NAGOYA หน้าหนาวeiijay_
บัตร IC Card หาย! (DMK-NGO)
  • DAY1: สนามบินดอนเมือง-สนามบินจูบุ-เมืองนาโกย่า

    ห้าทุ่มกว่าเกือบเที่ยงคืนแล้ว สมาชิกทุกคนก็ไม่มีใครได้นอนสักที

    กำหนดการคือ เราจะเรียกแท็กซี่ไปสนามบินตอนตีหนึ่ง
    แต่แล้วก็ออกประมาณตีสองเกือบตีสามแหละ5555
    พอไปถึงสนามบิน เราแวะเข้าไปซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มจากเคาน์เตอร์ของLion ถ้าซื้อก่อนบินกี่ชั่วโมงนี่แหละจะได้ราคาที่กดในเว็บ (ซึ่งก็ยังแพงอยู่ดี) เราซื้อขากลับเพิ่ม 20 กิโลกรัมคนเดียว แต่!!! ถ้าคุณอยากทำแบบนี้ ให้แยกน้ำหนักเป็นสองคนดีกว่า(10kg+10kg) ราคามันจะถูกกว่าค่ะ5555555 (โดนหลอกไปอีกดอก)

    พอซื้อน้ำหนักเพิ่มแล้ว ก็ไปรับ Pocket Wifi เราใช้เป็นของ Japan Wifi ค่ะ
    เราซื้อไป 7 วัน ราคาวันละ 130 บาท แล้วถ้าบวกเพิ่มอีก 140 บาท จะได้ 4G แบบ unlimited มาใช้ค่ะ
    ทริปนี้เลยจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตไป 1050 บาท
    ข้อดีคือ ราคาดีมากกกก ตกคนละ 260 บาทตลอดทริป ถ้าหากเที่ยวคนเดียวคุณต้องซื้อซิมมาใส่ ราคาเน็ต unlimited 7 วัน ไม่ต่ำกว่า 400 บาทแน่ๆ
    แต่ข้อเสียก็คือ หลงกันแล้วจะใช้เน็ตไม่ได้เลย ซึ่งทริปเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะไปไหนก็ไปพร้อมกัน แต่มีหลายครั้งที่เสียวๆจะหลงอยู่

    หลังจากนั้นเราก็มานั่งรอที่Gateตั้งแต่เนิ่นๆ เราได้มีโอกาสไปใช้บริการ Miracle Lounge เพราะพกบัตร Journey ของ KBANK ไปด้วย ได้สิทธิ์ใช้ฟรีได้ 2 ครั้ง/ปี (แต่ใช้พร้อมกันไม่ได้ คนอื่นนั่งรออยู่ข้างนอกอย่างงงๆ...=_____=;) ใน Lounge มีอาหาร เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ ที่นั่งพักผ่อนที่เป็นสัดส่วนและสงบมากกก ถ้ามาคนเดียวนี่จะนั่งยาวๆไปจนถึงเครื่องออกเลย แต่นี่มีคนอื่นรออยู่ข้างนอกเลยต้องรีบกินแล้วออกมา
    โซนขนมหวาน มีทั้งไทย จีน อินเตอร์ (ติ่มซำก็มีน้า~)
    มีอาหารเช้า ทั้งแบบอเมริกันเบรคฟาสต์ หรือข้าวสวยกับกับข้าวก็มี
    แฮะๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้กินนะ แค่ถ่ายมาให้ดูเจ๋ยๆ
    โซนสลัดและเครื่องดื่มอื่นๆจ้า
    โซนนั่งพักผ่อนมีที่วางพักขา โดยรวมค่อนข้างมืดนะ แต่ก็มีโคมไฟเป็นเฉพาะจุดๆไป

    ในที่สุดก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง! อันนี้เราขึ้นบัสมานั่งเครื่องกลางสนามบิน(นั่งบัสนานมาก เลี้ยวหลายโค้งมากกกก นึกว่าจะพาไปส่งสุวรรณภูมิ) เครื่องไม่ได้เลทมากนะ ออกประมาณ 07.45 บวกลบไม่เกินสิบนาที


    วิวยอดฮิตอันดับหนึ่งที่คนขึ้นเครื่องบินต้องถ่าย ก็แหงล่ะ มันไม่มีวิวอื่นให้ดูแล้วหนิ-_-;

    ดูเหมือนความวายวอดยังไม่ค่อยเกิดเนอะ5555 มันดูเรียบง่ายไปหมดเลยจย้า แต่เรื่องแปลกๆมักจะเกิดตอนที่เหยียบแผ่นดินญี่ปุ่นนี่แหละ! (การันตีจากสองครั้งที่ไปมาก่อน) พอมาอยู่บนเครื่องก็มีของว่างมาเสิร์ฟ นั่นก็คือพายช็อกโกแลตกับน้ำเปล่า ก็ยอมรับแหละว่ามันอร่อย แต่มันไม่พอป่ะวะ55555 เลยต้องขอซื้อมาม่าคัพราคาแพงมหาโหดจากการผูกขาดราคาบนน่านฟ้านี้แต่เพียงผู้เดียวมากินแบบเจี๋ยมเจี้ยม(จำราคาไม่ได้แล้ว... น่าจะ60บาท)

    เมืองนาโกย่าจริงๆแล้วไม่ค่อยมีอะไรเป็นพิเศษ เป็นเมืองคนทำงานมากกว่า แล้วก็มีแหล่งช็อปปิ้งที่พอประมาณ ไม่ศิวิไลซ์ถึงขนาดโอซาก้า โดยเรามาลงเมืองนี้เพื่อจะไปต่อที่เมืองอื่นมากกว่า ถ้าไม่ได้ชอบเมืองเงียบๆแบบนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลากับในเมืองนี้มากก็ได้นะ (แต่พวกพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อะไรแบบนี้ก็ดีอยู่ แต่สุดท้ายผู้ร่วมทริปก็ไม่ได้สนใจที่จะไปกับเรา555)

    แล้วเราก็นั่งๆนอนๆไปเกือบ6ชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงสนามบินNGO แต่จริงๆแล้วตัวสนามบินมันชื่อ Chubu Centrair International Airport (สนามบินนานาชาติ จูบุ เซ็นแทร์) เป็นสนามบินที่ใกล้เมืองนาโกย่าที่สุดแล้ว สนามบินที่ค่อนข้างใหม่เลยนะ แต่ค่อนข้างเล็ก พอลงเครื่องบินมาปุ๊ป....

    หนาวสัส!

    หนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!

    คือมันเป็นสนามบินที่ตั้งริมทะเล แล้วลมทะเลพัดมาโหดมาก ตอนนั้นอุณหภูมิไม่ถึง20องศาด้วย เราลืมอะไรไปหรือเปล่าว่านี่คือญี่ปุ่นตอนกำลังจะเข้าฤดูหนาว ไม่ใช่ประเทศสยามที่มีหน้าร้อน 365 วัน! ต้องรีบหยิบเสื้อโค้ดมาใส่แบบสั่นๆ อู้ยยยย หนาวมาก รีบใส่แล้วซอยเท้าเข้าอาคารไป

    พอเข้ามาในอาคารก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ ระยะทางค่อนข้างไกลนะ (เหมือนทำทางวนๆไว้ดักเพื่อนบ้านในเดอะซิมส์) แต่ระหว่างทางก็มีพวกอาร์ตกราฟิคสวยๆตลอดทาง แถมมีบอกด้วยว่าตอนนี้คุณเดินแล้วลดไปได้กี่กิโลกแคลแล้ว คือชอบมากกกกกกก

    แล้วพอเดินไปถึงปลายทางก็ผ่านตม.เข้ามาเรียบร้อย พอออกมาได้ก็ลืมไปว่าข้างนอกมันหนาวมาก! ต้องกลับมาตั้งหลักในอาคาร เพราะต้องหาทางไปในเมือง เราวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟมิวสกายเข้าเมือง จากสถานีสนามบินจูบุไปสถานี Meitetsu Nagoya แต่ก็หาสถานีไม่เจอสักที จนต้องเดินไปถามพนักงาน เขาก็แนะนำให้ขึ้นสะพานเชื่อมไปอีกเทอมินอล ซึ่งไอ้ทางเชื่อมเนี้ย มันอยู่ outdoor จ่ะ-_- แล้วพอเดินไปก็จะมีลมพัดพาความหนาวมาอยู่ตลอดเวลา คือต้องวิ่งอ่ะ55555 ไม่งั้นได้แข็งตายอยู่หน้าสนามบินแน่ๆ

    นี่คือวิวที่เห็นตอนออกมาข้างนอก เห็นตึกทางซ้ายที่อยู่ลิบๆไหม? นั่นแหละคือสถานีรถไฟเว่ยยยยย!!!!! แล้วดูทางเชื่อมมหาโหดที่ต้องเดินผ่าน ระหว่างทางก็มีลมพัดอย่างต่อเนื่อง นี่พิมพ์ไปน้ำมูกมโนก็ไหลไปด้วยนะเนี่ย555

    แล้วพอเข้ามาในอาคารแรก(รอดจากลมหนาวไปได้หนึ่งก๊อก) เจอเป็นที่สำหรับขายอาหารและเครื่องดื่ม และมีเครื่องบินจัดแสดงอยู่ด้วย! เป็นอาคารที่สวยมากเลยนะ แต่อยู่นานไม่ได้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟ
    มิวสกายเป็นรถเร็วที่วิ่งจากสนามบินเข้านาโกย่าโดยตรง เราก็เข้าไปซื้อบัตร IC Card แจกลูกทัวร์ก่อน (เรามี ICOCA จากคันไซอยู่แล้ว เลยไม่ต้องซื้อให้ตัวเอง) แล้วก็ไปรอที่ชานชลาของมิวสกาย แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันใช่หรือเปล่านะ... ก็เปิดเช็คกับ Hyperdia แล้วก็เทียบรายละเอียดอยู่นานมาก ทั้งเวลาทั้งเลขชานชลาทั้งหมายเลขรถ...
     เอาวะ! เข้าไปนั่งก่อนละกัน แต่มันแหม่งๆเลยทิ้งลูกทัวร์แล้ววิ่งออกมาถามตรงเคาน์เตอร์ ซึ่งเขาก็ให้ซื้อค่าที่นั่งของมิวสกายเพิ่มจริงๆ แล้วคือช็อกมาก เพราะต้องรีบซื้อแล้วก็ต้องวิ่งกลับไปให้ทันภายใน3นาที แล้วทุกคนนั่งรออยู่ในขบวน! คือลนมากกกกก แต่พนักงานก็ไม่ได้ช้าอะไร รีบหยิบรีบวิ่งจนในที่สุดก็ทันจนได้! ระทึกขวัญมาก O-O;

    แล้วก็นั่งตามที่นั่งที่ซื้อตั๋วไว้ ค่าโดยสารคนละประมาณ 1250 บาท นั่งเข้ามาในเมืองนาโกย่าโดยสวัสดิภาพ พอมาถึงสถานีกลาง เราก็หยิบกระป๋งกระเป๋าออกมาเตรียมพร้อม ถ้าใครคุ้นเคย...สถานีกลางของเขาก็เหมือนกับเมืองใหญ่ในญี่ปุ่นทั่วไป มีร้านนู้นร้านนี่เต็มไปหมด แล้วก็เชื่อมกับห้างใหญ่ๆหลายห้าง แล้วก็มีคนญี่ปุ่นเดินอย่างไวและขวักไขวเต็มไปหมด พวกเรา 4 คนดูแปลกไปเลยที่ยืนงงอยู่เฉยๆ
    พอกำลังจะออกจากระบบรถไฟฟ้า เราคลำตัวอยู่พักนึงเพื่อหา IC card แต่แล้วก็พบว่า............

    ลืม ICOCA ไว้บนรถ!!!!!
    แม่จ๋าาาาาาาาาาาาาาา หนูเสียบบัตรไว้บนเบาะมิวสกายแล้วก็ทิ้งไว้เลยจย้าาาาาาาาาาาา

    ถึงกับต้องกุมหัวตัวเอง แล้วคือเคยทำของหายในญี่ปุ่นแล้วไม่ได้คืนไง ประเด็นคือพึ่งเติมไป 3000 เยน(เกือบพันแน่ะ) พอรู้ตัวเองแล้วก็ไปบอกกับเจ้าพนักงานในสถานี ที่จริงถ้าไม่คิดมากก็ออกได้เลยนะ แต่เราอยากได้คืนจริงๆ เขาก็เลยหยิบเครื่องเล็กๆขึ้นมาแล้วพูดภาษาญี่ปุ่นใส่ พอหันเครื่องมา มันก็เป็นข้อความภาษาไทยที่ถูกแปลมาแล้ว ว้าว! ทำไมที่ไปเที่ยวสองครั้งก่อนไม่มีอะไรแบบนี้อ่ะ! ล้ำ!
    แต่อย่าพึ่งลิงโลดไป=_=... พอสื่อสารกันได้สักพักก็ได้ความว่า ต้องไปที่ห้อง Lost&Found ของสถานี เราก็ไปแล้วก็แจ้งพนักงานในนั้น ก็บอกรายละเอียดไปเท่าที่จะทำได้ ส่วนพนักงานก็ใช้เครื่องมือสื่อสารสุดล้ำในการพูดกับเรา เขาขอเวลาหาให้ก่อน เพราะตอนนี้รถไฟเข้าโรงเก็บไปแล้ว ให้กลับมาดูอีกทีประมาณชั่วโมงนึง เราก็โอเคแล้วก็พาลูกทัวร์ไปหาอะไรกินกันก่อน สุดท้ายก็เจอร้านราเมงบนสถานี ก็เข้าไปหาอะไรกินก่อนง่ายๆ อย่างน้อยก็อิ่มท้องล่ะนะT-T
    ราเมงร้านนี้อร่อยนะ เราสั่งเป็น Tsukemen ตัวน้ำซุปมันมากกก แต่ก็อร่อยมากเช่นกัน -w- ส่วนคนอื่นก็เลือกตามที่เห็นในเมนู แต่ด้วยความเป็นคนไทยก็ไม่ได้ถูกปากกันสักเท่าไหร่ ส่วนเราชินแล้วกับอาหารญี่ปุ่น ก็ค่อนข้างชอบร้านนี้นะ จำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร เอาใบเสร็จไปดูละกัน 
    Tsukemen ของเราราคา 870 เยน ก็ไม่ได้แพงมากนะสำหรับอาหารในสถานี

    พอกินอิ่มแล้วก็ได้เวลาไปหา Lost&Found พอดี พอเข้าไปก็ไปถามหาบัตรอีกครั้ง เขาก็บอกว่ายังไม่เจอ ให้กลับมาอีกทีนะ(แล้วก็ให้เวลามา ประมาณหกโมงกว่า) ตอนนั้นก็ค่อนข้างเย็นแล้วนะ ตั้งแต่เครื่องลง 15.45 น. จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ไปไหนไกลไปกว่าสนามบินกับสถานีเลยT-T ต้องมารอลุ้นว่าเขาจะหาเจอหรือเปล่า ตอนนั้นก็รู้สึกดาวน์ๆแล้วนะ คือเซ็งตัวเองมากกว่าอ่ะ ทำไมเป็นคนขี้ลืมแบบนี้ บลาๆๆๆ แล้วถ้าไม่เจอจริงๆบอกมาว่าไม่เจอจะได้ถอดใจ นี่ก็ไม่ยอมบอกสักที (แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือเราผิดเต็มประตู) ก็เลยต้องเดินเล่นปรับอารมณ์ในสถานีรอไปเรื่อยๆ เดินจนไม่รู้จะเดินไปไหนแล้ว ซื้อของนู้นนี่ไปเรื่อยๆ แล้วคือตอนนั้นหนาวมากเหมือนกัน ยืนหนาวแบบเซ็งๆ

    แต่สุดท้ายหลังจากรอมานานนน...เราเข้าไปครั้งที่สามก็ได้รับบัตรจนได้ เราโค้งขอบคุณยกใหญ่ คือดีใจมากกกกกกกกกกกกก ไม่คิดเลยว่าจะได้คืนจริงๆ แล้วก็รับบัตรมาติ๊ดออกจากสถานีได้สำเร็จ งานต่อไปก็คือเราต้องไปที่พัก ซึ่งก็ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปอีก เป็นย่านเมืองเก่าแต่ยังถือว่าอยู่ในเมือง

    เรารู้สึกว่ารถไฟใต้ดินของนาโกย่าเหมือนถูกใช้งานมานานแล้ว แถมไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวจ๋าๆ เลยดูเก่าๆหน่อย แล้วเราก็นั่งมาที่สถานี Kokusai Center ค่าเดินทางประมาณ 200 เยน/คน พอถึงสถานีแล้วก็ต้องเดินต่ออีกประมาณ 500 เมตร ดูเหมือนใกล้นะ..แต่ด้วยความหนาวมันทำให้ห่างไกลมากเลย TwT
    วันนี้เราพักที่ Cafe & Guest House Nagonoya จองผ่าน Booking.com แล้วไปจ่ายเงินหน้างาน เป็นโรงแรมที่แอบมุมอยู่ในย่านเมืองเก่าเล็กที่ไม่รู้จักชื่อ เราค่อนข้างชอบบรรยากาศของสถานที่นี้นะ แต่ดันมาดึกไปจนร้านรวงเปิดหมดแล้ว แล้วพรุ่งนี้เราต้องออกเช้าก่อนที่จะเห็นร้านอื่นๆเปิดอีก รู้สึกแอบเซ็งเล็กน้อย-.-


    เราเข้าไป Check-in ในร้าน แต่จริงๆแล้วมันคือร้านคาเฟ่นั่งกินอย่างเดียว ส่วนที่นอนต้องเดินแยกออกมาอีกซอยนึง พนักงานพาเดินมาส่ง แล้วก็ให้สั่ง welcome drink ได้ 1 แก้ว/คน แล้วก็นำมาเสิร์ฟให้ (มีเบียร์อาซาฮีให้สั่งด้วยนะ อิอิ) ส่วนที่พักคือให้ฟิลอบอุ่นมาก บรรยากาศง่ายๆสบายๆ เราจองเป็นห้องสามคน 1 ห้อง และเตียงในห้องรวม 1 เตียง
    ที่เราประทับอีกอย่างหนึ่งคือ ไดร์เป่าที่เขามีไว้ให้5555555 เพราะมันเงียบมากกกกก เป่าแล้วไม่รำคาญเสียง ถึงกับต้องจดชื่อยี่ห้อและรุ่นมาตามหาซื้อในประเทศไทย แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีขายแล้ว...ฮืออออออ (สำหรับคนที่อยากตำ มันคือ Panasonic ionity ค่า ที่จริงรุ่นใหม่ๆก็ออกมาเรื่อยๆนะ แต่รุ่นที่ใช้ในที่พักมันไม่มีขายแล้วเท่านั้นเอง)

    พอได้เข้าที่พัก จิตใจก็แจ่มใสขึ้นอีกหน่อย รู้สึกโล่งใจไปอีกเปาะ ต้องรีบนอนเพื่อจะได้ออกเดินทางแต่เช้า เราตั้งใจว่าจะไปเที่ยวที่ Takayama เมืองเก่าที่เขาร่ำรือกัน... แต่มันไม่เป็นไปตามแผนอีกแล้วค่ะคุณกิตติคะ!!!!



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in