าขอร้อง...

    "แค่อยากเยาะเย้ยว่าข้าแปดเปื้อนไปแล้วกันแน่?"

    "เว่ยอู๋เซี่ยน!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Praew Warattaya (@fb1021105957031)
เขียนดีมากเลยค่ะ เจ็บไปหมด อ่านแล้วจะร้องไห้
Nobuyoshi Michiko (@fb2764019847006)
ดีมากๆๆๆ เลยค่ะ ;; สำนวนสวยมากเลย