TOKYO WITHOUT BANANABUNBOOKISH
01: ALMOST (NOT) THERE, TOKYO
  • กะลุ้งกะลิ้งๆ...กะลุ้งกะลิ้งๆ…ติ๊ด!

    “น้องมิ้นต์เหรอลูก...”

    เสียงพี่ปุย เจ้าหน้าที่ธุรการประจำภาควิชาดังขึ้นทันทีที่เรากดรับโทรศัพท์

    “พี่จะโทร.มาบอกว่า ตกลงหนูได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นปีนึงนะจ๊ะ”

    “อะไรนะพี่?”

    คำตอบที่ได้จากพี่ปุยยังคงเหมือนเดิม…

    นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย...

    นางสาวณิศราคนนี้ กำลังจะได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นว่ะแกร๊~!!!


    เมษายน 2555

    ความคิดที่จะไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน ได้ลั้ลลาอยู่เมืองนอกเป็นปีแบบที่ใครก็อยากจะไปกันน่ะเหรอ...หึ ไม่เคยอยู่ในสมองน้อยๆ ของเราเลยแม้แต่นิดเดียว เหตุผลน่ะเหรอ? เอาแบบสั้นๆ เลยก็คือ ‘ขี้เกียจ’ เราเป็นพวกที่ชอบทำตัวเป็นมนุษย์เฉื่อยไปวันๆ หรือถ้าตอบแบบขยายความหน่อย ก็เพราะรู้ว่าตัวเองชินที่จะอยู่กับอะไรเดิมๆ นั่งเมาท์กับเพื่อนกลุ่มเดิม สังคมเดิม กินอาหารเมนูเดิมๆ แถมยังกลัวการเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด จะให้ไปเริ่มต้นอะไรใหม่ มันก็ปรับตัวไม่ใช่ง่ายๆ อย่างเราคงรับไม่ได้หรอก!

    เพราะเป็นซะอย่างนี้ พอได้ยินข่าวว่าเพื่อนคนนั้นไปสมัครขอทุน ส่วนคนนี้กำลังจะไปเรียนเมืองนอก เราก็ยังคงนั่งชิลกินหมูปิ้งต่อไปแบบไม่แยแสกระแสสังคมใดๆ

    อยู่ในมหา’ลัยแบบอืดๆ มาได้ปีกว่า และแล้วก็มาถึงวันที่มิ้นต์สันหลังยาวคนนี้จะกลายเป็นอดีต…
  • จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานเกิดจากอีเมลสั้นๆ ที่พี่ปุย—เจ้าหน้าที่ธุรการแสนดีของหลักสูตรนานาชาติประจำคณะอักษรศาสตร์ (หรือ BALAC ที่เราเรียนอยู่นั่นเอง) ส่งมาบอกว่าตอนนี้มีตำแหน่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University) ประเทศญี่ปุ่นว่างอยู่
    ถ้าใครสนใจให้รีบไปสมัครโลด

    พออ่านอีเมลแล้วเห็นว่าคุณสมบัติเราก็ผ่านหมดเลยนี่หว่า คนขี้เกียจอย่างณิศราถึงกับตาลุกวาวและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น!

    ซะที่ไหนล่ะ...

    “คนไปสอบเยอะแน่ นอนตีพุงสบายๆ ไม่ต้องไปแข่งกับใครแหละดีแล้ว” ความคิดแบบเดิมกลับมาป้วนเปี้ยนในสมองจนตัดใจลืมอีเมลฉบับนั้นไปแล้ว แต่ก็เหมือนทุกอย่างเป็นใจให้ มีแต่คนพูดถึงเรื่องการสมัครไปแลกเปลี่ยนที่มหา’ลัยวาเซดะ “มิ้นต์ไปสมัครยังวะ น่าสนนะ...” พอมีหลายคนเริ่มมาถาม จากที่เฉยๆ มาตลอด ก็เริ่มหวั่นไหว

    เฮ้ย นี่มันไม่ธรรมดาแล้ว! ขนาดพี่ปุยยังโทร.มาทาบทามเป็นการส่วนตัวอีกต่างหาก เริ่มคิดว่าถ้าได้ไปขึ้นมานี่มันเป็นหน้าตาและเกียรติยศของวงศ์ตระกูลเลยนะ เอาแล้วค่ะ ณิศราเริ่มมีไฟขึ้นมาแล้วค่ะ โควต้านี้มันต้องมีพลังงานอะไรบางอย่างเป็นแน่

    กลับบ้านไปนอนพลิกไปพลิกมาคิดทบทวนอีกหนึ่งคืน ปรึกษาท่านแม่สักหน่อย (แต่ยังไม่ได้บอกป๊าเลยนะ) การตัดสินใจก็จบตรงที่ “เอาวะ ลองดู เป็นไงเป็นกัน” วันรุ่งขึ้นก็เลยรีบเขียนแผนการเรียน (ที่จริงก็คือเรียงความเรื่องจุดมุ่งหมาย

    และความคาดหวังจากหลักสูตร คล้ายๆ Statement of Purpose เวลาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยทั่วไปนั่นแหละ) กับเอาทรานสคริปต์เข้าไปยื่นใบสมัคร แล้วกลับบ้านมานอนยิ้มภูมิใจกับตัวเองว่า อย่างน้อยเราก็ได้ลองแล้ว ไม่ได้ปล่อยให้โอกาสผ่านไปเปล่าๆ เหมือนทุกทีล่ะนะ
  • หลังจากยื่นเอกสารทุกสิ่งอย่างเรียบร้อย ด่านต่อมาคือ วันรุ่งขึ้นจะต้องเข้าสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาญี่ปุ่น!

    ถึงแม้ใครจะบอกว่าเราเป็นคนที่พูดไม่น้อย (เอ่อ พูดมากนั่นแหละ) แต่ถ้าให้เป็นการเป็นงานอย่างเข้าห้องสอบสัมภาษณ์นี่มีหวังกลายเป็นหมูสนามจริงแน่นอน แล้วนี่ยังต้องถามตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดด้วย ขอลาป่วยไปดูซีรีส์ฝึกภาษาเพิ่มเติมแป๊บ

    สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำจากวันสอบสัมภาษณ์ก็คือ เรา—นางสาวณิศราเดินไปนั่งสแตนด์บายหน้าห้องสอบสัมภาษณ์พร้อมแทมมี่—เพื่อนสนิทที่มาสอบด้วยกัน จับเข่ากระสับกระส่ายกันอยู่สองคน ทำตาปริบๆ ส่งกระแสจิตถึงกันว่าใครจะซวยเป็นคนแรกว้า ไอหรือยู หรือจะเป็นคนอื่นที่มาทีหลัง แต่นั่งรอจนถึงเวลานัดก็แล้ว ยังไม่เห็นมีใครมาเพิ่มเลย เอ๊ะ ยังไง เราถึงกับต้องเดินไปถามเจ้าหน้าที่ว่านี่พวกหนูมาถูกวันจริงๆ ใช่มั้ยคะ

    “มีแค่น้องสองคนนี่แหละค่ะ”

    อ้าว เราก็นึกว่าจะสมัครกันเป็นสิบ ที่แท้ตัวหลอกทั้งนั้นนี่หว่า...

    สักพักพี่ปุยก็เรียกเข้าห้องสัมภาษณ์ เรานี่ตื่นเต้นจนแทบจะสั่นเป็นร่างทรง ทั้งที่อาจารย์ที่เป็นคนสัมภาษณ์ก็คุ้นเคยกันดี ทักทายโคนิจิวะกันเป็นประจำอยู่ทุกคลาส แต่ไม่รู้ทำไมพอมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ตามันก็ลายหูมันก็อื้อ... อื้อหือจะตอบได้มั้ยเนี่ย

    อาจารย์: “จบแล้วอยากทำงานอะไร?”

    มิ้นต์: “ครูค่ะ เพราะว่าหนูชอบเด็กๆ” (อันนี้คำถามธรรมดา ตอบสวยๆ ไม่มีอะไรยาก)

    อาจารย์: “แล้วอยากเป็นครูสอนอะไรล่ะ?”

    มิ้นต์: “อยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษค่ะ เพราะว่าเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ภาษาสำคัญมากต่อทั้งระบบการศึกษาและความเป็นอยู่ในสังคม” (ยังง่ายอยู่ ก็ตอบไปยิ้มไปด้วยความภาคภูมิใจ)

    อาจารย์: “แล้วเธอสนใจอะไรเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากที่สุด?”

    มิ้นต์: “วัฒนธรรมค่ะ พวกป๊อปคัลเจอร์”

    อาจารย์: “อย่างเช่นอะไรบ้างล่ะ?”

    มิ้นต์: “…” (อ้าว เฮ้ย ไม่ได้คิดไว้…)

    เจอข้อนี้แล้วถึงกับชะงัก เพราะไม่ได้คิดเตรียมมาก่อนเลยว่าจะตอบยังไง วินาทีนั้น เหมือนหลอดเลือดในสมองหยุดทำงาน คิดอะไรไม่ออก แต่ปากดันโพล่งคำตอบออกไปว่า…

    มิ้นต์: “โดราเอมอน...ค่ะ” (กลืนน้ำลายหนึ่งอึก อาจารย์จะคิดว่าติ๊งต๊องมั้ยวะ...)

    อาจารย์: “แล้วคุณจะใช้ความชอบนี้กับอาชีพในอนาคตอย่างไร?” (อื้อหือ อาจารย์โยงคำถามได้ดีกว่าข้อสอบ GAT-PAT อีกค่ะ ณ จุดนี้ โดราเอมอนกับอาชีพครูเนี่ยนะ...)

    มิ้นต์: “หนู...เอ่อ อะโน หนูอยากเอาการ์ตูนโดราเอมอนเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไปเปิดให้เด็กดู เด็กๆ จะได้ทั้งความสนุกแล้วก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่น For example, Onigiri (ข้าวปั้น) which is the simplest kind of food in Japanese culture every kid should know ไปในตัว (เหรอฟะ!) ...บลา บลา บลา ค่ะ”

    ...

    ผสมปนเปกันไปหมดทั้งภาษาไทย ญี่ปุ่น อังกฤษ ภาษามือ ใจก็คิดว่าตอบไม่รู้เรื่องแบบนี้อาจารย์จะไล่กลับบ้านไปเลยมั้ยว้า แต่พอพูดจบแล้วเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของอาจารย์ก็ค่อยโล่งอก แอบถอนหายใจเฮือก แล้วใช้สติที่เหลืออยู่น้อยนิดตอบคำถามที่อาจารย์ยิงมารัวๆ จนจบการสัมภาษณ์
  • และสุดท้ายการสอบสัมภาษณ์ในวันนั้นก็ผ่านมาด้วยดี...แต่ที่จริงเรียกว่าผ่านมาแบบไร้สติน่าจะเหมาะสมกว่า

    พอออกจากห้องสัมภาษณ์แล้ว ก็กลับมาทำตัวเรื่อยเฉื่อยตามปกติได้แค่ข้ามวัน เพราะเที่ยงวันของวันต่อมา พอเห็นชื่อ BALAC Office ปรากฏเป็นเบอร์โทร.เข้า ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นพี่ปุยโทร.มาเกี่ยวกับการสอบสัมภาษณ์เมื่อวาน แต่จะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายก็ไม่รู้

    “น้องมิ้นต์ลูก...พี่จะโทร.มาบอกว่า ตกลงว่าหนูได้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นปีนึงนะจ๊ะ”

    วินาทีนั้นเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย...เรากำลังจะได้ไปเรียนที่แดนอาทิตย์อุทัยในอีกสี่เดือนข้างหน้า!

    “แล้วหนูให้คำตอบพี่ภายในวันนี้เลยได้มั้ย? ทางนู้นเขาทวงรายชื่อมาแล้วอะจ้ะ” ยังไม่ทันเชื่อว่าจะได้ไปจริงๆ ต้องเจอคำถามเร่งรัดแบบนี้ก็ล่กสิครับพี่น้อง ไปญี่ปุ่นนะพี่ ไม่ได้ไปมาบุญครอง ขอหนูคิดดีๆ ก่อนได้มั้ยค้า อย่างน้อยขอปรึกษาท่านพ่อท่านแม่ก่อนนะพี่นะ

    วางสายจากพี่ปุย ก็เลยรีบโทร.ไปหาท่านแม่ทันที

    “หม่าม้าาาา มิ้นต์ได้ไปเรียนญี่ปุ่นปีนึงนะ ไปได้มั้ย ต้องให้คำตอบพี่เขาวันนี้แล้วอะ”

    “อะไร ทำไมมันเร็วอย่างนี้ล่ะ เมื่อวานเพิ่งสัมภาษณ์ วันนี้ประกาศผลแล้วจะให้ไปเลย เอารายละเอียดมาดูก่อน...แล้วค่อยว่ากัน”

    คำตอบของหม่าม้าเหมือนที่คิดไว้เป๊ะๆ ‘แล้วค่อยว่ากัน’ นี่หมายถึงได้ไปรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือยังเหลือบุพการีอีกหนึ่งท่านที่ต้องขออนุญาต

    เลยรีบโทร.หาท่านพ่อที่ไม่ได้รู้เรื่องการไปสมัครสอบของลูกสาวมาก่อน เลยต้องให้เวลาป๊าช็อคแป๊บนึง ก่อนที่จะได้คำตอบกลับมาว่า “อย่าเลย ไปตั้งปีนึง ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาจะทำไง” (โธ่ ป๊า กลัวคิดถึงลูกเลยเอาแผ่นดินไหวมาอ้าง…)

    แต่สรุปความจากท่านพ่อก็คือ อย่าไปเลย อยู่เรียนที่เมืองไทยสมายล์แลนด์ของเราดีกว่า ได้คำตอบแบบนี้แล้วก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ ความฝันที่จะได้ไปกินซูชิที่ตลาดปลาซึกิจิสลายไปในพริบตา เดินไหล่ห่อกลับไปหาพี่ปุย ช่วยบอกลาแดนปลาดิบให้หนูที...

    “เอาอย่างนี้ดีมั้ยน้องมิ้นต์ ลองให้คุณพ่อคุณแม่มาคุยรายละเอียดกับอาจารย์ที่ปรึกษาหนูก่อน”

    ปิ๊ง! เริ่มเห็นทางสว่างแล้ว คิดว่าอาจารย์น่าจะพอช่วยเกลี้ยกล่อมได้ดีกว่า ว่าแล้วณิศราก็โทร.ชวนป๊ากับม๊ามาคุยกับอาจารย์ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
  • ชั่วอึดใจ ป๊ากับม้าก็มาพบอาจารย์วรวุฒิ—อาจารย์ที่ปรึกษาอันแสนเคารพรักของเราตามคำขอ

    “ผมแค่เป็นห่วงเรื่องสึนามิน่ะครับ ได้ข่าวว่ากัมมันตภาพรังสีที่เพิ่งรั่วไหลออกมามันยังมีอยู่ ไหนจะเรื่องแผ่นดินไหวด้วย ยัยมิ้นต์นี่ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่ กลัวจะอันตรายเกินไป…”

    ป๊าเปิดประเด็นความกังวลใจทางภัยพิบัติทันที เรียกว่าญี่ปุ่นเคยประสบเหตุอะไรมาบ้างป๊ากังวลหมด ส่วนหม่าม้าถึงจะยังไม่ได้ยินยอมให้ไป แต่ก็ดูไม่ค่อยคัดค้านอะไรนัก เห็นแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยว่าขาข้างหนึ่งน่าจะก้าวข้ามพรมแดนประเทศไปได้แล้ว แต่อีกข้างเนี่ยสิ ป๊ายังสกัดไว้ไม่ให้ไปง่ายๆ

    เราก็ได้แต่นั่งลุ้นว่าจะได้อยู่หรือได้ไป ใจเต้นตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก...

    สุดท้าย ป๊าเดินมาแตะไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า

    “โอเค ไปก็ไป แต่...ต้องให้ป๊าบินไปส่งนะ”

    เงียบไปหลายวินาทีก่อนสมองจะประมวลผลออกมาได้ว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...ฉันคือว่าที่นักศึกษาแลกเปลี่ยนแห่งมหา’ลัยวาเซดะแล้วโว้ยยยย!

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in