Not today, he said.Ms.Ambiguous
Ohana
  • 31



     

    พี่อู๋จีบผมยังไงไม่รู้ ที่รู้ๆคือไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม

     

    ตื่นนอนก็เจอหน้ากัน กินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน ตอนเปิดประตูบ้านเขาก็ถามด้วยประโยคเดิมๆว่าหิวไหม กินอะไรหรือยัง วันนี้เป็นไงบ้างทำโจทย์ผิดเยอะไหม มีตรงไหนไม่เข้าใจแล้วอยากเรียนพิเศษเพิ่มหรือเปล่า สั้นๆคือมันเหมือนเดิม ไม่มีเพิ่มขึ้น ไม่มีแย่ลง หรือจริงๆพี่อู๋จีบมานานแล้วแค่ผมไม่รู้ แต่จะบอกว่าจีบก็ไม่ได้เพราะปกติมันต้องมีช่วงโปรโมชั่น พาไปกินข้าวดูหนังเหมือนที่เพื่อนผมเคยจีบสาวสมัยมอต้น ส่วนพี่อู๋ไม่เคยมีช่วงโปรกระหน่ำให้นายก้องเกียรติเลย ไม่รู้ว่าเขาทำงานจนไม่มีเวลา หรือทุกอย่างที่ทำประจำมันชัดเจนอยู่แล้วจนไม่ต้องหาโปรเสริมเพื่อซื้อใจเด็กกันแน่

     

    ผมใช้ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมเพื่อเตรียมตัวสอบจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ สนามแรกของผมคือแกทแพท หลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็สอบโอเน็ต ซึ่งทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ผมพอทำได้ในส่วนของวิชาคำนวณ แต่วิชาสามัญอย่างเคมี ชีวะ สังคมและภาษาอังกฤษค่อนข้างยากเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องชวนหงุดหงิดโมโหที่ทำให้ผมอารมณ์เสียไปหลายสัปดาห์ นั่นคือเรื่องเงิน ผมเก็บกด อึดอัด และรู้สึกถูกทอดทิ้งเพราะระบบการศึกษาของประเทศนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนไม่มีเงินอย่างกอริลลาก้องเลย

     

    การจะได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่ต้องจ่ายแน่ๆคือค่าสอบแกทแพทตัวละหนึ่งร้อยสี่สิบบาท ในเมื่อผมอยากเรียนวิศวะ ผมต้องสอบแพทสามด้วยรวมเป็นเงินห้าร้อยหกสิบบาท ใน TCAS รอบรับตรง นอกจากแกทแพทแล้วบางมหาวิทยาลัยกำหนดให้ยื่นคะแนนวิชาสามัญ หากผมอยากมีตัวเลือกเยอะๆก็ต้องสอบคณิตหนึ่ง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ ซึ่งคิดค่าสอบวิชาละหนึ่งร้อยบาทรวมเป็นเจ็ดร้อยบาท หากรวมกับแกทแพทอีกสี่ตัวด้านบนจะเป็นเงินทั้งหมด – หนึ่งพันสองร้อยหกสิบบาท

     

    ตั้งหนึ่งพันสองร้อยหกสิบบาท

     

    ไอ้หน้าเงิน

     

    ใครก็ตามที่คิดระบบจุกจิกนี่ขึ้นมา ขอให้รู้ไว้เถอะว่ามันสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับเด็กที่ไม่มีตัวเลือกอย่างผม ถ้าสมมติว่าผมโชคร้ายไม่ได้เจอพี่อู๋ ไม่มีเงินติดตัวห้าร้อยบาทจากลุงชัย ไม่มีติ๊บจากแนและเงินกินขนมจากคุณย่า คิดว่าผมจะหาเงินจากไหนไปสมัครสอบ ยัง – ยังไม่จบแค่นี้ ทั้งๆที่จ่ายค่าสมัครสอบแล้ว ผมยังต้องจ่ายค่าเลือกอันดับอีกหกตัวตัวละหนึ่งร้อยบาท รวมค่าดำเนินการอีกห้าสิบบาทรวมเป็นหกร้อยห้าสิบ เมื่อรวมกับค่าสมัครสอบหนึ่งพันสองร้อยหกสิบบาท เท่ากับว่า TCAS รอบรับตรง นายก้องเกียรติต้องจ่ายเงินทั้งหมด –

     

    หนึ่งพันเก้าร้อยสิบบาท

     

    เงินหนึ่งพันเก้าร้อยสิบบาทที่ต้องจ่ายเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย

     

    อย่างที่บอกไปว่าโชคดีที่นายก้องเกียรติมีพี่อู๋ เงินหนึ่งพันเก้าร้อยสิบบาทจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเด็กกำพร้าอย่างผม แต่มองในมุมกลับกัน เด็กคนอื่นๆที่ไม่มีเงินมากพอก็เท่ากับว่าแทบไม่มีตัวเลือกเยอะๆ ยังดีที่ผมรู้ตัวว่าเรียนหมอไม่ได้ เพราะถ้าอยากเรียนหมอจริงๆ ต้องจ่ายค่าความถนัดแพทย์อีกแปดร้อยบาท ซึ่งพูดกันตามตรงนะ ประเทศนี้มันเหมาะกับคนมีอันจะกิน พวกไร้พ่อแม่ ไร้เงินสนับสนุนจากทางบ้านแบบผมไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากหรอก

     

    สรุปว่าไอ้ระบอบส้นตีนนี่มันออกแบบมาเพื่อใครวะ ในเมื่อมันไม่เอื้อกับอนาคตของชาติแล้วจะสร้างมาเพื่ออะไร ผมล่ะโมโหจริงๆ

     

    ผมคับแค้นกับความอยุติธรรมของประเทศนี้เป็นวันๆ ที่แค้นเพราะเงินส่วนตัวไม่พอกับการสมัครสอบ ผมต้องคลานเข่าเข้าไปหาพี่อู๋ ต้องกราบลงบนตักเขาเพื่อบอกว่าขอยืมเงินไปจ่ายค่าเลือกอันดับได้ไหมครับ ผมขาดอีกเจ็ดร้อย ผมอยากเลือกหกอันดับไว้เผื่อร่วงจริงๆ ซึ่งพี่อู๋ก็ใจป๋ากระเป๋าหนาเหมือนเดิม เขาให้เงินมาสองพันไปจัดการเรื่องสอบให้เรียบร้อยโดยไม่ถามซักคำว่าทำไมต้องใช้เงินเยอะ แต่พอรู้ตอนหลังว่าระบอบมันเก็บเงินเด็กทุกด่าน พี่อู๋นี่แหละกลายเป็นเครื่องจักรด่าระบอบการศึกษา เราเคยกินข้าวไปด่าไป ด่า ด่า ด่า ด่าถึงความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ด่าหน่วยงาน ด่ากระทรวง ด่าพวกผู้ใหญ่ที่ไม่ช่วยเหลือเด็กยากจน ด่าลามไปถึงรัฐบาลทหารจนผมต้องบอกว่าพอก่อน เผื่อข้างห้องได้ยิน เดี๋ยวเราจะได้ไปค่ายทหารแทนมหาวิทยาลัย

     

    หลังหมดเทศกาลสอบ กอริลลาก้องที่เครียดมาตลอดหลายเดือนก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับผู้ปกครองอยู่เกือบเดือน แต่เพิ่งกลับมาเครียดอีกครั้งตอนเลือกมหาวิทยาลัยรอบรับตรง ผมมีโอกาสเลือกแค่หกอันดับ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคณะวิศวะที่อยากเรียน แต่ความยากของการเลือกคือเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน อย่างจุฬาใช้แค่แกท แพทหนึ่งและแพทสาม เกษตรศาสตร์ใช้แกท แพทหนึ่ง แพทสามและโอเน็ตภาษาอังกฤษซึ่งมีข้อแม้อีกว่าแกทแพทต้องได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ส่วนมอขอนแก่นใช้วิชาสามัญสี่ตัว ดังนั้นจะเลือกแต่ละอันดับไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

     

    ผมปรึกษาพี่อู๋ว่าควรเลือกที่ไหนดี คะแนนแกทแพทของผมเกินค่าเฉลี่ยก็จริงแต่ไม่รู้ว่ามากพอจะเข้าจุฬา เกษตร หรือลาดกระบังไหม พี่อู๋แนะนำให้วางจุฬาไว้บนสุด ส่วนอันดับอื่นๆค่อยๆไล่คะแนนจากสูงไปต่ำ แต่ก็ต้องเรียงตามมอที่อยากเรียนด้วย ไม่ใช่ว่าอยากเรียนลาดกระบังเหมือนสมาร์ทแต่เลือกไว้อันดับท้ายๆเพราะคิดว่าคงพลาดอันดับต้นๆ เผื่อฟลุ๊กติดอันดับบนขึ้นมาอดเลยนะลาดกระบัง ต้องเรียนที่ที่สอบได้แทน

     

    ดังนั้นอันดับหนึ่งของ TCAS รอบที่ 3 ของนายก้องเกียรติคือวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     

    อีกห้าอันดับคือเกษตรศาตร์ ธรรมศาสตร์ และวิศวะสามพระจอม

     

    ผมไม่ค่อยมั่นใจคะแนนที่มีอยู่ในมือเท่าไหร่ แต่คนเราถ้าไม่ลองเสี่ยงก็ไม่รู้นี่จริงไหม ดังนั้นสิ่งที่นายก้องเกียรติทำได้มีแค่สวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญสติภาวนาเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเองสอบได้ ช่วงสิบวันว่างๆ ผมจึงพยายามหาความสุขใส่ตัวเองพร้อมกับจินตนาการถึงอนาคตอันแสนหวาน ผมคุยกับพี่อู๋ทุกวันว่าถ้าได้จุฬาจริงๆเขาจะดีใจไหม พี่อู๋ตอบยิ้มๆว่าดีใจ ก้องได้ที่ไหนพี่ก็ดีใจทั้งนั้น

     

    พอไม่มีคนคอยเบรก ผมยิ่งเพ้อเจ้อไปใหญ่ ผมคิดไกลถึงขนาดเห็นตัวเองสวมชุดครุยสีขาวของจุฬา เห็นภาพตัวเองเป็นวิศวกรเก่งๆที่ทำเงินได้เดือนละหกหลัก ถ้าทุกอย่างเป็นจริงนะ ผมจะคืนเงินให้พี่อู๋ก่อนเลย หลังจากนั้นก็จะตอบแทนบุญคุณของพี่อู๋ด้วยการซื้อของดีๆให้เขา พาไปกินของแพงของอร่อยในห้าง ชวนกันไปเที่ยวต่างประเทศเหมือนที่คนรวยๆเขาทำกัน ผมกับเขา — เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่ควรเป็น

     

    ตลอดสิบวันที่รอผลสอบมีทั้งความกระวนกระวายและอารมณ์ฟุ้งๆชวนฝัน นายก้องเกียรติมัวแต่หมกมุ่นกับโลกใหม่สวยงามของตัวเองจนไม่ทันได้เตรียมใจ ดังนั้นวันที่ผล TCAS รอบ 3 ประกาศ ผมจึงล้มทั้งยืน เพราะทั้งหกอันดับที่ยื่นไม่มีที่ไหนต้อนรับผมเลย

     

     

     

     

     

    ผมร้องจนเหนื่อยตั้งแต่ก่อนพี่อู๋เลิกงาน แต่พอคุณอิศรินทร์เปิดประตูเข้ามาในบ้าน ผมก็ร้องไห้อีก

     

    พี่อู๋คงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เผลอๆเขารู้ตั้งแต่วันที่ผมเพ้อเจ้อแล้วว่าหกอันดับที่เลือกมันเสี่ยงเกินไป ดังนั้นตอนที่คิดได้ ผมจึงคุกเข่ากราบเท้าขอโทษพี่อู๋ คุณอิศรินทร์ตกใจใหญ่เลยที่จู่ๆผมก็ร้องไห้จะเป็นจะตาย เขาถามว่ากราบเขาทำไม ขอโทษเขาทำไม ผมจึงบอกว่าเพราะผมสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ เงินก้อนของพี่สูญเปล่าแล้ว TCAS รอบ 3 คะแนนของผมไม่ถึงที่ไหนเลย

     

    “แต่มันยังมีรอบสี่ไม่ใช่เหรอก้อง?”

     

    พี่อู๋พยายามทำหน้าที่ผู้ปกครองที่ดีด้วยการให้กำลังใจแต่ไม่มีอะไรช่วยได้ ผมกอดขาเขาแล้วร้องไห้นานเป็นชั่วโมงจนพี่อู๋ไม่ได้กินข้าว ผมเอาแต่ร้อง ร้อง ร้องจนงีบหลับบนโซฟา ตื่นมาเห็นพี่อู๋กินมาม่าก็ร้องอีก จริงอยู่ที่คุณอิศรินทร์ไม่ด่าไม่ว่าซักคำที่ทำพลาด แต่จิตสำนึกตอกย้ำตลอดว่ามึงมันห่วยแตก ขนาดเรียนพิเศษก็ยังได้คะแนนไม่ดีเหมือนคนอื่น ขนาดมีเวลาอ่านหนังสือวันละเจ็ดแปดชั่วโมงก็ยังแพ้รุ่นน้องที่ต้องแบ่งเวลาไปโรงเรียน ผมนี่มันโง่จริงๆ มีต้นทุนมากกว่าคนอื่นแท้ๆแต่ยังประสบความสำเร็จไม่ได้

     

    “ก้องฟังพี่นะ – มันยังมีโอกาสอีกรอบ ก้องไม่ต้องเสียใจ”

     

    พี่อู๋เช็ดน้ำตาให้ เขาแสดงออกว่าเป็นห่วงผมมากเพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปทำงาน ส่วนกอริลลาขี้แพ้ต้องอยู่ห้องคนเดียวกับใจพังๆที่ไม่น่าจะเข้มแข็งเร็วๆนี้ ยังดีที่คุณอิศรินทร์ไม่เอาแต่พูดว่าก้องทำได้ ก้องสู้ๆ แต่เขาต่อสายตรงหาลูกพี่ลูกน้องที่เรียนวิศวะลาดกระบังให้ทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ เขาให้ผมคุยกับสมาร์ทเพื่อปลุกขวัญและกำลังใจโดยลืมไปว่าน้องชายเขาคนนี้มันเป็นอัจฉริยะมาเกิด สมาร์ทกับผมไม่เท่ากัน

     

    “ร้องไห้ทำไม ไร้สาระน่า” สมาร์ทปลอบแบบฮาร์ดคอร์ แต่นายก้องเกียรติก็ยังร้องสะอื้นพูดไม่รู้เรื่องอยู่ดี “เพื่อนเราหลุดรอบสามตั้งหลายคน ไม่ได้ซักที่เหมือนกัน เพิ่งจะได้ที่เรียนตอนรอบสี่นี่แหละ เพราะงั้นอย่าไปเศร้ามาก ก้องไม่ใช่คนเดียวที่ปิ๋ว”

    “สมาร์ทได้รอบสามหรือรอบสี่?”

    “สาม”

     

    ผมร้องไห้ใส่โทรศัพท์

     

    “แต่เราก็ไม่ติดจุฬาเหมือนกันนะ”

    “แล้วอีกห้าอันดับอ่ะ?”

    “ติดหมด”

     

    ผมปล่อยโฮหนักกว่าเดิมแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้ผู้ปกครองเพื่อหนีไปฟุบหน้าฟูมฟายกับโซฟาต่อ สมาร์ทรีบอธิบายใหญ่เลยว่า TCAS รุ่นเขาให้ติดทุกอันดับ ส่วนรุ่นผมโดนตัดให้เหลือแค่ที่เดียว ถ้าเขาสอบปีเดียวกับผมก็คงติดที่เดียวแหละ ไม่ติดตั้งห้าอันดับหรอก

     

    “มันไม่ใช่ว่าติดกี่ที่ ปัญหาคือเราไม่ติดซักที่ไง” ผมอธิบายไปสะอื้นไป

    “แล้วไง สอบติดแปลว่าให้กำลังใจคนที่ไม่ติดไม่ได้เหรอ?”

     

    พอเถอะ ผมไม่อยากคุยกับสมาร์ทแล้ว เขาเก่งเกินไป เขามันยอดพีรามิดที่ผมไม่มีวันขึ้นไปได้ สมาร์ทเองก็คงเข้าใจว่าผมไม่อยู่ในภาวะรับฟังอะไรก็เลยยอมวางสายก่อน พอเห็นกอริลลาซึมหนักกว่าเดิมเขาจึงกดโทรหาพี่จีน และพี่จีนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาหัวเราะก๊ากใส่โทรศัพท์แล้วบอกว่าเลือกอันดับมั่นโหนกแบบนั้น ติดก็บ้าแล้ว

     

    “มึงเลือกจุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร แล้วก็สามพระจอมเลยเหรอก้อง?” เขายังคงหัวเราะในขณะที่ผมร้องไห้จะเป็นจะตาย “ไอ้ควาย”

     

    เออ ผมมันควาย ผมมันโง่ที่สอบเข้าไม่ได้

     

    “รอบรับตรงยากอยู่แล้วเพราะมันถูกรวบยอดมาระบบกลาง พวกเด็กเก่ง พวกหัวกะทิก็ต้องโดนช้อนก่อน มันเป็นธรรมดาหรือเปล่าวะ?” พี่จีนปลอบใจ “ละรอบสี่มันให้เลือกกี่อันดับ?”

    “สี่ครับ”

    “มึงตัดจุฬาทิ้งไปเหอะ เก็บอันดับไว้เลือกที่ที่เป็นไปได้ดีกว่า”

    “มันก็ต้องตัดแหละพี่ ผมคงไม่มีวันได้เรียนจุฬาแล้ว”

    “เออ ไว้เรียนปริญญาโทก็ได้ ตอนนี้เอาปริญญาตรีไว้ก่อน”

     

    พี่จีนบอกก่อนจะแนะนำการเลือกมหาวิทยาลัยอีกเล็กๆน้อยๆอย่างวิทยาเขตก็สำคัญ พี่จีนไม่ใช่คนเรียนเก่ง ดังนั้นเขาไม่เสี่ยงเลือกเกษตรเขตบางเขนหมดสี่อันดับ เขาบอกว่าเรียนที่ไหนก็ได้ ขอแค่เป็นคณะที่ชอบก็แฮปปี้เหมือนๆกัน หากนายก้องเกียรติอยากเพลย์เซฟซักอันดับ เก็บเกษตรกำแพงแสนไว้ในอ้อมใจด้วยนะจ๊ะ บรรยากาศดี ต้นไม้สวย รวยเจ้าถิ่น ขอบคุณครับ

     

    หลังวางสายจากพี่จีน ผมก็นั่งปาดน้ำตาเงียบๆคนเดียวอยู่บนโซฟา ส่วนคุณอิศรินทร์ปลีกตัวไปล้างถ้วยชามที่กองทิ้งไว้ตลอดทั้งวันแทนนายก้องเกียรติ อย่าให้ต้องบรรยายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้เลย ผมพูดอะไรไม่ออกนอกจากปล่อยให้น้ำตาไหลเท่านั้น พี่อู๋ทนเห็นกอริลลานั่งจมกองน้ำตาได้ไม่นานก็ชวนออกไปกินข้าวข้างนอก ผมถามเขาว่าดึกขนาดนี้จะไปไหนได้ คุณอิศรินทร์ให้คำตอบทันทีว่า

     

    “แมคโดนัลด์”

     

    ผมบอกพี่อู๋ว่าไม่อยากไป แต่เขาก็ลากนายก้องเกียรติออกจากห้องจนได้ นาฬิกาบอกเวลาว่าสามทุ่มสิบหกนาที เราสองคนมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ชื่อแมคโดนัลด์

     

     

     

     

    พี่อู๋ไม่น่าพาผมมาที่นี่เลย ถึงมาก็ได้แต่นั่งน้ำตาไหลหน้าเฟรนช์ฟรายส์ลดราคา ผมไม่มีกะจิตกะใจชวนเขาคุยหรือวางแผนอนาคตนอกจากร้องไห้และด่าตัวเองซ้ำๆในใจ ส่วนพี่อู๋ที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็สนองความต้องการของผมด้วยการปล่อยให้นายก้องเกียรติจมอยู่กับความผิดหวังของตัวเองเพียงลำพัง เขาปล่อยให้ผมนั่งมองเฟรนช์ฟรายส์เกือบชั่วโมงจนเห็นว่าคงไม่รู้สึกดีขึ้นมากกว่านี้จึงชวนออกจากร้าน เขาบอกว่าไปขับรถเล่นกันหน่อย ก้องอาจจะสบายใจขึ้นถ้าได้ออกไปสูดอากาศนอกห้องบ้าง

     

    ตอนนั่งในรถ ผมเอาแต่เหม่อเลยไม่ได้ดูว่าพี่อู๋กำลังพาไปไหน  รู้ตัวอีกทีวีออสของเขาก็จอดในลาดจอดใต้สะพานแล้ว ตอนพี่อู๋ลงจากรถมาเปิดประตูให้ ผมถึงเห็นภาพเก่าๆที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีก่อน สิบเอ็ดเดือนที่แล้วเราเจอกันที่นี่ บนสะพานพระรามแปด พี่อู๋ขับรถมาเจอผมตอนกำลังจะฆ่าตัวตาย

     

    ผมไม่ได้ถามผู้ปกครองว่าเรากลับมาที่นี่ทำไม แต่พอเขาออกเดิน ผมก็เดินตามไปจนถึงจุดที่เราเคยคร่อมราวสะพานด้วยกัน ผมจับรั้วสีเทาแล้วก้มมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ข้างล่าง พี่อู๋เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เขาไม่ได้จับราว แต่กุมมือนายก้องเกียรติเอาไว้หลวมๆ

     

    “จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม”

     

    ผมพยักหน้า ตอนนั้นไม่รู้นึกยังไงถึงล้มเลิกความตั้งใจกระโดดสะพาน แต่เอาเป็นว่าคำพูดของคนแปลกหน้าที่ยืนข้างๆไม่เคยเป็นเรื่องโกหกเลย ทั้งที่บอกว่าจะพาไปกินสตาร์บัคส์ จะพาไปตะลอนกินของอร่อยๆที่ไม่เคยกิน จนถึงตอนนี้พี่อู๋ก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ อาจจะไม่บ่อยเท่าตอนว่างงาน แต่เรายังคงหาของอร่อยๆกินด้วยกันเสมอ

     

    “ก้องมาไกลมากแล้วนะ”

     

    ครับ ผมรู้ ผมรู้ว่าตัวเองมาไกลมาก เดือนหน้าก็จะครบหนึ่งปีที่ผมตั้งใจจะจบชีวิตตรงนี้ พอนึกย้อนดูตัวเอง ผมไม่ได้เป็นก้องคนนั้นแล้ว ผมไม่ใช่เด็กอายุสิบเจ็ดที่มายืนบนสะพานแล้วรู้สึกว่ามันน่ากระโดด ตอนนี้ผมคือนายก้องเกียรติที่อยู่ในช่วงกำลังโตเป็นผู้ใหญ่และผิดหวังกับการตัดสินใจของตัวเอง แต่ถ้าถามว่าอยากตายไหม? ไม่ ผมไม่อยากตาย

     

    ผมไม่อยากตาย

     

    ผมแค่ผิดหวัง แต่ผมไม่อยากตาย เพราะผมมาไกลเกินกว่าจะถอยกลับอย่างที่พี่อู๋พูด ผมเสียใจ ผมหดหู่ แต่ผมไม่อยากตายเพราะรู้ว่าตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกแล้ว ผมมีพี่อู๋เป็นครอบครัว เป็นผู้ปกครองที่ให้คำปรึกษาอย่างดีตลอด ถ้าผมตาย เขาต้องสาปแช่ง เผาพริกเผาเกลือ จ้างหมอผีมาสะกดวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิดเพื่อเป็นการลงโทษที่ทิ้งเขาไปแน่ๆ

     

     “ก้องยังเหลือรอบสี่รออยู่ รอบนี้เราก็วางแผนกันดีๆ พี่ว่ายังไงมันต้องมีซักที่แหละที่ได้ คะแนนก้องก็ไม่แย่ แต่เก็งพลาดไปหน่อย ถ้าจะเรียนมหาวิทยาลัยยังไงก็ได้อยู่แล้ว แค่มอดังไม่ใช่ที่ของเรา ไม่ได้แปลว่าชีวิตมันจบสิ้นนะก้อง”

    “ผมรู้” ผมบอกเขาเสียงสั่นแล้วร้องไห้อีกรอบ “ผมแค่อยากทำให้พี่ภูมิใจ”

    “อย่าให้พี่ต้องพูดซ้ำเลยก้อง มันเหนื่อย ไดอะล็อกมันจำเจ” พี่อู๋กอดคอผมแน่น “ไม่ว่ามอไหน จะเหนือหรือใต้ จะใหญ่หรือเล็ก พี่ส่งก้องเรียนได้ทุกที่ พี่ภูมิใจในตัวก้องไม่ว่าก้องจะเป็นอะไร เป็นวิศวะ เป็นลิง เป็นหมา เป็นขวดนมเปรี้ยว พี่ก็ภูมิใจหมดขอแค่ก้องเป็นเด็กดี”

     

    พอเขาพูดจบ กอริลลาก้องก็กอดผู้ปกครองและร้องไห้โฮอยู่พักใหญ่ พี่อู๋ไม่ว่าอะไรที่นายก้องเกียรติฟูมฟายจะเป็นจะตาย เขาบอกว่าอยากร้องก็ร้อง ไม่เห็นเป็นไร แต่ร้องไห้เสร็จเมื่อไหร่ต้องฮึบสู้ต่อนะ ชีวิตมันไม่ได้จบตรงนี้ ยังเหลือ TCAS รอบสี่เป็นความหวังอยู่ หรือต่อให้พลาดอีกก็ไม่เป็นไร เรียนรามฯก็ได้ คนที่เรียนจบรามฯถือว่าเก่งไม่แพ้เด็กมหาวิทยาลัยรัฐเหมือนกัน

     

    คำพูดของเขาทำผมร้องไห้จนเชิ้ตสีขาวเปื้อนน้ำตากับขี้มูกเป็นวงกว้าง ผมขอโทษผู้ปกครองและบอกว่าพรุ่งนี้จะรีบซักให้ ว่าแต่ขอยืมเนกไทได้ไหมครับ ผมอยากยืมมาเช็ดน้ำตาหน่อย พี่อู๋หัวเราะขำและจัดให้ตามคำขอ เขาเช็ดน้ำมูกน้ำตาออกจากหน้านายก้องเกียรติให้โดยไม่รังเกียจ เขารอเวลาจนกระทั่งผมรู้สึกดีขึ้นถึงถามว่าหิวไหม อยากกินอะไรหรือเปล่า ผมบอกเขาว่าเอาจริงๆตอนนี้ผมเครียดจนกินอะไรไม่ลง แต่ถ้าพี่อยากไปไหน ผมไปด้วยก็ได้

     

    “ไปกินหมูปลาร้าที่ข้าวสารกัน”

     

    คุณอิศรินทร์ชวน ดังนั้นอีกยี่สิบนาทีต่อมาเราจึงยืนอยู่หน้ารถเข็นหมูปิ้งในตรอกเล็กๆ เมื่อคนขายเห็นหน้าพี่อู๋ก็เอ่ยทักทันทีว่าไม่มาตั้งหลายเดือน เป็นไงบ้าง แต่งตัวเสียหล่อ เพิ่งเลิกงานหรือครับ

     

    “ครับ ผ่านมาแถวนี้ก็เลยพาเด็กมากิน”

     

    พี่อู๋วางมือบนหัวของกอริลลาก้องเบาๆเป็นเชิงแนะนำ เขาสั่งหมูย่างตั้งยี่สิบไม้กับข้าวเหนียวสามห่อ ผมยังไม่มีกะจิตกะใจกินก็เลยแทะแต่หมูและเหลือข้าวเหนียวให้พี่อู๋กิน แต่ลองกัดคำแรก อาการเบื่ออาหารไม่อยากกินก็หายไป ผมก็ตาลุกวาวและรูดหมูเข้าปากจนหมดไม้

     

    “อร่อยเนอะ”

     

    คุณอิศรินทร์พูดเมื่อนายก้องเกียรติเริ่มหยิบไม้ที่สี่มากิน ผมบอกพี่อู๋ว่าอร่อยมากครับ เนื้อหมูเหนียวนุ่มกำลังดี กลิ่นถ่านย่างที่ติดมากับเนื้อก็หอมมาก น้ำจิ้มก็อร่อย เสียดายที่เผ็ดไปหน่อยแต่โดยรวมแล้วอร่อยดี เรานั่งจกข้าวเหนียวหมูย่างบนเสื่อริมถนนจนหมดถาด แม้แต่แตงกวาผมก็กินเกลี้ยงไม่เหลือซักชิ้น มื้อดึกวันนี้อร่อยจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าพรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า คุณอิศรินทร์คงชวนเดินเล่นแถวนั้นต่อแน่ๆ

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าเที่ยงคืนสามนาที พี่อู๋เพิ่งพากอริลลาหน้าเศร้าถึงบ้านที่ลาดพร้าว เราสองคนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน ทันทีที่หัวถึงหมอน พี่อู๋ก็หลับสนิทเหมือนตาย ส่วนนายก้องเกียรตินอนหัวใจสลายเพราะฝันไม่เป็นจริง ผมร้องไห้จนเริ่มหายใจติดขัด สูดจมูกฟืดฟาดหลายหนเพื่อเอาอากาศเข้าปอด พอคุณอิศรินทร์ได้ยินเสียงร้องเขาก็พลิกตัวนอนตะแคงแล้วลูบแก้มเปียกๆของนายก้องเกียรติทั้งๆที่ยังหลับตา ผมที่โหยหาการปลอบประโลมจากพี่อู๋รีบโผกอดเขาแล้วร้องไห้ พี่อู๋ถามว่าถ้านอนไม่หลับ ฟังพี่ท่องสคริปพรีเซนต์โปรเจ็คพรุ่งนี้ดีไหม พอกอริลลาก้องตอบว่าได้ ภาษาญี่ปุ่นงึมงำๆยาวเป็นบทสวดก็ดังขึ้นทันที

     

     นานินานินานิบลาบลาเดส โคะโนะคิไคบลาบลาบลาเดส โสะชิเตะ บลาบลาเดส – เดส โซะเรนิ บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาเดสงะ บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา เดส บลาบลาบลาดาเคะจะนะคุเตะ บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาเดส บลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลาบลา –

     

    จนผมหลับคาอกเขาไปเลย

     

     

     

     

     

     

    ผมเป็นกอริลลาเน่าอยู่สามวัน วันที่สี่ของการจมอยู่ในห้วงความผิดหวัง ผมตัดสินใจดึงตัวเองให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนด้วยการโกนหนวด

     

    ผมมองเงาในกระจก มองตาที่บวมเป็นถั่วแดงอยู่หลายนาทีจนเริ่มมีความคิดว่าแบบนี้ไม่ได้แน่ ผมต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อไม่ให้ผลของความทุ่มเทเสียเปล่า ดังนั้นเช้าวันที่สี่ ผมกินข้าวผัดกะเพราจนหมดกล่อง กินน้ำอัดลมหนึ่งขวด และไอศกรีมหนึ่งแท่งระหว่างวางแผนจัดอันดับ TCAS รอบสี่ ตอนนี้ผมตัดจุฬาทิ้งและวางเครื่องกลเกษตรบางเขนเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือแมคคาทรอนิกส์ลาดกระบัง อันดับสามเครื่องกลเกษตรกำแพงแสน และอันดับสุดท้าย เครื่องกลศิลปากร

     

    ผมเช็กอันดับตัวเองซ้ำมาไปซ้ำมาหลายหน เทียบกับสถิติของปีก่อนๆจนแน่ใจแล้วว่าคะแนนที่อยู่ในมือจะไม่หลุดอันดับสุดท้าย แต่เพื่อความชัวร์ผมขอให้พี่อู๋ช่วยดูอีกครั้ง เขาบอกว่าไม่หลุดแน่ๆ ยังไงก็ไม่หลุด รู้ไหมว่าคะแนนที่ก้องมีซื้อทองได้เลยนะ

     

    “หน่วยเป็นคะแนนครับ ไม่ใช่บาท” ผมรับไม่ได้กับมุกนี้ “ถ้าผมต้องไปเรียนกำแพงแสนหรือศิลปากรจริงๆ พี่โอเคไหมครับ? จากลาดพร้าวไปนครปฐมมันไกลนะ”

    “ไกลอะไร นครปฐมนครศรีฯพี่ก็เคยขับมาแล้ว แค่นี้จิ๊บๆ”

    “ถ้าได้ลาดกระบังล่ะครับ?”

    “ไม่มีปัญหา”

    “ถ้าได้เกษตรอ่ะ?”

    “พี่จะขับรถไปรับทุกวันเลย!”

     

    พี่อู๋ตื่นเต้นเพราะบางเขนอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ถ้าสมมติผมได้เรียนเกษตรบางเขนจริงๆคงดีกับเราทั้งคู่ พี่อู๋ไม่ต้องเสียค่าหอเพิ่ม ส่วนผมได้กลับมานอนบ้านทุกวันไม่ต้องปรับตัวเยอะ ก็คงเหมือนสมัยไปโรงเรียนที่ตื่นเช้าเย็นเพื่อมากินข้าวกับแม่ แค่ตอนนี้เปลี่ยนจากแม่เป็นพี่อู๋เท่านั้นเอง

     

    วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหมือนกลั่นแกล้ง นายก้องเกียรติใช้ชีวิตด้วยความกระวนกระวายแทบตลอดเวลา ช่วงกลางวันผมนอนกดมือถือ อ่านการ์ตูนออนไลน์บ้าง ดูยูทูปบ้างจนหมดวัน พอพี่อู๋กลับห้องก็นั่งกินข้าวด้วยกันสองคน บางวันก็เล่นเปียโนให้เขาฟัง บางวันก็เอาใจเขาด้วยการบีบนวดตามปกติ แต่มันเป็นสองอาทิตย์ที่โคตรทรมาน มันเจ็บจี๊ดในใจทุกครั้งที่เห็นเด็กรุ่นเดียวกันโพสต์อวดคะแนนบนเว็บบอร์ด สองหมื่นสี่เข้าวิศวะเกษตรได้ไหมครับ สองหมื่นสองพอจะเข้าลาดกระบังได้ไหมครับ เขาว่ากันว่าปีนี้คะแนนเฟ้อจริงเปล่า ที่บอกว่าเกษตรกำแพงแสนรับเด็กน้อยลงสรุปเป็นความจริงหรือข่าวลือกันแน่

     

    แหม – ปั่นเก่ง ลูกอีช่างปั่น

     

    ดังนั้นนายก้องเกียรติผู้มีในมือแค่หนึ่งหมื่นแปดพันปลายๆจึงเลิกเข้าเว็บพวกนั้นถาวรและเอาเวลาในแต่ละวันไปนอนดูเน็ตฟลิกซ์และเล่นผลไม้บนโทรศัพท์แทน

     

    ห้าวันสุดท้ายก่อนประกาศผล พี่อู๋ยอมเสียสละวันหยุดเสาร์อาทิตย์พากอริลลาก้องไปเล่นน้ำไกลถึงหัวหิน ทีแรกผมคิดว่าเราไปทะเล แต่พี่อู๋บอกว่าไม่ใช่ เขาจะพาผมไปเที่ยวสวนน้ำต่างหาก

     

    “โอโห – สวนน้ำเหรอครับ?”

     

    ผมตื่นเต้นตามประสาเด็กไม่เคยได้ไปที่ใหม่ๆ ผมเคยเห็นโฆษณาในอินเทอร์เน็ตหลายครั้งแต่ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปมาก่อน หนึ่งเพราะมันไกล สองเพราะไม่มีเงิน และวันนี้เสี่ยอู๋ใจป้ำก็สานฝันกอริลลาตาดำๆด้วยการพาไปซื้อกางเกงและแว่นตาว่ายน้ำเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ผมถามพี่อู๋ว่านึกยังไงถึงพาไปเที่ยวสวนน้ำ เขาบอกว่าได้บัตรลดราคามาจากลูกค้า เห็นช่วงนี้ก้องเครียดก็เลยอยากพาไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

     

    เช้าวันเสาร์ เราออกเดินทางแต่เช้ามุ่งหน้าสู่หัวหิน สวนน้ำที่เราจะไปเที่ยวมีบ้านพักอยู่ในตัว พี่อู๋ก็เลยจองไว้หนึ่งคืนเพื่อความสะดวกจะได้ไม่ต้องขับรถไปกลับให้เหนื่อย ทันทีที่ถึงสวนน้ำ ผมก็ร้องว้าว ว้าว ว้าวอยู่หลายหน น้ำที่นี่เป็นสีฟ้าใสแจ๋ว เครื่องเล่นสไลด์เดอร์ก็เยอะจนเลือกไม่ถูก มีทั้งแบบเป็นท่อขดวนหลายรอบ มีอันหนึ่งสูงเท่าตึกสี่ชั้นด้วย แน่นอนว่านายก้องเกียรติไม่ยอมพลาด ผมเล่นสไลด์เดอร์แทบทุกแบบอยู่หลายรอบจนพี่อู๋เหนื่อย เขาคงแก่เกินไปจนไม่รู้สึกตื่นเต้นกับเครื่องเล่นพวกนี้แล้ว 

     

    ผมชอบมาก ตอนเล่นกระดานลื่นสูงเท่าตึกสี่ชั้นนี่เสียวไส้แทบแย่ และมีสไลด์เดอร์อันหนึ่งต้องนั่งบนเรือยางที่เล่นได้สองคน ผมขอให้พี่อู๋เล่นเป็นเพื่อนอยู่ตั้งสามรอบกว่าจะยอมเล่นอย่างอื่นบ้างเพราะมันสนุกจริงๆ ยิ่งตอนที่ผ่านอุโมงก์มืดๆนะ โอโห – ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนลุ้นผล TCAS รอบสามเพราะไม่รู้ว่าอุโมงก์มันสิ้นสุดตรงไหน หมุนซ้ายกี่รอบ หมุนขวากี่รอบ ควงสว่านฟิ้วๆจนไส้ขดเป็นก้อนกว่าจะถึงน้ำ เล่นเอาพี่อู๋อ้วกเกือบแตก เขายกธงขาวไม่เล่นแล้ว ขอเฝ้านายก้องเกียรติเล่นตามประสาผู้ปกครองดีกว่า

     

    พอเล่นไปซักพักท้องก็เริ่มร้อง พี่อู๋จึงพาเด็กในปกครองไปกินมื้อเที่ยงที่ศูนย์อาหาร ผมสั่งแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นโตกับไอศกรีม เราถ่ายรูปมื้ออาหารและบันทึกภาพความทรงจำไว้เป็นที่ระลึกด้วย ในรูปผมยิ้มจนแก้มแตก เพราะผมสนุกและมีความสุขตามประสาเด็กอายุสิบเก้าที่เพิ่งได้มาสวนน้ำเป็นครั้งแรก หลังกินเสร็จผมก็ขอให้พี่อู๋พาไปเล่นโซนทะเลจำลอง โซนนี้เขาปล่อยคลื่นเทียมด้วย ผมอยากลองสัมผัสประสบการณ์โต้คลื่นเหมือนในหนังบ้าง คุณอิศรินทร์ก็จัดให้ตามคำขอ ตอนบ่ายเราถือโฟมว่ายน้ำไปคนละหนึ่งอัน เล่นโต้คลื่นที่สูงสามเมตรกันเกือบหมดวันก่อนจะปิดท้ายด้วยการนั่งเล่นบนแพยางเอื่อยๆในสระน้ำวน

     

    ผมนั่งบนแพสีฟ้าตรงข้ามกับพี่อู๋ เราสวมแว่นกันแดดและหมวกสานเหมือนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติคอยถ่ายรูปบรรยากาศ ทีแรกผมตกใจมากเพราะพี่อู๋ทำไอโฟนหล่นน้ำ แต่เขาบอกว่าใส่เคสป้องกันเรียบร้อย ถึงเปียกน้ำเข้าก็ช่างมันเพราะเครื่องที่เขาใช้ตกรุ่นมาหลายปีแล้ว

     

    เราใช้เวลาช่วงเย็นนอนคุยกันบนแพ ผมเอาขาพาดบนพุงกะทิของพี่อู๋ ส่วนเขาเอาขาจุ่มน้ำเพราะไม่กล้าหือนายก้องเกียรติ แหงสิ -- ผมตัวแห้งกรอบเป็นไม้กระดานขนาดนี้ ขืนมีขาหนักสามตันมาวางพาดอีกคงตายก่อนรู้ผล TCAS แน่ๆ

     

    “ผลประกาศวันไหนนะ?”

    “วันพุธนี้ครับ”

     

    ผมตอบผู้ปกครองขณะกวักน้ำเล่น บทสนทนาระหว่างผ่อนคลายตอนนี้ไม่มีเรื่องอนาคตเข้ามาเกี่ยวอีกนอกจากเย็นนี้จะกินอะไร จะไปเดินตลาดนัดไหม พี่อ่านรีวิวมามีของกินเยอะแยะเลยนะ ผมบอกผู้ปกครองด้วยคำตอบเดิมๆว่าอะไรก็ได้ครับ ไปไหนก็ได้ครับ พี่อยากกินอะไรผมก็กินอันนั้นแหละครับ ดังนั้นหลังเล่นน้ำจนตัวเปื่อย เราจึงไปกินอาหารทะเลที่ตลาดโต้รุ่ง

     

    เมนูที่พี่อู๋สั่งคือเมนูเดิมๆที่เราชอบเช่นหอยเชลล์อบเนย กุ้งเผาหอยเผา ปลาหมึกย่าง ข้าวผัดทะเล แต่จานหลักที่เราตั้งหน้าตั้งตาคอยที่สุดคือปูม้านึ่ง พี่อู๋สั่งจัดเต็มมาสองกิโลเพื่อเลี้ยงกอริลลาก้องเต็มที่ ตอนที่น้องปูสีส้มสดวางลงบนโต๊ะ ผมแทบจะเอาเอาแก้มแนบกระดองหอมๆด้วยความหลงใหลและน้ำลายสอ เมื่อก่อนผมค่อนข้างเฉยๆกับอาหารทะเล แต่พอพี่อู๋พาไปกินที่ใต้ผมก็ติดใจ อยากเคี้ยวกระดองกุ้งและปูจนละเอียดเป็นผงจะได้ไม่ต้องเหลือทิ้งให้เสียของ

     

    ทันทีที่อาหารเสิร์ฟครบ เราก็ก้มหน้าก้มตากินด้วยความหิวโหย ผมแกะกุ้งกินกับข้าวผัดจนไม่ทันสังเกตว่าพี่อู๋ทำอะไร กว่าจะรู้ว่าบนจานของตัวเองมีเนื้อปูกองจนพูนก็ตอนเติมข้าวรอบสองแล้ว

     

    “พี่ไม่ต้องแกะให้ผมหรอกครับ พี่กินเถอะ”

     

    ผมบอกผู้ปกครองที่กำลังจริงจังกับการแกะปูให้กอริลลาหิวโซ พี่อู๋เงยหน้าขึ้นจากจานน้องปูก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร เขาเห็นผมกินอร่อยก็เลยอยากแกะให้กินง่ายๆ จะได้ไม่ต้องหยุดๆกินๆเพื่อแกะเนื้อ

     

    “พี่แกะยังไงเนี่ย เนื้อเละเป็นผงเลย” ผมหัวเราะก่อนจะช่วยเขาอีกแรง “ถ้าแกะไม่เป็นก็ไม่ต้องแกะครับ เดี๋ยวผมทำให้”

     

    ผมบอกพลางใช้ฟันกัดก้ามน้องปูตัวใหญ่ดังกร๊อบแกร๊บ ขนาดเลียนแบบเทคนิกจากญาติของคุณอิศรินทร์แล้ว เนื้อปูที่ได้ก็ยังเละเป็นผงไม่ต่างจากที่พี่อู๋แกะให้ ผมถอนหายใจยอมแพ้เมื่อเริ่มเมื่อยกราม ไม่เข้าใจว่าทำไมของอร่อยต้องกินยาก ทำไมไม่แกะง่ายๆเหมือนปีโป้ที่แค่ลอกพลาสติกก็ได้กินเยลลี่ก็ไม่รู้

     

    “เขาน่าจะมีบริการแกะให้เนอะ” พี่อู๋บ่นงึมงำแต่ยังคงไม่ยอมแพ้กับการใช้หางช้อนแงะเนื้อปูออกจากก้าม

    “แล้วปกติพี่กินยังไงเหรอครับ?”

    “มีคนแกะให้ตลอดอ่ะ”

    “คุณแม่เหรอ?”

    “อืม ส่วนใหญ่แม่แกะให้กินทั้งบ้าน พี่ไม่เคยต้องแกะเอง”

    “อ้าว แล้วตอนอยู่กรุงเทพใครแกะให้พี่กินล่ะครับในเมื่อคุณแม่ไม่อยู่?”

     

    พี่อู๋อ้ำๆอึ้งๆตอบไม่เต็มปาก ผมรู้ในทันทีว่าใครแกะกุ้งแกะปูให้เขากินตลอดคงไม่พ้นคุณหมูพี

     

    “ผมแกะเก่งกว่าอีก พี่คอยดูนะ”

     

    ผมพูดอวดไปงั้นแหละ จริงๆแกะเป็นเสียที่ไหน แต่ผมก็พยายามจนได้เนื้อปูพูนๆหนึ่งกอง ผมยกมันให้พี่อู๋ทั้งหมดแต่เขาไม่เอา เขาบอกว่าอยากให้ผมกินมากกว่า ผมเป็นเด็กกำลังโต ส่วนเขาแก่แล้ว กินปูเยอะๆ ระดับคอเลสเตอรอลจะอันตราย ดังนั้นคนที่ได้กินปูกองใหญ่คือกอริลลาก้อง ส่วนพี่อู๋กินอย่างอื่นเล็กๆน้อยๆจนหมดเกลี้ยง นาฬิกาบอกเวลาว่าสามทุ่มยี่สิบห้านาที หลังซื้อไอศกรีมกะทิกับข้าวเหนียวมะม่วงเสร็จ เราก็กลับบ้านพักในสวนน้ำ

     

    วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยมาก เหนื่อยมากๆ เหนื่อยที่สุดในชีวิตของนายก้องเกียรติ ดังนั้นหลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมก็คลานไปนอนบนโซฟาตัวใหญ่สีดำที่ตั้งอยู่หน้าทีวี พี่อู๋ในสภาพผ้าขนหนูผืนเดียวเดินมาไล่กอริลลาหมดแรงให้ไปนอนในห้องแต่ผมไม่ไป ก็ผมเหนื่อย ผมจะของีบตรงนี้ ขอนอนฟังเสียงคลอทีวีซักเดี๋ยวแล้วค่อยกลับไปตายบนเตียงไม่ได้เหรอ พี่อู๋เห็นผมงอแงเลยไม่ว่าอะไร เขากลับเข้าไปอาบน้ำจนเสร็จจึงเดินมานั่งบนโซฟา

     

    “ขยับหน่อยสิก้อง”

     

    พี่อู๋สะกิดกอริลลาที่เพิ่งหลับได้ไม่นานเพื่อทวงคืนที่นั่ง แต่ผมง่วงเกินกว่าจะสละที่ให้เขาจึงทำแค่ผงกหัวขึ้นและตบโซฟาเบาๆเป็นเชิงเรียกให้นั่งเพราะผมไม่อยากลุก แต่จะนอนหนุนตักเขาแทน

     

    พี่อู๋ทำตามที่ขออย่างว่าง่าย เขานั่งดูโทรทัศน์ไปพร้อมกับเล่นโทรศัพท์ในขณะที่มีกอริลลานอนซุกหน้าท้องบนโซฟา ผมไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน แต่คงนานมากพอจนเริ่มรู้สึกเมื่อยนิดหน่อยเพราะต้องงอขา พอเห็นผมขยับตัว พี่อู๋ที่นั่งเป็นหมอนให้นายก้องเกียรติหนุนก็เอ่ยปากขออนุญาตเป็นครั้งแรก

     

    “พี่ลูบหัวก้องได้ไหม”

    “อือ”

     

    ผมงัวเงียตอบทันที และนอนหลับอย่างสบายใจโดยมีผู้ปกครองลูบหัวเบาๆ แต่อย่างที่เคยบอกไปว่าพี่อู๋เป็นประเภทได้คืบจะเอาศอก พอยอมให้ลูบหัว เขาก็ขอเพิ่มอีก

     

    “พี่จับมือก้องได้ไหม”

    “อือ”

     

    ผมยื่นมือให้เขาจับอย่างว่าง่าย แค่ลูบหัวกับจับมือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับคนที่ง่วงเหมือนโดนยิงยาสลบ ผมปล่อยให้พี่อู๋จับมือไปพร้อมกับลูบผมอยู่นานอีกหลายนาที พอนายก้องเกียรติเปลี่ยนท่านอน เขาก็ขออีก

     

    “พี่หอมแก้มก้องได้หรือเปล่า?”

    “ขอเยอะไปแล้วนะ”

    “ได้หรือเปล่าล่ะ?”

     

    ผมคิดหนักมากกว่าควรตอบยังไง ถ้าบอกว่าไม่ให้เขาจะน้อยใจไหมเพราะทำทุกอย่างขนาดนี้แต่นายก้องเกียรติกลับไม่เปิดโอกาสให้ตามที่รับปากไว้ หากถามว่าลึกๆผมต้องการให้เขาหอมแก้มไหม ผมก็ให้คำตอบไม่ได้ สั้นๆคือไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยเพราะผมตัดปัญหาด้วยการไม่คิด

     

    แต่แค่หอมแก้มเองนะ

     

    คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เพราะมองอีกแง่ การหอมแก้มคือการแสดงความรักที่อ่อนโยนและน่ารักไม่ใช่เหรอ แม่ก็หอมแก้มผม เพื่อนที่ชอบผมก็หอมแก้มผม พวกเขาทำไปเพราะรักทั้งนั้น ถ้าพี่อู๋ไม่ทำให้มันเลยเถิดจนเกินไป ผมยอมให้หอมเบาๆก็ได้ ถือเป็นคำขอบคุณที่พามาเที่ยว และทำตามสัญญาที่บอกว่าจะให้โอกาสแล้วกัน แต่ถ้าพี่อู๋ทำมากกว่าหอม -- ผมถีบ

     

    พอบอกผู้ปกครองว่า อือๆ จะหอมก็หอม คุณอิศรินทร์ก็ทำเสียงระริกระรี้แล้วก้มจมูกลงมาหอมแก้มกอริลลาดังฟอด ส่วนนายก้องเกียรติแกล้งตายในตักเขาเพราะปั้นสีหน้าไม่ถูก เขาคงเห็นผมหลุดยิ้มละมั้งถึงได้ใช้มือยีผมกอริลลาจนเสียทรง เขาทำเสียงสองเหมือนกำลังคุยกับลูกหมาว่าน่ารักจัง ก้องน่ารักที่สุดเลยพร้อมกับบีบแก้มจนผมนอนต่อไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาแกล้งด่าเขาเพราะเขิน

     

    “ไปนอนในห้องแล้ว!”

     

    ผมกระทบเท้าปึงปังและเดินหนี หน้าเหน้อนี่ร้อนไปหมด ไอ้บ้าเอ๊ย ไม่น่ายอมให้เลย เซ็งจริงๆ

     

     

     

     

    วันพิพากษามาถึงแล้ว มาถึงเร็วกว่ากำหนดการตั้งหนึ่งวันตามคำประกาศใหม่จาก ทปอ. นายก้องเกียรติตื่นนอนแต่เช้ามืดเพื่อหาอะไรทำจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เริ่มจากทำกับข้าวแบบจัดเต็มให้พี่อู๋ ปัดกวาดถูห้องสองรอบ เช็ดฝุ่น ขัดรองเท้าหนัง เช็ดประตูกระจกด้วยหนังสือพิมพ์จนใสแจ๋ว แถมยังรีดกางเกงในให้เขาอีก ผมทำงานบ้านจนถึงเที่ยงโดยไม่หยุดพักซักวินาทีเดียว เมื่อบ้านสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่นจึงต้องจำใจนอนเฉยๆ แต่นอนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องหาอะไรทำแก้เครียด สุดท้ายจบลงตรงที่ผมออกจากบ้านไปซื้อกับข้าวที่บิ๊กซี กลับมาอีกทีเกือบเย็น แต่ผลยังไม่ประกาศ

     

    นายก้องเกียรติที่ไม่มีทางเลือกจึงโทรหาผู้ปกครองแก้เหงา ผมไม่รู้ว่าเขาว่างไหม แต่เดาเอาว่าน่าจะว่างเพราะเขาคุยโทรศัพท์ตั้งสามนาที สุดท้ายเสียงตามสายแก้เครียดต้องหยุดลงเพราะชิราอิชิซังขัดจังหวะด้วยประโยค โอ้ย – อู๋จัง นานิชิเตะรุ ซึ่งฟังดูหงุดหงิดพร้อมเหวี่ยง ผมจึงตัดใจวางสายด้วยความเสียดาย และบังคับตัวเองให้ทำสมาธิจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน แต่ทำได้ไม่นานก็สติแตกพล่านเมื่อมีเอสเอ็มเอสแจ้งทางโทรศัพท์ว่าทปอ.ประกาศผล TCAS รอบสี่แล้ว สามารถเช็กผลได้ที่เว็บไซต์  student.mytcas.com

     

    ตอนที่อ่านข้อความจบ นายก้องเกียรติก็ประสาทแดกเพราะเครียดไปเลย ผมเต้นแร้งแต้นกา กรี๊ดอัดหมอน กระโดดเตะสะเปะสะปะจนชนกับขอบโต๊ะ ถึงจะเจ็บตัวแต่ผมก็ไม่ยอมหยุดดีดดิ้นเพราะกังวลกับผลลัพธ์ ถ้าไม่ติดล่ะ ถ้าไม่ได้ที่ไหนเลยล่ะ ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้ ความคิดตีกันจนวุ่นไปหมด หัวใจก็เต้นแรงจนเหงื่อโทรมตัว ผลประกาศออกมาประมาณสิบนาทีแล้ว แต่ผมยังไม่พร้อมเปิดดูเพราะกลัวผิดหวัง

     

    ผมหนีไปปาหมอนอัดกำแพงในห้องนอน หนีไปอาบน้ำใต้ฝักบัวทั้งๆที่ยังสวมเสื้อผ้า เสร็จแล้วออกมานั่งเปียกกลางบ้านและเอาแต่เหลือบตามองโทรศัพท์ ผมจะบ้า ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว ใจหนึ่งก็กลัวพลาด อีกใจก็อยากรู้จะได้จบๆ ผมตัดสินใจไม่ได้ก็เลยกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและออกมานั่งจ้องโทรศัพท์บนโต๊ะในห้องนั่งเล่น

     

    ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก

     

    เสียงนาฬิกาบนผนังดังเป็นจังหวะบีบรัดนายก้องเกียรติ ผมกำมือสลับกับคลายออกอยู่เป็นนาทีเพื่อรวบรวมสติเพราะตอนนี้ผมตัวสั่นไปหมด สั่นตั้งแต่หน้ายันปลายเท้า แถมมือยังเย็นเยียบเหมือนแช่ช่องฟรีซอีก นี่คือเรื่องที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเลย นอกจากการได้ไปเที่ยวที่เจ๋งๆกับพี่อู๋แล้วก็มีแค่ผล TCAS เท่านั้นที่ทำให้กอริลลาก้องเป็นเอามากขนาดนี้ นาฬิกาบอกเวลาว่าหนึ่งทุ่มเจ็ดนาที ผมกัดฟันดูผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ข้อความบนหน้าเว็บไซต์ยังโหลดไม่ครบ แต่พอจะอ่านได้ว่าผลสรุปเป็นยังไง

     

    ประกาศผลการคัดเลือก รอบที่ 4

     

    สถานบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    คณะวิศวกรรมศาสตร์

    สาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์

     

    รายละเอียดการสอบสัมภาษณ์

    วันที่ 03 มิ.ย. 2562

    เวลา 08:30 -12:00

    สถานที่ ให้ผู้เข้าสอบสัมภาษณ์รายงานตัวเข้าสอบสัมภาษณ์เวลา 08:30-09:00 น. HM-305 ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา คณะวิศวกรรมศาสตร์

     

     

    ไอ้ – เหี้ย –

     

    ไอ้เหี้ย

     

    แกร๊ก!

     

    เสียงเปิดประตูดังขึ้นในจังหวะที่ผมกำลังอ้าปากค้างด้วยความดีใจ คุณอิศรินทร์เดินเข้าห้องงงๆเมื่อนายก้องเกียรติเริ่มส่งเสียงร้องเล็กๆในลำคอ ต้องรอให้เวลาผ่านไปสามสี่วินาทีผมถึงได้สติแล้วกระโดดกอดพี่อู๋

     

    “ผมสอบได้แล้ว! ผมสอบได้แล้ว!”

     

    ผมร้องไห้พร้อมกับตะโกนโหวกเหวกโวยวาย

     

    “ผมติดลาดกระบังแล้วพี่อู๋!”

    “ไอ้เหี้ย!”

     

    พี่อู๋อุทานแล้วอุ้มผมจนตัวลอย เขาหมุนเป็นวงกลมสามสี่รอบก่อนจะวางกอริลลาลงบนพื้น จากนั้นเราก็จับมือแล้วกระโดดโลดเต้นเหมือนคนเสียสติ คุณอิศรินทร์ตะโกนว่าลาดกระบัง! ลาดกระบัง! ด้วยความดีใจไม่แพ้กัน หลังเต้นจนเหนื่อย ผมก็ปล่อยโฮออกมาก็อกใหญ่ก่อนจะโผเข้ากอดผู้มีพระคุณ

     

    “ผมมีที่เรียนแล้วพี่อู๋ ผมได้เป็นนักศึกษาแล้วนะ”

    “ดีใจด้วยก้อง” เขากอดผมแน่นไม่แพ้กัน “ก้องเก่งที่มากเลย เก่งที่สุด พี่ภูมิใจในตัวก้องมากๆ”

     

    เรากอดกันอยู่พักใหญ่เลยกว่าผมจะกลับไปอ่านระเบียบการโดยละเอียดของทางมหาวิทยาลัย ความรู้สึกตอนนี้มันดีใจ มันตื้นตันจนไม่รู้จะพูดยังไง ผมมีความสุขมากที่จะได้เรียนต่อปริญญาตรีเหมือนคนอื่นๆ หลังจากเจอเรื่องแย่ๆมาตลอดหนึ่งปี ในที่สุด – ในที่สุด – ผมก็กลายเป็นนายก้องเกียรติที่กำลังจะมีชีวิตที่ดีกับผู้ปกครองคนใหม่ ผมจะได้เรียนหนังสือ จะได้พบเจอผู้คนและสังคมใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัส ซึ่งความฝันของผมคงไม่มีวันเป็นไปได้หากไม่มีพี่อู๋ หากเขาไม่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาวันนั้น ก็คงไม่มีนายก้องเกียรติในวันนี้

     

    นาฬิกาบอกเวลาว่าหนึ่งทุ่มสี่สิบนาที พี่อู๋ฉลองวันพิเศษด้วยซูชิจากร้านโปรดของเราที่ยูเนี่ยน มอลล์ มื้อนี้เขาจัดเต็มยิ่งกว่าครั้งไหนๆ มีทั้งซูชิแซลมอน ซูชิหน้ากุ้งขาว ซูชิหน้าทูน่า หน้าหอยปีกนก ซูชิมันปู หอยเชลล์ย่าง แม้แต่คำแพงๆอย่างปลาไหล ไข่แซลมอน และตับห่านก็มี เราฉลองวันแห่งความสุขด้วยกันสองคนจนพุงกาง กินกันเกลี้ยงโต๊ะไม่เหลือซักอย่างแม้กระทั่งน้ำอัดลมที่ซื้อจากเซเว่น หลังกินเสร็จผมก็เก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม

     

    พอทุกอย่างเรียบร้อย ผมจึงเดินไปกอดเขาจากข้างหลัง อ้อนพี่อู๋ด้วยการเอาคางเกยไหล่และพูดว่าผมรักพี่ ผมรักพี่ที่สุดเลยซ้ำไปซ้ำมาหลายหน คุณอิศรินทร์เองคงดีใจที่นานๆทีผมจะทำตัวสมกับเป็นเด็กที่ส่งเสียเลี้ยงดู เขาดึงผมไปกอดและแอบหอมขมับกอริลลาหนึ่งทีก่อนจะไล่ให้ไปอาบน้ำ

     

    “ผมเพิ่งอาบก่อนพี่มาแป๊ปเดียวเอง”

     

    ผมบอกและอ้อนเขาต่อ สิ่งที่แสดงออกตอนนี้เป็นไปตามสัญชาติญาณล้วนๆไม่มีการปรุงแต่ง เพราะผมดีใจและมีความสุข ผมจึงกอดเขา เพราะผมสำนึกบุญคุณของพี่อู๋ ผมจึงบอกรักเขา เมื่อพันแข้งพันขา พูดจาฉอเลาะขอบคุณผู้ปกครองจนหมดมุก ผมจึงเดินเข้าห้องนอนเพื่อจัดหมอนที่ถูกปาอัดกำแพงให้กลับมาเรียบร้อย ขณะที่กำลังตบหมอนให้เข้าทรง ผมแอบได้ยินเสียงพี่อู๋คุยโทรศัพท์ ไม่รู้ว่าปลายสายคือใคร แต่ที่มั่นใจคือบทสนทนาเป็นเรื่องความสำเร็จของนายก้องเกียรติ พี่อู๋โทรหาคนนั้นคนนี้เพื่อบอกว่าเด็กที่เก็บมาเลี้ยงสอบได้แล้วนะ เขาขิงไปทั่วเลยว่าต่อไปผมไม่ใช่กอริลลามอมแมมแล้ว ผมกำลังจะเป็นวิศวกร เห็นไหมว่าเขาหยิบยื่นโอกาสให้ถูกคน ก้องเกียรติไม่ได้เกาะเขากินไปวันๆ เห็นหรือยังว่าก้องเป็นเด็กดี ทีนี้จะอย่าดูถูกก้องอีกนะ เขาน่ะเลี้ยงก้องเกียรติมาดีกว่าที่คนอื่นคิด

     

    การกระทำของเขาทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนที่เราเคยดูด้วยกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตประหลาดเกิดจากการทดลอง ไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว และอยู่ตัวคนเดียวเหมือนหมาจรจัดจนกระทั่งเด็กหญิงชาวฮาวายที่ชื่อลีโล่เก็บมาเลี้ยง ในฉากหนึ่งของภาพยนตร์ สติทซ์ทำลายข้าวของในบ้านจนพี่สาวของลีโล่โมโหและพยายามจับมันไปปล่อย ถึงสติทซ์จะทำตัวไม่ดี แต่ลีโล่ก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่าโอฮาน่า แปลว่า “ครอบครัว” ครอบครัว แปลว่า “เราจะไม่ทอดทิ้งใครเด็ดขาด”

     

    ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าทำไมลีโล่ไม่ยอมให้พี่สาวเอาตัวปัญหาไปคืนศูนย์พักพิง แต่ตอนนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งเมื่อได้เจอลีโล่ในชีวิตจริง

     

    เพราะวันนี้กอริลลาจิตป่วยที่เคยถูกทอดทิ้ง -- มีโอฮาน่าเป็นของตัวเองแล้วครับ







                                                                             TBC



                                                            __________________________



                                                            #เขาบอกผมว่าไม่ใช่วันนี้



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in