เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Not today, he said.Ms.Ambiguous
I really really do like you
  • 25

     



    ไอ้พี่อู๋ ไอ้บ้า -- หลอกให้ผมปีนต้นมะพร้าวได้ยังไง

     

    ถ้าคุณย่าไม่บอกให้รอพ่อค้า กอริลลาก้องคงปีนต้นมะพร้าวจริงๆตามที่ผู้ปกครองสั่ง คุณอิศรินทร์หัวเราะก๊ากเมื่อเห็นผมเดินวนเป็นวงกลมรอบต้นไม้สูงใหญ่ แหงนหน้ามองปลายยอดที่อยู่สูงเสียดฟ้า ใช้มือลูบๆคลำๆตามลำต้นหาฐานเหยียบเพื่อปีนขึ้นไป ผมจริงจังกับการปีนมากจนคุณย่าต้องเรียกให้เข้าไปกินขนมในบ้านก่อน อู๋มันล้อเล่น หน้าที่ปีนมะพร้าวไม่ใช่ของก้องหรอก แต่เป็นของลิง

     

    “คนซื่อมันก็ซื่อเนาะ”

     

    คุณย่าขำในขณะที่นายก้องเกียรติหน้าแดงฉ่า ไม่ได้แดงเพราะแดด แต่แดงเพราะอับอายที่โดนหลอกให้ปีนต้นมะพร้าว

     

    “แต่เรื่องอยู่ที่นี่ต้องทำงานคือเรื่องจริง”

     

    พี่อู๋ย้ำก่อนจะวางจานแตงโมลงบนโต๊ะไม้สักที่วางหน้าชานบ้าน อากาศตอนสายๆยังไม่ร้อนเท่าไหร่ แต่การได้กินผลไม้หวานๆถือเป็นเรื่องราวดีๆอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ คุณย่าบอกว่าอาจจะต้องขอรบกวนยืมแรงของผมหน่อย พอดีช่างรับเหมาที่คุยกันไว้ดันทิ้งงานไม่ยอมสานต่อให้เสร็จ ดังนั้นที่นี่เลยมีเรื่องให้ต้องจัดการอีกมาก มีอะไรบ้างเหรอ?

     

    “ปูเบื้องห้องหน่าม” (ปูกระเบื้องห้องน้ำ) คุณย่าเริ่มชี้ “ทาสี้ (ทาสี) เดินส้ายไฟ (เดินสายไฟ) ติดวงก็อบ (ติดวงกบ) ปรากอบเตียง (ประกอบเตียง) ไอ้ไหร้อีกนะอู๋? (อะไรอีกนะอู๋?)”

    “สั้นๆคือทำทั้งบ้านอ่ะ”

     

    พี่อู๋แปลให้ฟังก่อนจะพูดสรุป คุณย่าพยักหน้ายิ้มและตอบว่าใช่ สั้นๆคืองานรีโนเวททั้งบ้าน ผมได้แต่นั่งอ้าปากค้างเพราะพูดไม่ออก ไม่ได้อึ้งเพราะจำนวนงาน แต่อึ้งที่รู้ว่าต้องผันตัวไปทำงานช่างแทนงานในครัวเหมือนที่ผ่านมา

     

    “ผมคิดว่ารีโนเวทเสร็จแล้วนะเนี่ย” ผมหัวเราะแหะๆ ตอบแก้เก้อและกัดแตงโมเพื่อเติมพลังอีกหนึ่งคำ

    “ก็เสร็จแค่ข้างนอกอ่ะ ข้างในนี่เหลืออีกบาน”

    “แล้วพี่อู๋ทำเป็นเหรอครับ?”

    “ไม่เป็น”

    “อ้าว”

     

    ตัวเองทำไม่เป็นยังพอว่า แถมยังโยนงานให้ผมทำแบบไม่ถามอีกว่าทำได้หรือเปล่า เดี๋ยวแม่พ่นเม็ดแตงโมใส่หน้าเสียเลยนี่

     

    “เดี้ยวหยาห้ายอาเจี๊ยบมาชวย” (เดี๋ยวยาให้อาเจี๊ยบมาช่วย) “ไม่ต้องเริ่มตอเดี๋ยวก้อด้าย ตอเช้าค่อยหว่ากัน วันนีเก็บพร้าวก่อน” (ไม่ต้องเริ่มเลยก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน วันนี้เก็บมะพร้าวก่อน)

    “ผมไม่ต้องปีนจริงๆใช่ไหมครับ?”

    “ให้ลิงปีนต่ะลูก นุ้ยอีปีนไซ นุ้ยไม่ใช่ลิง” (ให้ลิงปีนเถอะลูก ก้องจะปีนทำไม ก้องไม่ใช่ลิง)

    “ได้ยินแบบนี้แล้วดีใจจังเลยครับ”

     

    ดีใจมากครับ ดีใจจนน้ำตาไหล มะพร้าวไม่ต้องปีน แต่ต้องปูกระเบื้อง เดินสายไฟ ทาสีห้องใหม่ ประกอบเฟอร์นิเจอร์ ติดผ้าม่าน ติดประตูหน้าต่าง ฉาบผนัง อาจจะต้องปูกรวดเป็นทางเดินไปสวน เอาต้นไม้ลงริมรั้วบ้าน สั้นๆคือทำทุกอย่าง ถ้าจ่ายเป็นค่าแรงคงได้วันละห้าร้อยบาทเป็นอย่างต่ำ แต่นี่คือบ้านของคุณย่าซึ่งไม่ได้ร่ำรวยเท่าบ้านของแน ดังนั้นตัดเรื่องติ๊บหรือค่าบีบนวดนาทีละห้าบาทไปได้เลย สิ่งที่คุณย่ามีให้เราก็แค่อาหารสามมื้อ ผลไม้ชุดใหญ่ และที่ซุกหัวนอนเท่านั้น อย่าจินตนาการถึงเซเว่นเพราะต้องขับรถออกไปอีกสิบกิโล อย่าจินตนาการถึงสเวนเซ่น เพราะแค่รถขายไอศกรีมเนสท์เล่ยังเข้าไม่ถึง อย่าจินตนาการถึงความสุขสบาย --

     

    เพราะที่นี่ไม่มีอะไรให้ -- นอกจากของกินเท่านั้น

     

    ชั่วเวลาก่อนเที่ยงวัน พี่อู๋พาผมเดินทัวร์รอบบ้านของคุณย่า ไล่ตั้งแต่ชานบ้านที่สกปรกเหนียวเท้า ผ่านห้องโถงใหญ่ที่รกและเต็มไปด้วยกระปุกยา เลี้ยวขวาเข้าโถงทางเดินเชื่อมระหว่างห้องนอนและห้องครัว ตรงข้ามห้องโถงใหญ่คือห้องนอนเล็กของอาผู้หญิงที่นานๆจะกลับบ้านซักที ทางซ้ายคือห้องของคุณปู่ ทางขวาคือห้องครัว ติดกับห้องครัวคือห้องทานข้าวกึ่งเรือนกระจกที่แสงแดดส่องเข้าถึงตลอดทั้งวัน เดินลึกไปกว่านั้นคือชานหน้าบ้านแห่งที่สองซึ่งไม่มีอะไรวางอยู่เลยนอกจากกองหนังสือพิมพ์เป็นร้อยฉบับกับลู่วิ่งออกกำลังกาย ตัดไปที่ห้องนอนคุณปู่ มีห้องน้ำใหญ่กั้นกลางเชื่อมระหว่างห้องนอนของคุณย่าและห้องของคุณป้าซึ่งระหว่างห้องของคุณป้าก็กั้นด้วยห้องพระ ห้องน้ำ และเชื่อมต่อห้องของอาผู้หญิง --

     

    พอก่อน ผมเริ่มหลงนิดหน่อย บ้านของคุณย่าไม่ใหญ่เท่าของแน แต่เพราะทุกห้องเชื่อมต่อถึงกันหมดผมจึงงุนงงว่าควรเข้าออกทางไหน ผมถามพี่อู๋ว่าแล้วเราสองคนต้องนอนห้องของใคร เขาตอบว่าห้องของคุณป้ารองซึ่งอยู่ติดกับชานบ้านจุดที่สอง วิธีเดินไปห้องนั้นมีสามทาง หนึ่งเข้าทางห้องครัว ผ่านห้องทานอาหาร ผ่านชานบ้านที่สองแล้วเปิดประตูเหล็ก สองคือเดินตัดห้องอาผู้หญิง ผ่านแค่ห้องพระก็ถึงเลย และสาม เดินผ่านทางห้องของคุณปู่ ซึ่งมีห้องน้ำใหญ่คั่นตรงกลาง แต่เวลาเดินผ่านต้องดูให้ดีๆว่ามีคนอยู่หรือเปล่า เพราะบางทีปู่กับย่าก็ใช้ห้องน้ำโดยไม่ล็อคประตู ขืนสะเหล่อเดินเข้าไปคงโดนตบด้วยขันตักน้ำ

     

    ผมกับคุณอิศรินทร์ย้ายสัมภาระไปเก็บในห้องนอนป้ารอง ห้องของป้ากว้างดี มีเตียงหลังใหญ่วางชิดติดผนัง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลยนอกจากเครื่องปรับอากาศและโต๊ะรีดผ้า พี่อู๋บอกว่าบางครั้งเราต้องรีดผ้าให้ปู่กับย่าด้วย ปกติแล้วป้ารองจ้างคนมาคอยทำความสะอาดให้ แต่คนงานชิ่งหนีไปพร้อมกับผู้รับเหมา บ้านก็เลยเหนียวเนอะเลอะเทอะและสกปรกเพราะคุณย่าทำไม่ไหว

     

    “ถ้าจะทำอะไรอย่างแรกนะ -- พี่ว่าเราจัดการห้องของเราก่อนเลย”

     

    ผู้ปกครองบอกซึ่งผมก็เห็นด้วย ห้องของคุณป้าทั้งอับชื้นและเต็มไปด้วยฝุ่นแทบทุกพื้นที่ ผมกับพี่อู๋ต้องช่วยกันทำความสะอาดยกใหญ่ ทั้งเอาหมอนไปตบไล่ฝุ่นและตากแดด ทั้งเปลี่ยนผ้าปูที่นอน กวาดพื้น ถูพื้น ถอดผ้าม่านไปใส่เครื่องซักผ้า นี่คือครึ่งวันแรกก็เล่นเอาหมดแรงแล้ว ผมไม่อยากคิดถึงวันอื่นๆที่ต้องทำงานเลย

     

    “โอ๊ย! เหนื่อยว่ะ!”

     

    พี่อู๋บ่นแทนนายก้องเกียรติเรียบร้อย เขากระโดดนอนแผ่บนเตียงโดยมีผมนอนหอบอยู่ข้างๆ การทำความสะอาดห้องไม่ยากถ้าต้องทำแค่ปัดความเช็ดถู แต่นี่ต้องถอดผ้าปูที่นอน ต้องเอาหมอนไปตาก เอาผ้าม่านไปซัก มันเยอะและจุกจิกจนเราแทบหมดแรง

     

    “ถ้าย่าทำไม่ไหว เราน่าจะหาแม่บ้านคนใหม่” ผมเสนอ แต่พี่อู๋ส่ายหน้า

    “แถวนี้หายาก ขนาดช่างยังทิ้งงาน อย่าพูดถึงแม่บ้านเลย”

    “งั้นแบบนี้ -- ถ้าเราไม่ทำ --”

    “ก็ไม่มีใครทำ”

    “แย่จัง”

    “ทำไงได้”

     

    พี่อู๋บ่นพาลถึงญาติคนอื่นๆที่ไม่ค่อยแวะเวียนมาหาปู่กับยา ผมพอเข้าใจเหตุผลของพวกเขาอยู่หน่อยๆ ที่นี่ทั้งไกลและค่อนข้างลำบาก ห้องหับก็ไม่ได้สะอาดเงาวับเหมือนโรงแรม ถ้ามาแล้วต้องออกแรงเหมือนเราสองคน คงไม่มีใครอยากมา

     

    “ปู่กับย่าอยู่กันแค่สองคนน่าเป็นห่วงจะตาย”

    “แต่ยังมีอาเจี๊ยบอยู่ใกล้ๆนี่ไง ทุกคนเลยไม่ค่อยกังวล” พี่อู๋บอกก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วชี้ออกไปนอกหน้าต่าง ผมเห็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็กอีกหลังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ “เดี๋ยวบ่ายนี้เราต้องวางแผนกับอาเจี๊ยบเรื่องทำบ้านนะ”

    “เราต้องทำห้องไหนบ้างครับ?”

     

    ผมถาม และคำตอบของพี่อู๋คือกลอกตา

     

    “เยอะมาก” เขาบอกแค่นั้น “ที่แน่ๆคือห้องน้ำใหญ่ห้องนั่งเล่นหน้าบ้าน”

    “ผมควรเริ่มกวาดถูวันนี้เลยไหมครับ?”

    “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็ไม่กี่วันก็สกปรกเหมือนเดิม รอทำทีเดียวเถอะ” พี่อู๋พูดเซ็งๆ “แค่ดูอย่าให้พื้นลื่นเกินไป ทำยังไงก็ได้แค่ไม่ให้ปู่กับย่าลื่นอ่ะ”

    “จะว่าไป -- ตั้งแต่มาที่นี่ ผมยังไม่เจอปู่ของพี่เลย”

    “อยู่นู่นแหละ สภากาแฟ คงไปร่วมวงด่ารัฐบาลกับเพื่อนในตัวเมือง”

    “อำเภอเมืองบ้านแนเหรอครับ?”

    “หึ เปล่า เมืองของท่าศาลา”

     

    โอโห -- ท่าศาลาที่ว่างต่างอำเภอยังมีจุดเรียกว่าตัวเมือง แล้วบ้านคุณย่าต้องเรียกว่าอะไรถึงจะสมนิยาม

     

    พอถึงเวลาอาหารเที่ยง พี่อู๋เจียวไข่ให้ผม เป็นไข่เจียมอมน้ำมันแบนๆถูกเสิร์ฟบนจานขอบบิ่น เรานั่งกินไข่เจียวกับซอสมะเขือเทศใกล้หมดอายุในเรือนกระจก ผมว่าโต๊ะทานข้าวไม่ควรอยู่ในห้องแบบนี้เลย แสงแดดส่องเข้าตามากเกินไป ทั้งแสบตาทั้งร้อนจนพาลกินอะไรก็ไม่อร่อย หลังฝืนกินหมดจาน ผมก็เข้าไปล้างจานชามที่กองทิ้งไว้ในอ่าง นับด้วยสายตาคร่าวๆแล้วน่าจะมากกว่าสามสิบใบ --

     

    ผมไม่ได้เว่อร์ บ้านของคุณย่ามีจานชามที่ยังไม่ได้ล้างมากกว่าสามสิบใบ ดังนั้นผมกับคุณอิศรินทร์จึงต้องช่วยกันเคลียร์ส่วนนี้ก่อนจะเริ่มงานใหญ่ ผมล้างซันไลต์ พี่อู๋ล้างน้ำเปล่า เราล้างและคว่ำเก็บจานชามทุกใบเรียบร้อยจึงเดินออกไปนั่งรออาเจี๊ยบหน้าชานบ้าน ชายวัยผิวแทนหัวล้านเดินถอดเสื้อเข้ามาหาด้วยท่าทางเหนื่อยๆ แกล้วงบุหรี่จากกระเป๋ากางเกงแล้วจุดสูบ พ่นควันพิษขึ้นไปบนอากาศก่อนจะเอ่ยทักทายเรา

     

    “ไงอู๋ ไม่เจอกันตั้งนาน” แกสูดควันเข้าปอดและปล่อยออกมา “ว่างเหรอช่วงนี้?”

    “ว่างครับ เห็นบ้านย่าไม่เสร็จซักทีเลยว่าจะทำให้”

    “เออ ผู้รับเหมามันทิ้งงานน่ะ” อาเจี๊ยบเลียริมฝีปากแล้วมองกอริลลาแปลกหน้า “เพื่อนเหรอ?”

    “รุ่นน้องครับอา พามาช่วยงาน”

    “ดีๆ ทำอะไรเป็นบ้างล่ะ?”

    “ไม่เป็นซักอย่าง”

     

    อาเจี๊ยบถึงกับร้องอ้าว ทำอะไรไม่เป็น แล้วมึงพามาทำมะเขืออะไร

     

    “อยากให้อาสอนงานให้หน่อย เด็กมันกำลังตามหาตัวเอง”

    “ไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?”

    “ยังครับอา” พี่อู๋ตอบ “วันนี้เราจะทำอะไรก่อนดี?”

    “ห้องน้ำปู่”

     

    อาเจี๊ยบบอกและเดินนำพวกเรา

     

    “น่าจะต้องฉาบผนังกันเองแล้วล่ะอู๋”

     

    ได้ยินแบบนั้นแล้วผมอยากหายตัวไปจากตรงนี้จริงๆ

     

     

     

     

    การผสมปูนให้ได้อัตราส่วนที่เหมาะสมนั้นยากกว่าตรีโกณมิติ

     

    ผมไม่เข้าใจสิ่งที่อาเจี๊ยบพูดเลย แกมาถึงก็ยืนชี้ๆ บอกว่าต้องฉาบสองรอบ หนาเท่านั้นเท่านี้แล้วเอาเชือกมาขึงให้ห่างจากผนังประมาณหนึ่งเซน จากนั้นแกกับพี่อู๋ก็เทปูนลงกระบะพลาสติก ผสมด้วยทรายละเอียดและน้ำก่อนจะคน คน คน คนจนเหมือนดินเหนียวหนืดสีเทา เสร็จแล้วแกก็แบ่งปูนส่วนนั้นใส่ถังน้ำสีดำมีหูหิ้วให้นายก้องเกียรติ บอกว่าถือเข้าไปรอในห้องน้ำเลย เดี๋ยวแกตามไป

     

    งานแรกของการรีโนเวทบ้านคุณย่าคือฉาบผนัง

     

    อาเจี๊ยบตักปูนใส่กระบะฉาบที่รูปร่างหน้าตาคล้ายที่โกยขยะแล้วปาดด้วยเกรียงเหล็กสี่เหลี่ยม แกปาดไปมาสองสามทีก่อนจะแปะบนผนัง ลากลงช้าๆไปทิศเดียวกันพร้อมกับหันมาบอกว่า

     

    “กดให้แน่นๆแบบนี้” แกสาธิต “เอ้า -- มาเอาไปคนละอัน ลองทำชั้นเดียวก่อน”

     

    พี่อู๋ที่ประกอบชั้นหนังสือจากอิเกียไม่เป็นรับเกรียงมาถือด้วยความมั่นใจ เขาสะบัดปูนหนึ่งก้อนใส่ผนังดังแปะแล้วกดเกรียงฉาบปูนไปกับผนัง ผมมองผู้ปกครองก่อนจะลงมือทำบ้าง แปะ! ผมดีดปูนใส่ผนังและออกแรงฉาบ เสียงปูนผสมทรายดังครืดคราดเมื่อถูกเกรียงเกลี่ยให้แนบชิดติดพื้นผนังเก่า ทีแรกผมคิดว่ามันเป็นงานกล้วยๆ การฉาบคงไม่ต่างอะไรกับการทาแป้งโตเกียวบนเตา ปาดนิ่มๆ นุ่มๆ บางๆ วางไส้แล้วจบ แต่ความจริงมันต้องละเอียดมากกว่านั้น การฉาบเป็นเหมือนงานศิลปะ จะมาฉาบปาดๆไปมาแบบพี่อู๋ไม่ได้ เราต้องตั้งใจลงน้ำหนักมือให้พอดี ไม่งั้นปูนจะไม่แน่นติดผนังและหนาไม่เสมอกัน

     

    “เออ ไอ้อู๋ --” อาเจี๊ยบหยุดมองคุณอิศรินทร์ครู่หนึ่ง

    “สวยใช่ไหมอา?”

    “หนาขนาดนั้นมึงไปหาอย่างอื่นทำเถอะ”

    “แต่นี่ก็สวยเนียนแล้วนะอา”

     

    เขาเถียงคอเป็นเอ็นจนอาเจี๊ยบต้องเรียกเราสองคนไปดูด้านข้าง งานฉาบพี่อู๋นี่ชุ่ยชะมัด ด้านบนเนียนเรียบเหมือนก้นเด็กก็จริง พอมองจากตรงนี้แล้วถึงเห็นว่ามันหนาไม่เท่ากัน งานแบบนี้ไม่ให้ผ่านนะ อาเจี๊ยบว่า แถวบ้านถือว่าช่างชุ่ย ควรโดนหักเงินหรือไม่ก็โดนไล่ไปเก็บขี้หมาแทน

     

    แรกๆเราสองคนยังตั้งใจปาดให้บางและแน่นสมกับที่อาเจี๊ยบสอนไว้ แต่พอทำไปซักชั่วโมงก็เริ่มเบื่อ อากาศในห้องน้ำทั้งร้อนและเหนียวตัว กลิ่นปูนก็สาบติดจมูกจนไม่อยากสูดหายใจ ผมสะบัดมือลากเกรียงแบบขอไปทีจนเสร็จหนึ่งด้าน ส่วนพี่อู๋ไม่ต้องพูดถึง เขาปาดได้ทุเรศทุรังยิ่งกว่าเด็กเพิ่งหัดงานช่างอย่างผมเสียอีก

     

    พอเห็นภาพรวมออกมาไม่ดี อาเจี๊ยบก็ส่ายหน้า ไล่ให้ไปขนกระเบื้องเข้าบ้านแทนงานฉาบ เราต้องเดินเข้าออกตั้งหลายรอบ น้ำหนักของกระเบื้องแต่ละกล่องก็ไม่ใช่เล่นๆ ทำเอาผมปวดเอวจนอยากนอนแผ่กลางบ้าน ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจคุณย่าและบุญคุณของพี่อู๋ สาบานเลยว่าผมจะโยนกระเบื้องทิ้งให้หมด ไม่ต้องเสียเวลาปูให้เหนื่อยหรอก ปล่อยผนังไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว บ้านสไตล์ลอฟต์ เดี๋ยวนี้ฮิตกันทั้งพันทิป คุณย่าคงไม่อยากพลาดเทรนด์เหมือนกัน

     

    งานฉาบผนังเสร็จตอนห้าโมงเย็น กว่าอาเจี๊ยบจะยอมกลับบ้าน กอริลลาก้องแทบกราบตีนขอให้แกวางเกรียงและไปเสียที ท้องของผมส่งเสียงร้องประท้วงขออาหาร แถมเหงื่อยังไหลทั่วตัวเหมือนเพิ่งอาบน้ำ สภาพแบบนี้ผมไม่อยากทำอะไรเลยนอกจากกินและล้างเนื้อล้างตัวให้กลับมาเป็นกอริลลาตัวหอมๆ นาฬิกาบอกเวลาว่าหกโมงสองนาที คุณย่าเรียกเราไปกินข้าว ที่โต๊ะอาหาร ผมได้เจอสามีของย่าด้วย

     

    “หวัดดีลูก”

    คุณปู่รับไหว้โดยรับรู้แค่ว่าผมเป็นเด็กช่างของพี่อู๋ ระหว่างทานข้าว ผมก็คอยสังเกตครอบครัวฝ่ายพ่อของผู้ปกครองเป็นระยะ ๆ คุณปู่เป็นคนมีสไตล์ ดูได้จากกางเกงยีนและรองเท้าหนังวาววับ ย่าถามปู่ว่าอยู่ในบ้านแท้ๆจะใส่รองเท้าหนังมาอวดใคร ผมอมยิ้มเพราะคิดว่าคนแก่แซวกันตามประสา ที่ไหนได้ ปู่ลืมถอดรองเท้า ลืมของจริง ลืมไปเลยว่าสวมรองเท้าอยู่จนกระทั่งย่าทักขึ้นมานั่นแหละ

     

    “เฮ้อ ไม่ไหวเลย” คุณปู่บ่นงึมงำ “ต่อไปคงลืมใส่เกงในออกจากบ้าน”

    “ไม่ใช่ว่าลืมแล้วเหรอ?” ย่าถาม ปู่จึงใช้มือคลำๆขอบกางเกงยีน แกแว้ดใส่เมียว่าใครจะบ้าลืมใส่กางเกงใน ฉันไม่ใช่เธอนะที่ไม่ใส่ยกทรงเดินทั่วบ้านแบบนี้

    “นมเหี่ยวๆยานๆ จะใส่ไซ” (นมเหี่ยวๆยานๆจะใส่ทำไม) ย่าหัวเราะ “ห้องน้ำวันนี้พันพรือบ้างอู๋?” (ห้องน้ำวันนี้เป็นยังไงบ้างอู๋?)

     “สบายมากย่า”

    “ฉาบปูนเป็นกับเขากันเออ?” (ฉาบปูนเป็นกับเขาด้วยเหรอ?)

    “ม่ายนิ อู๋ยืนเฉยๆ แลอาเจี๊ยบฉาบ” (ไม่นี่ อู๋ยืนเฉยๆดูอาเจี๊ยบฉาบ)

     

    คุณย่าหัวเราะขำแล้วทานข้าวต่อ หลังกินเสร็จ ผมกับพี่อู๋ก็ช่วยกันเก็บจานชามไปล้าง เราเช็ดเคานท์เตอร์ครัวและเก็บกวาดเศษอาหารจนสะอาดเรียบร้อยถึงเข้าห้องนอน ทันทีที่ปิดประตู พี่อู๋ก็เปิดแอร์ เขาบอกว่าสวรรค์อย่างเดียวในบ้านของคุณย่าคือกับข้าวและแอร์เย็นๆ ตอนแรกผมคิดว่าเขาเว่อร์ แต่พอผ่านวันนี้ไป – บ้านคุณย่าก็เป็นแบบที่เขาว่าจริงๆ

     

    “กินยาแล้วนอนเถอะก้อง พรุ่งนี้ต้องทำงานอีก”

     

    พี่อู๋บอก นายก้องเกียรติได้แต่แอบเบ้หน้าอยากร้องไห้เพราะไม่ชอบงานฉาบ ผมหวังว่าหลังทำผนังเสร็จจะมีงานช่างที่ดีและเหมาะกับผมมากกว่าการฉาบปูนรออยู่ แต่กว่าเราจะไปถึงจุดนั้นคงใช้เวลาหน่อยเพราะเรามีกันแค่สามคน แถมสองในสามเป็นมือใหม่ที่ฝีมือไม่เอาไหนจนต้องพึ่งแรงอาเจี๊ยบคนเดียว ผมอยากถามพี่อู๋อีกครั้งว่าเราจะอยู่กันแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน แต่พอเห็นเขานอนหลับอ้าปากหวอแล้วไม่ถามดีกว่า ไม่งั้นเราต้องทะเลาะกันเหมือนวันนี้แน่ๆ

     

     

     

     

    สองอาทิตย์ผ่านไป ผมแอบไปตะโกนในป่ามะพร้าวว่าเหี้ยเอ๊ย – ใครก็ได้พากูกลับจรัญสนิทวงศ์ที --

     

    งานช่างไม่ใช่สิ่งที่นายก้องเกียรติถนัดเลย ไม่ว่าจะฉาบผนัง ปูกระเบื้อง หรือเดินสายไฟ ผมทำไม่เป็นซักอย่าง อาเจี๊ยบบอกว่าของแบบนี้มันต้องค่อยๆฝึกสะสมไปเรื่อยๆ ช่างที่เก่งส่วนใหญ่ฝึกกันเป็นปีๆ ทำมาแล้วเป็นร้อยๆงาน จะหวังให้ออกมาสวยเหมือนช่างมืออาชีพคงเป็นไปไม่ได้ เรามันมือสมัครเล่น ต้องเก็บสะสมประสบการณ์กันไป –

     

    แล้วใครมันบอกว่าผมอยากเป็นช่างวะ?

     

    คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่อาเจี๊ยบสอน ผมได้แต่ฮึดฮัดในใจ ไม่อยากทำ ไม่อยากทำ ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่อยากทำ ผมอยากตะโกนคำพวกนี้ให้คอแตก ผมเกลียดกลิ่นปูน ผมเกลียดห้องอับๆร้อนๆไม่มีอากาศถ่ายเท ผมเกลียดการทำงานหนักจนเหงื่อโทรมทั้งตัว ผมเกลียด – เกลียดการลืมตาขึ้นมารับผิดชอบงานใช้แรงที่ตัวเองไม่ถนัด ถ้าทำออกมาได้ดีก็คงมีกำลังใจอยู่หรอก แต่ไม่ว่าจะทำอะไร จะหยิบจับงานไหน เป็นต้องโดนตำหนิ โดนติ โดนสอน โดนสั่งให้แก้ใหม่ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ทั้งวัน ส่วนพี่อู๋ก็ตกอยู่ในสถานะไม่ต่างกัน เขาไม่ถนัดงานช่าง เขาเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่แม้แต่ประกอบตู้หนังสือง่ายๆยังทำไม่ได้ มาวันนี้ต้องหัดตัดกระเบื้อง ผสมปูน คำนวณระยะห่าง คุณอิศรินทร์ผู้เคยประกาศว่าตัวเองโง่คณิตศาสตร์ก็ถือโอกาสนี้โชว์โง่เต็มที่ คำนวณผิดจนเราเสียกระเบื้องไปฟรีๆบ้าง กะระยะไม่ถูกบ้าง เขาคงไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานฝีมือจริงๆนั่นแหละ

     

    อากาศต้นเดือนกุมภาในภาคใต้ไม่ค่อยอ่อนโยน แสงแดดสว่างจ้าตั้งแต่หกโมงเช้า อุณหภูมิก็ร้อนจนนายก้องเกียรติกับผู้ปกครองต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปร้านขายของชำริมทะเล เรากินไอศกรีมหวานเย็นแบบบ้านๆเพื่อดับร้อนทุกวัน ออกไปซื้อหลังกินข้าวเที่ยงบ้าง หลังเลิกงานบ้าง แต่พออากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ คุณอิศรินทร์เลยซื้อไอศกรีมกลับมาแช่ในช่องฟรีซ เริ่มร้อนจนทนไม่ไหวเมื่อไหร่ค่อยแกะกิน โชคร้ายที่วันนี้ไอศกรีมเหลือแค่แท่งเดียว พี่อู๋เสียสละให้ผมกิน พอกินหมดเราก็เดินไปหาย่าที่อยู่ในสวนมะพร้าว สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นหญ้าและทางมะพร้าวที่หล่นเกะกะขวางทางจนพี่อู๋กับผมต้องคอยหยุดเคลียร์ทางเป็นระยะ ไม่อย่างนั้นย่าอาจจะสะดุดล้มก็ได้

     

    เราเดินเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงคนงานตะโกนคุยกัน วันนี้มีรถเก็บมะพร้าวเข้ามาถึงสวน เป็นผู้ชายสามคนกับลิงสองตัว ผมโล่งใจเมื่อรู้ว่าไม่ต้องปีนเก็บมะพร้าวอย่างที่พี่อู๋หลอก แต่โล่งใจได้ไม่นานก็ต้องลงแรงช่วยคนงานอีก ถึงเราจะจ้างเขามาแต่มะพร้าวในสวนมีมากเกินไป ย่าอยากให้เก็บให้หมดภายในวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ทาสีห้องนอนเล็กหลังบ้านให้เสร็จๆ ดังนั้นคุณอิศรินทร์กับนายก้องเกียรติต้องเป็นลูกมืออีกสองแรง ส่วนอาเจี๊ยบไปซื้ออาหารไก่ในตัวเมือง น่าจะกลับอีกทีเย็นๆเพราะแกไม่ได้สั่งให้เราไปรอเหมือนเมื่อวาน

     

    หน้าที่อีกหนึ่งอย่างของกอริลลาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผมแหงนหน้ามองลิงวิ่งขึ้นต้นมะพร้าวด้วยความคล่องแคล่ว ย่าบอกว่าลิงจะเด็ดเอาเฉพาะลูกที่แก่ลงจากต้น เหลือไว้แค่ลูกอ่อนๆให้สุกรอเก็บโอกาสถัดไป ผมไม่รู้ว่าลิงที่พวกเขาใช้มาเก็บมะพร้าวคือลิงพันธุ์อะไร แต่พอพี่อู๋เล่นมุกลิงจั๊กๆ ผมก็อยากทุ่มมะพร้าวใส่หัวเขา โทษฐานเล่นมุกสะเหล่อ สามบาทห้าบาทก็ยังจะเล่น น่าเกลียด

     

    “แต่ก่อนนะ พร้าวลูกละยี่สิบ” (เมื่อก่อนนะ มะพร้าวลูกละยี่สิบ) ย่าบอกให้นายก้องเกียรติฟังระหว่างที่ช่วยคนงานโยนมะพร้าวขึ้นรถกระบะ “เดี๋ยวนี้รัฐเอาพร้าวอิ่นโด พร้าวมาเลเข่ามา ราคาตกเหลือลูกส้ามบาท” (เดี๋ยวนี้รัฐบาลเอามะพร้วอินโด มะพร้าวมาเลเข้ามา ราคาตกเหลือลูกละสามบาท)

    “แต่เราก็เก็บได้เยอะนะครับ” ผมชวนคุณย่าคุยแล้วโยนมะพร้าวใส่กระบะหลัง

    “ด้ายม่ายถึงร้อยลูก หักค่าคนง่านก็แหม็ดแล้วก้องเหอ” (ได้ไม่ถึงร้อยลูก หักค่าคนงานก็หมดแล้วก้อง)

    “มะพร้าวพวกนี้ย่าปลูกเองเหรอครับ?”

    “ม่าย มันโตเอง ย่าไม่ใช่ต้องทำไรนิ” (ไม่ มันโตเอง ย่าไม่จำเป็นต้องทำอะไร)

     

    เอ้า –

     

    “อันนี้ย่าขายใครครับ? เขาจะเอามะพร้าวของย่าไปไหน?”

    “ไปทำกะทิ” ย่าบอก “ข้นพร้าวเสร็จฉ่วยย่าทำกับข้าวหิดนะก้อง” (ขนมะพร้าวเสร็จช่วยย่าทำกับข้าวหน่อยนะก้อง)

     

    ผมขานรับเสียงขันแข็ง ไม่อยากให้คุณย่ามองว่านายก้องเกียรติเป็นเด็กขี้เกียจที่วันๆเอาแต่กินและนอนเหมือนหลานชาย หลังรถขนมะพร้าวจากไปพร้อมกับลิงจั๊กๆสองตัว ผมก็เดินตามย่ากลับเข้าไปในครัว ส่วนพี่อู๋ขับมอเตอร์ไซค์ไปซื้อไอศกรีม เขากลับมาพร้อมรสถั่วดำและนมเย็นอย่างละสี่แท่งก่อนจะหายหัวไปนอนเปิดแอร์ ดูหนังฝรั่งสบายใจในห้องเย็นๆ

     

    ผมช่วยคุณย่าหยิบหม้อ ครก สาก และเครื่องแกงมาเตรียมไว้ คุณย่าตักแบ่งเครื่องแกงส้มลงในครก เพิ่มพริกขี้หนู กระเทียม ขมิ้น และเกลือนิดหน่อย ย่าบอกให้นายก้องเกียรติตำทุกอย่างจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พอได้ที่ก็ใส่กะปิลงไปอีกหนึ่งช้อนแกง ผมออกแรงตำจนเสียงดังโป๊กๆลั่นบ้าน ย่าชมผมด้วยว่าผู้ชายทำกับข้าวเป็นคือผู้ชายเก่ง เดี๋ยวนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ชายเข้าครัวกันเยอะแยะ ไม่ต้องเป็นแค่ผู้หญิงเหมือนย่าแล้ว

     

    “จำสูตรไว้นะก้อง” ผมบอกย่าว่าไม่ต้องเป็นห่วงครับ ctrl+c ต่อด้วย ctrl+v ในสมองเรียบร้อย สูตรของคุณย่าได้เผยแพร่ต่อที่ลาดพร้าวแน่นอน “เอ้า – ตั้งน้ำให้ย่าหน่อย”

     

    ผมใส่น้ำลงประมาณครึ่งหม้อ พอเริ่มเดือดก็ใส่เครื่องแกงที่ตำไว้ลงไป ปรุงเพิ่มด้วยน้ำมะขามเปียกอีกหนึ่งถ้วย ย่าถามว่าผมชอบกินเปรี้ยวหรือเปล่า ถ้าชอบเปรี้ยวๆก็ใส่เพิ่มได้ แต่เดี๋ยวนี้บ้านย่าไม่กินเปรี้ยวแล้ว กรดไหลย้อนเล่นงานกันทั้งบ้านจนนอนไม่ได้เลย

     

    ระหว่างรอน้ำแกงเดือด ย่าก็เดินอุ้ยอ้ายไปหยิบปลากะพงออกมาจากตู้เย็น ปลาตัวนี้เราซื้อจากแม่ค้าที่ขับมอเตอร์ไซค์เร่ขาย เมื่อวานผมเป็นคนขอดเกล็ดและหั่นปลาเป็นท่อนๆด้วยตัวเอง วันนี้เราจะได้กินแกงส้มปลากะพงฝีมือกอริลลาก้องแล้ว ผมช่วยย่าถือโคม – หรือชามและค่อยๆใส่ปลาลงไปในหม้อ แค่นี้ก็เรียบร้อย รอจนปลาสุก พร้อมเสิร์ฟ เรียกคุณชายอู๋มากินได้

     

    ตกเย็นเราได้กินแกงส้ม ไข่เจียวแบนๆ น้ำพริกแมงดา และหมูแดดเดียว เราสี่คนนั่งตากแมลงตอมไฟกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย หลังกินเสร็จจึงเป็นหน้าที่นายก้องเกียรติกับคุณอิศรินทร์ทำความสะอาดเหมือนเคย แต่วันนี้ย่าไม่หยุดแค่ของคาว ย่าถามพวกเราว่าอยากกินขนมไหม ย่าจะทำขนมโคให้กิน

     

    “อะไรก็ได้ อู๋กินหมดแหละ”

     

    พี่อู๋บอกก่อนจะล้างไม้ล้างมือเตรียมช่วยกันทำขนม เริ่มจากเทแป้งข้าวเหนียวใส่โคม – ชามและใส่น้ำเล็กน้อยให้พอกลายเป็นดินน้ำมัน ขั้นตอนนี้ผมกับผู้ปกครองชอบมากเพราะได้บีบๆนวดๆของนุ่มๆบ้างหลังจากผสมแต่ปูนมาหลายวัน ส่วนย่าปลีกตัวไปหั่นน้ำตาลโตนดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ย่าหั่นเตรียมไว้เยอะเหมือนจะทำเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน เราสามคนนำแป้งห่อไส้น้ำตาลโตนดจนมือหงิก แรกๆขนมโคก็เป็นลูกกลมๆเล็กๆพอดีคำ หลังๆพี่อู๋เริ่มขี้เกียจ ปั้นก้อนเท่าควายยัดไส้น้ำตาลสามตัน ย่าบอกว่าปั้นใหญ่เกินไปสุกยาก ให้แบ่งเป็นก้อนเล็กๆ ปั้นให้เรียบร้อย เป็นผู้ชายก็ทำงานเรียบร้อยได้ อย่าขี้คร้านสิอู๋ ย่าบอกเอาลูกเล็กๆ – บอกว่าลูกเล็กๆไง ไอ้อู๋ – ปั้นมาลูกเท่าควาย กินเองเลยนะ –

     

    “ถ้าขี้คร้านก็ไปขูดพร้าวไป” ย่าไล่ คุณอิศรินทร์จึงเดินไปนั่งคร่อมกระต่ายขูดมะพร้าว เขาทำเหมือนเดิมอีกแล้ว แรงดีช่วงแรกๆ ขูดดังโครกครากจนเกลี้ยงกะลาเนียนสวยสะอาดตา พอเริ่มกะลาที่สองที่สามก็ออกลาย ขูดไม่เกลี้ยงบ้าง ออกแรงน้อยบ้าง จนย่าไล่ให้ไปไกลๆ เกะกะสายตา

     

    “ใช่สิ ใครๆก็รักก้อง”

     

    พี่อู๋ประชดก่อนจะเดินสะบัดตูดไปดูมวยกับปู่ในห้องนั่งเล่น ครัวเล็กๆจึงเหลือแค่ผมกับย่าเท่านั้น เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็เทขนมโคลงหม้อ รอจนมันสุกลอยขึ้นบนผิวน้ำจึงตักใส่มะพร้าวที่คุณอิศรินทร์ขูดไว้ ย่าบอกว่ามะพร้าวที้คลุกขนมโคไม่ต้องใส่น้ำตาล แค่ไส้ก็หวานจะแย่แล้ว ขืนใส่น้ำตาลเพิ่มในเนื้อมะพร้าวอีก เบาหวานกินยกบ้านแน่ๆ

     

    เราได้กินขนมโคตอนสองทุ่ม คุณปู่กินแค่สี่ห้าชิ้นให้พอหายอยากส่วนที่เหลือก็เข้ากระเพาะนายก้องเกียรติกับผู้ปกครอง ผมกินขนมโคพลางดูทีวีเพลินๆระหว่างต่อคิวรออาบน้ำ ปกติแล้วปู่จะอาบเป็นคนที่หนึ่ง พี่อู๋คนที่สอง ส่วนย่าเป็นคนสุดท้าย แต่วันนี้ย่าคงเหนื่อยมากเลยลัดคิวอาบคนแรก แกอาบน้ำปะแป้งจนหน้าขาวเหมือนแนแล้วเข้านอน เหลือแค่ลิงสองตัวกับขนมโคหนึ่งจานในห้องโถงหน้า

     

    “พรุ่งนี้วันพระ” พี่อู๋บอก “น่าจะต้องตื่นเช้าช่วยย่าทำปิ่นโตไปวัด”

    “พี่จะไปวัดด้วยไหม?” ผมถาม เขาส่ายหน้าทันที “ขี้เกียจอ่ะ แต่ถ้าก้องอยากไปก็ได้นะ วัดอยู่ติดทะเล เผื่อจะปล่อยย่าไปฟังพระส่วนเราเดินเล่น”

    “ร้อนขนาดนี้ ยังจะไปทะเลอีก”

     

    ผมบ่น เรานั่งกินขนมจนหมดจานก่อนจะช่วยกันล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยง ผมกับพี่อู๋สลับกันอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยจึงเข้านอน เราเปิดแอร์ที่อุณหภูมิสิบแปดองศา อากาศเย็นสบายเหมือนประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ผมที่สวมชุดนอนนั่งปะแป้งจนหน้าขาวบนเตียง ข้างๆคือคุณอิศรินทร์นอนเลือกหนังในช่องเน็ตฟลิกซ์ เขาถามผมว่าอยากดูเรื่องอะไร แต่ผมไม่มีคำตอบ หนังช่วงนี้ไม่ค่อยน่าสนใจเลย ดังนั้นพี่อู๋จึงได้สิทธิ์ถือครองรีโมต เขาเปิดหนังเรื่องเอ่ยชื่อคือคำรัก เรื่องเดียวกันกับหนังสือที่เราซื้อจากคิโนะคูนิยะเมื่อหลายเดือนก่อน

     

    “สนุกเหรอพี่?” ผมถาม

    “ก็ดีนะ พี่ชอบมู้ดของเรื่อง มันอบอุ่นดี”

     

    ผมเกาแก้มตรงยุงกัดแกรกๆพลางพยักหน้าเออออไปกับหนุ่มอักษรผู้ชอบมู้ดแอนด์โทนที่นายก้องเกียรติเข้าไม่ถึง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นหนังสารคดีเพราะเห็นพ่อของพระเอกคุยแต่เรื่องที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ ปรัชญาบ้าง โบราณคดีบ้าง สั้นๆคือผมไม่เข้าใจอะไรเลยนอกจากดูนายเอลิโอเล่นเปียโนและปั่นจักรยานไปมา

     

    “เก่งจังเลยเนอะ”

     

    ผมงึมงำเมื่อดูฉากที่เอลิโอนั่งเกากีต้าร์เบาๆในสวน ตัวเอกของเรื่องอีกคนให้เขาเล่นให้ฟังอีกรอบแต่ถูกกวนใส่ด้วยการดัดแปลงทำนองจนผิดเพี้ยนไปหมด ในฉาก ตัวละครพูดประโยคที่ผมไม่เข้าใจเลย

     

    “ก็เล่นแบบที่ลิสท์จะเล่น ถ้าเขาดัดแปลงเวอร์ชั่นของบาค --”

     

    บาคไหนอีก ผมสงสัยและคิดถึงพี่โรม ผมไม่ได้เรียนเปียโนมาเดือนกว่าแล้ว พี่โรมจะรู้ไหมว่าลูกศิษย์ของเขาถูกส่งมาขนมะพร้าวที่ใต้ ถ้าเขารู้ เขาคงแต่งเพลงเพื่อชีวิตให้นายก้องเกียรติได้ฮึดสู้ต่อไปแน่ๆ

     

    ตัวหนังดำเนินไปเรื่อยๆด้วยความเนิบช้า ผมหาวแล้วหาวอีกเพราะหนังไม่มีจุดพีคอะไรเลยนอกจากมองเอลิโอแต่งเพลง อ่านหนังสือ แอบมองและพร่ำเพ้อถึงแขกผู้มาเยือนของพ่อ วนเวียนแบบนี้ตั้งเกือบชั่วโมง หนังเล่นจนถึงฉากที่ทั้งสองคนปั่นจักรยานไปจัตุรัสในเมืองด้วยกัน ที่นั่นมีอนุสาวรีย์สงครามโลกครั้งที่หนึ่งตั้งอยู่ชื่อว่ายุทธการแม่น้ำปีอาเว พอเข้าเรื่องประวัติศาสตร์ ผมยิ่งหาวหนักขึ้นกว่าเดิมอีกเพราะไม่มีความรู้อะไรเลย ผิดกับคุณอิศรินทร์ที่นอนจ้องทีวีตาเขม็ง ใบหน้าเครียดขึงจริงๆเหมือนจะไปออกรบที่ไหน

     

    “ตายไปหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นคน --” เอลิโอพูดขณะที่โอลิเวอร์เดินจับรั้วของอนุสาวรีย์ไปเรื่อยๆเป็นวงกลม

    “ไม่รู้สักเรื่องบ้างไหมเนี่ย?” โอลิเวอร์ถาม จังหวะนี้ผมแอบล้อเลียนด้วยการถามพี่อู๋ที่นอนอยู่ข้างๆ

    “ไม่รู้ซักเรื่องบ้างไหมเนี่ย?”

     

    ผมแหย่ แต่เขาไม่ตอบโต้

     

    “แต่เรื่องที่น่ารู้จริงๆ ผมแทบไม่รู้” เอลิโอออกอาการเป็นลิงค่าง ปีนรั้วเตี้ยๆของอนุสาวรีย์

    “หมายถึงเรื่องแบบไหน?” โอลิเวอร์ถาม

    “คุณก็รู้ว่าเรื่องแบบไหน”

     

    แต่ผมไม่รู้ –

     

    ผมมองตัวละครสองตัวตกอยู่ในสถานการณ์กระอักกระอ่วน โอลิเวอร์เดินวนรอบอนุสาวรีย์โดยมีเอลิโอเดินตามอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาประจันหน้ากัน แต่ไม่เดินเข้าหากัน

     

    “แล้วมาบอกฉันทำไม?”

    “ผมคิดว่าคุณควรจะรู้”

     

    เอลิโอสูบบุหรี่ฟอดใหญ่

     

    “นายคิดว่าฉันควรจะรู้เหรอ?”

    “เพราะผมอยากให้คุณรู้มั้ง” เอลิโอพึมพำ “เพราะผมอยากให้คุณรู้”

     

    “พูดถึงอะไรกันอ่ะพี่?” ผมถามเพราะไม่เข้าใจบริบทของบทสนทนาจริงๆ พี่อู๋ละสายตาจากทีวี จังหวะเดียวกับที่เอลิโอพูดซ้ำ

     

    “Because I wanted you to know.” พี่อู๋พูดพร้อมเอลิโอ “Cause I wanted you to know.”

    “โนว้อท?”  (Know what?)

     

    ผมถามกลับกวนๆ แต่คุณอิศรินทร์ยังจริงจังกับการพากย์เสียงเอลิโอไม่เลิก

     

    “Because there’s no one else I can say this to but you.”

     

    ซับไตเติ้ลขึ้นภาษาไทยว่า

     

    “เพราะผมบอกใครไม่ได้นอกจากคุณ”

     

    ผมเลิกคิ้วมองผู้ปกครอง สรุปตัวละครอยากบอกอะไรกันแน่ ทำไมเขาไม่เฉลยเสียที

     

    “ใช่อย่างที่ฉันคิดหรือเปล่าเนี่ย?” โอลิเวอร์ถามและสูบบุหรี่ เขามองหน้าเอลิโอที่ยืนพนักหน้าอย่างจำนนต่ออะไรบางอย่าง

     

    “พี่อู๋ ผมถามเนี่ยว่าตกลงเอลิโอมันพูดถึงอะไร?”

    “พูดถึงความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้”

    “เอ้า – แล้วบอกโอลิเวอร์ทำไมอ่ะ?”

    “ก็มันคือความรู้สึกที่สามารถบอกได้แค่คนคนเดียวไง” คุณอิศรินทร์อธิบาย พอเห็นกอริลลาก้องขมวดคิ้วงุนงง เขาก็ดีดหน้าผากและทวนคำพูดของเอลิโอซ้ำไปซ้ำมา

     

    “Because I wanted you to know. I wanted you to know.”

     

    พี่อู๋พูดซ้ำขณะจ้องตานายก้องเกียรติ

     

    “I wanted you to know.”

    “ไอ อ้าค ยู โน ว้อท?” (I asked you, know what?)

    “อะนะตะกะสุคิดะ” (あなた 好きだ)

    “โฮ้ย – นอนละ คุยกันไม่รู้เรื่อง”

     

    ผมดึงผ้านวมมาห่มเมื่อโดนภาษาญี่ปุ่นพูดใส่หน้า พี่อู๋หัวเราะขำ เขาปิดทีวีและเข้านอนโดยไม่หยุดพูดย้ำเป็นครั้งสุดท้าย

     

    “ฮงโตะ สุคิดะ” (当 好きだ)





    TBC

    ______________________________
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in