TALK with Mr. NelsonBenz Thanachart
04: จีบสาวไทยครั้งแรก
  • First Time falling for Thai lady จีบสาวไทยครั้งแรก


    เบ๊น: ลุงไปเจอผู้หญิงไทยคนนี้ได้ยังไง?
    เนลสัน: เมื่อหลายปีก่อนผมไปพักอยู่บ้านเพื่อนแถวตลาดพลู และเช้าวันหนึ่งผมก็เจอเธอกำลังเต้นแอโรบิกอยู่หน้าโลตัสกับแก๊งเพื่อน

    แว้บแรกที่เห็น ผมตกหลุมรักเธอทันใด

    เธอเป็นสาววัยกลางคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เต้นอยู่แถวหน้าสุดแต่เต้นไม่ตรงจังหวะสักที ผมเห็นเธอท่าทางน่ารักและมั่นใจดีเลยอยากเข้าไปทำความรู้จัก

    เบ๊น: เอาแล้วไง
    เนลสัน: แต่ผมไม่กล้าเดินเข้าไปขอเบอร์เธอดื้อๆ แถมไม่รู้ว่าเธอมีผัวอยู่แล้วหรือเปล่า เลยด้อมๆ ไปขอเฟซบุ๊คของเธอจากแก๊งเพื่อนของเธอก่อน

    เบ๊น: ช่างเป็นวิธีที่ร่วมสมัยจริงๆ
    เนลสัน: ตอนเธอรับแอด ผมตื่นเต้นดีใจอย่างกับสอบเข้ามหา’ลัยได้ แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปทักอะไรมาก อย่างเก่งก็แค่ตามกดไลก์สเตตัสของเธอ

    ผมรู้ตัวว่าเป็นแค่ลุงฝรั่งแก่ๆ คนหนึ่ง อยู่ๆ จะให้เข้าไปทัก เธอก็คงจะไม่สนใจ ผมต้องการความมั่นใจมากกว่านี้และอยากมีความคูลแบบไทยๆ เลยไปขอคำปรึกษาจากเพื่อนคนไทยของผม

    เบ๊น: เพื่อนคุณคนนั้นคือใครกัน
    เนลสัน: แกชื่อลุงชัย อายุน้อยกว่าผมไม่เท่าไหร่ แต่แกเป็นคนที่ชิคเอามากๆ

    เบ๊น: ลุงชัยให้คำแนะนำอะไรลุงบ้าง
    เนลสัน: แกติวผมดีมาก แนะนำให้ผมลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ทั้งหมด

    เริ่มจากอาหารการกิน ลุงชัยบอกว่าผมจะกินแกงไตปลา แกงขี้เหล็ก หรือผัดผักแขนงหมูชิ้นของโปรดของผมแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันไม่ชิค โพสต์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็ไม่มีใครมาเหลียวแล ผมต้องหันมากินอาหารที่โมเดิร์นขึ้นอย่างเบเกิลแซลมอนครีมชีส เอ้กเบเนดิกต์ หรือแซนด์วิชโฮลวีตแฮมปาร์มา ซึ่งพอเขามาเสิร์ฟจะกินเลยก็ไม่ได้นะ ต้องถ่ายรูปก่อน ผมมักจะถ่ายภาพจากมุมท็อปกดลงมา บางทีก็เอาพร็อป เช่น รวงข้าวหรือผ้าปูโต๊ะลายสก็อตชิคๆ มาวางประดับด้วย จากนั้นก็ต้องปรับภาพให้แสงสว่างๆ เข้าไว้เพื่อเพิ่มความ Cozy

    เบ๊น: โหลุง กว่าจะกินได้แต่ละที ไม่ยากไปเหรอเนี่ย
    เนลสัน: เฮ้ย คุณไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า “You are what you eat แดกดูดีชีวีแจ่มใส” เหรอ

    เบ๊น: โอเคต่อ ไม่ขัดละ
    เนลสัน: ถัดจากข้าวปลาอาหารก็เป็นเรื่องเครื่องดื่ม ลุงชัยบอกว่าการจะชิคได้นั้นห้ามดื่มน้ำใบบัวบกหรือน้ำใบรางจืด มันต้องมีคลาสขึ้นมาหน่อย
     
    ง่ายสุดคือเข้าสตาร์บัคส์

    ตอนได้ยินครั้งแรกผมงงเลยว่าสตาร์บัคส์มันชิคตรงไหน ตอนผมอยู่อเมริกา สตาร์บัคส์มันเบสิกมากเลยนะใครๆ ก็กินกัน เป็นอะไรที่สามัญมาก ไม่ได้หรูไม่ได้ชิคอะไรทั้งสิ้น

    คุณลองดูอัตราค่าแรงขั้นต่ำของอเมริกาสิ ตอนนี้อยู่ที่ชั่วโมงละ 8.50 ดอลลาร์ฯ ส่วนคาราเมลมัคคิอาโต้ไซส์ทอลล์อยู่ที่ 4 ดอลลาร์ฯ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องพรีเมียมอะไรเลย คุณเดินตามท้องถนนก็จะเห็นคนงานขุดท่อหรือคนงานก่อสร้างถือดื่มเป็นเรื่องปกติ แต่พอมาเมืองไทย ไอ้เครื่องดื่มยี่ห้อนี้ดันกลายเป็นของเท่เสียอย่างนั้น ผมล่ะเหวอเลย... แต่ยังไม่ทันหายงง ลุงชัยก็แนะนำกระบวนการต่อไปว่ายูจะดื่มเลยไม่ได้ (อีกแล้ว) ต้องเข้าพิธีกรรมถ่ายรูปก่อน

    ส่วนตัว ผมมักสั่งเครื่องดื่มที่มีวิปครีมพูนๆ จากนั้นก็นำพ็อกเก็ตบุ๊คที่พกมาไปวางไว้ข้างๆ กัน ภาพที่ออกมาจะได้ดูเหมือนพวกปัญญาชนตามเมืองหลวงหน่อยๆ พอถ่ายเสร็จผมก็จัดการศัลยกรรมภาพด้วยฟิลเตอร์ให้แลดู Cozy มากขึ้น ตบท้ายด้วยการติดแฮชแท็กประมาณ #myfavouritecup #sundaymorning หรือ #goodmoment เพื่อบอกเป็นนัยๆ ว่าผมมีความสุขและล่อให้คนมาคอมเมนต์ว่า ‘ชีวิตดี’ เหมือนที่คนไทยชอบทำกัน

    เบ๊น: โอ้โห ชิคจริง
    เนลสัน: ยังไม่จบ ต่อจากเรื่องปากท้องก็มาที่เรื่องของการแต่งกาย

    ลุงชัยบอกว่าเคล็ดลับความเท่ที่ไทยนั้นง่ายมาก คือต้องแต่งตัวสวนทางกับอุณหภูมิ อยู่เมืองร้อนก็ต้องแต่งตัวให้ดูเมืองหนาว อย่างเทรนด์ตอนนี้ต้องแต่งให้ออกไปทางมินิมอลชิคแบบเจแปน

    เบ๊น: ทำไมต้องเจแปน?
    เนลสัน: อาจเพราะว่าความเป็นเจแปนมันดูแตกต่างจากสภาพแวดล้อมของไทย บ้านเมืองที่นี่มีความเซอร์เรียล ระเกะระกะ มีแต่อะไรเยอะๆ พอได้ความคลีน ความมินิมอลแบบเจแปนเข้ามาจึงดูโดดเด่นขึ้นหน่อย

    เบ๊น: ไหนลองเล่าเรื่องการแต่งกายของคุณให้ฟังหน่อยสิ
    เนลสัน: กางเกงต้องสวม Nudie แม้มันจะเกร่อสุดๆ แถมรู้ว่าร้านที่รับเข้ามาจะอัพราคาขึ้นไปจากเดิม แต่ผมเห็นวัยรุ่นที่สยามฮิตกันก็เลยอยากจะทันสมัยตามเขา ส่วนเสื้อก็ต้องเป็นเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีอ่อนโทนเดียวกับ muji และเพื่อให้ดูเป็น Autumn แบบเมืองหนาวก็ต้องสวมทับด้วยคาร์ดิแกนสีเข้มของ Fred Perry ก่อนจะตบด้วยหมวกบีนนี่ เพราะกำลังเป็นที่นิยม

    เบ๊น: มันไม่ดูลำบากดูพยายามไปเหรอ?
    เนลสัน: นั่นน่ะสิผมนี่อึดอัดไปทั้งตัว อย่างกางเกง Nudie นี่เขาบอกให้ใส่โดยไม่ซักอย่างต่ำหกเดือน เพื่อจะได้เห็นรอยเฟดของกางเกงและทำให้ดูมี Signature มากขึ้น ซึ่งทำที่เมืองนอกน่าจะพอไหว เพราะอากาศหนาวไม่ค่อยมีเหงื่อและเก็บกลิ่นได้ดี แต่พอเอามาทำที่เมืองไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนแล้วผมแม่งโคตรอึดอัดเลย ใส่ไปเดือนเดียวกลิ่นก็เริ่มออก ความชื้นและความอับสะสมที่หว่างขาจนคล้ายจะเป็นโรงงานไข่เค็ม นี่ขนาดผ้าไม่หนามากนะ ผมอยากรู้มากว่าพวกที่ใส่ยีนส์ Selvedge แบบผ้า 16 oz นี่เขาอยู่รอดได้ยังไง ผมไม่เข้าใจ

    ส่วนเสื้อผ้านั้น การใส่เสื้อหลายเลเยอร์ในเมืองไทยโคตรไม่ Practical เลย เพราะอย่างที่บอกว่าบ้านเรามันร้อน ต่อให้หนาวยังไงก็แค่ตอนเช้า แต่คนไทยก็ต้องพยายามฝืนชะตา เพราะตามหน้านิตยสารแฟชั่นแนวสตรีททั้งหลายเขาบิลด์มาทางนี้ ผมจึงต้องหาวิธีแก้ที่ปลายเหตุ คิดง่ายๆ ว่าใส่แล้วมันร้อนใช่มั้ย ยูก็ไปใส่เดินในห้างฯ สิแค่นี้ก็เย็นแล้ว ผมว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่คนไทยชอบเดินห้างฯ

    สุดท้ายคือหมวกบีนนี่ ไอ้นี่โคตรทำร้ายผมเลย ใส่แล้วอบอ้าวมาก แล้วจะถอดระหว่างวันก็ไม่ได้ เพราะใส่แล้วมันอบจนหัวเหม็น ถอดออกมาผมก็จะดูลีบ ตลก เด๋อๆ

    เบ๊น: ทำไมความชิคของคุณถึงดูเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานขนาดนี้...
    เนลสัน: ครั้งหนึ่งผมเคยถามลุงชัย ตอนนั้นผมสติแตกโวยวายลั่นเลยว่า “ทำไมความชิคในเมืองไทยมันร้อนขนาดนี้วะ?!” ลุงชัยตอบมาคำเดียวผมบรรลุถึงสัจธรรมเลย

    เบ๊น: ลุงแกบอกว่าอะไร?
    เนลสัน: “As long as you look COOL, you don’t feel HOT.”

    เบ๊น: ละ...ละ...ลึกซึ้ง
    เนลสัน: หลังจากนั้นมาผมก็เชื่อมั่นในการแต่งกายและไลฟ์สไตล์ชิคๆ ของผมมากขึ้น และเมื่อผมบากบั่นโพสต์ลงเฟซบุ๊คไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเธอคนนั้นก็เข้ามาคอมเมนต์ในรูปผม

    ก่อนคลิกเข้าไปอ่านในใจผมเต้นตูมตาม

    เบ๊น: เธอคอมเมนต์ว่าอะไร?
    เนลสัน: “มึงนี่กระแดะสัส”

    เบ๊น: เอ้า…
    เนลสัน: และนั่นก็เป็นจุดจบของการจีบสาวไทยครั้งแรกของผม T T

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in