มิชชั่น กินพอสสิเบิล JAPAN SUPER BOWLSALMONBOOKS
03: สอง



  • ตามกำหนดการ เครื่องบินจะออกประมาณเก้าโมงครึ่ง

    ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะเดือดร้อนกับการเผชิญกับรถติดระหว่างทางนั่งแท็กซี่ไปสนามบิน แต่ พ.ศ. นี้ไม่มีปัญหาอะไรแบบนั้นแล้ว เพราะเรามีบีทีเอสและแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport Link) คอยให้บริการไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แถมวันนี้ ผมยังตื่นแต่เช้า นั่งแท็กซี่ออกจากดอนเมืองไปรถไฟฟ้าสถานีหมอชิตตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

    ที่ว่าไม่มีปัญหา คือตอนออกจากบ้านรอบแรก

    ใช่ อ่านไม่ผิดครับ ‘รอบแรก’

    เพราะตอนนี้ ผมกำลังออกจากบ้าน โบกแท็กซี่ไปดอนเมืองเป็นรอบที่สอง

    ...

    ครับ ผมขอแก้คำพูดที่บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะตอนนี้กูเดือดเนื้อร้อนใจที่สุดแล้ว!

    เรื่องก็ไม่มีอะไรมาก ลองไปดูภาพช้ากันนะครับ 

    การไปญี่ปุ่นรอบสองก็เหมือนการดูหนังซ้ำสองรอบนั่นแหละครับ เรารู้แล้วว่าตอนไหนสามารถลุกไปฉี่ได้ ฉากไหนที่น่าเบื่อจนออกไปอึได้ การไปญี่ปุ่นรอบนี้ของผมเลยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ ก็แค่จัดเสื้อผ้าล่วงหน้าครึ่งเดือนเอ๊ง

    วิชัยจัดกระเป๋าอย่างผู้รู้เลยครับ เสื้อหนาวไม่ต้องเยอะ กางเกงไม่ต้องมาก อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ต้องหยิบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี่ลบออกจากความคิดไปได้เลย เพราะหลังจากหอบไปในครั้งที่แล้วผมถึงรู้ว่าอาหารการกินญี่ปุ่นมันไม่ได้แพงขนาดนั้น อาหารถูกๆ ดีๆ มีเยอะ

    แต่ถึงจะมั่นใจขนาดไหน คราวนี้วิชัยกลับทำเช็กลิสต์ไว้ด้วย เพราะความที่ไปเที่ยวกับเมียก็เลยอยากทำตัวเป็นสามีที่พึ่งพาได้ ไม่อยากลืมนู่นลืมนี่ ตอนจัดของก็เลยไล่ติ๊กลิสต์ในกระดาษไปพลาง

    โปรฯ สุดๆ
  • เช้าวันออกเดินทาง ผมบอกมยุรีอย่างเข้มๆ ว่า “วันนี้เราจะไปกินเบอร์เกอร์คิงส์กันนะ”

    การกินเบอร์เกอร์คิงส์กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผมกับมยุรีไปแล้ว มันเริ่มจากตอนที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันครั้งแรก ตอนนั้นกลัวหิวก็เลยแวะกินเบอร์เกอร์คิงส์ที่สีลมกันก่อน

    จากนั้นเวลาจะไปเที่ยวที่ไหนสักที่ พวกเราจึงแวะกินเบอร์เกอร์คิงส์กันก่อนทุกครั้ง

    วันนี้ผมเลยตั้งใจออกจากบ้านให้เร็วกว่าปกติ เพื่อจะได้แวะกินเบอร์เกอร์คิงส์ที่สนามบิน

    ผมเทน้ำ เทอาหารให้แมวอย่างใจเย็น ค่อยๆ เดินขึ้นบ้าน สำรวจหน้าต่าง บรรจงกอดแมวทีละตัว

    “บุญเอิญ อ้วน ลาย อยู่บ้านดีๆ นะ” ผมคิดในใจ

    เครื่องออกประมาณเก้าโมงครึ่ง ตามหลักการเช็กอินที่ดี เราควรไปถึงสนามบินก่อนสักสองชั่วโมง ก็คือประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ซึ่งสบายมาก กูออกจากบ้านก่อนพระอาทิตย์จะออกมาด้วยครับ

    05:15 น.

    เรียกแท็กซี่อย่างใจเย็น ขึ้นแท็กซี่จากดอนเมืองมุ่งหน้าไปสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต

    วันนี้อากาศดี ฟ้าสวย หันไปมองมยุรี เห็นสายตาตื่นเต้นของเธอ ผมก็มีความสุข

    05:20 น.

    วันนั้นเราใจเย็นมาก ไม่ขึ้นทางด่วนด้วย เพราะถนนโล่งมาก แถมยังแสดงความชิลอย่างออกนอกหน้าด้วยการโทร.ไปปลุกคนอื่น

    “เออ มึง ระวังรถติดกันด้วยนะ เดี๋ยวเจอพี่ที่เคาน์เตอร์เช็กอินนะ ถ้าไม่เจอ ก็ไปเจอกันเบอร์เกอร์คิงส์เลยนะ”

    หึหึหึ (หัวเราะเสียงเนิร์ดผู้ดี)
  • 05:30 น.

    ถึงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต

    ผมแบกกระเป๋าเดินทางลงจากรถ มีชาวบ้านหันมามองอย่างสนใจ

    ฮึ...กูไปเที่ยวญี่ปุ่นเว้ย

    มยุรีจ่ายเงิน ปิดประตูแท็กซี่ ดูเวลา...สบ๊าย!

    05:32 น.

    เช็กพาสปอร์ตอีกรอบ พบว่าอยู่ครบดี

    ยกเว้นตั๋ว JR Pass


    เปิดกระเป๋าช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่องที่ 3

    ฟัก! ฟัก! ฟัก!

    ลืม JR Pass!

    ลืม! ได้! ไง! วะ!

    ตอนนั้นอยากเป็นลม ได้สติแล้วเป็นลมอีกรอบให้สาสมกับความช็อค

    จริงๆ ผมจะปล่อยมันไป แล้วบินไปญี่ปุ่นเลยก็ได้ ถ้าราคาบัตร JR Pass แม่งไม่ใช่แปดพันกว่าบาท และไม่ได้อยู่กับผมถึงสามใบ! (ของผม มยุรี และโจ้)

    05:40 น.

    เรียกแท็กซี่อีกคัน ขึ้นทางด่วนเหาะกลับบ้าน!

    ตัดภาพมาที่บ้าน แมววิ่งเข้ามาคลอเคลีย

    “อีบุญเอิญ มึงหลีกไปเลยสัส!”

    ผมวิ่งเข้าบ้านด้วยสปีดที่แทบจะเหยียบแมวตาย บัตร JR Pass นอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะทำงานอย่างสงบสุข

    เห็นแล้วอยากคว้าใส่ปากแล้วแดกซะให้เข็ด!
  • 06:15 น.

    ออกจากบ้านรอบที่สอง ด้วยอาการร้อนรน

    เรียกแท็กซี่จากดอนเมืองขึ้นทางด่วนพุ่งไปสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต

    ทำไมวันนี้แม่งร้อนฉิบหายเลยวะ

    หันไปมองมยุรี เห็นสายตาตื่นเต้นของเธอ ผมก็เลิ่กลั่กไปด้วย

    06:45 น.

    ติดแหง็กอยู่บนทางด่วน

    07:10 น.

    วิ่งลงจากบีทีเอสสถานีพญาไท วิ่งข้ามวิหารอาเธน่า (ใครบอกทีได้มั้ยว่ามันจะสร้างใหญ่ๆ ทำไม จะแข่งกับวิหารวาติกันเรอะ) เข้าสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ ซื้อตั๋ว Express ไปสนามบิน

    โดยปกติ เคาน์เตอร์เช็กอินสายการบินจะปิดก่อนเครื่องฯ ขึ้น 45 นาที เครื่องของผมขึ้น 09:25 น. ดังนั้นอย่างวิบัติที่สุดผมจะต้องถึงสนามบิน 08:45 น.

    07:45 น.

    ถึงชานชาลาแอร์พอร์ตลิงก์

    โอเค เหลือเวลาอีกชั่วโมง ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจออกจากบ้านเช้าเป็นพิเศษ

    08:00 น.

    รถไฟเพิ่งมาถึงชานชาลา อืม...มึงไปอ้อมอิหร่านมาเรอะ

    ประตูเปิด วิ่งเข้าประตู เอาเป้วาง นั่ง

    เหลือเวลาอีกชั่วโมง ปิดประตูสิวะ ปิดประตูสิวะ

    “ขณะนี้เป็นเวลา แปดนาฬิกา ยืนตรงเคารพธงชาติ ป่า-เทศ-ไทย-รวม-เลือด-เนื้อ…”

    ทุกคนยืนขึ้น

    เฮ้ย...เดี๋ยวค่อยรักชาติกันได้มั้ย รักษาเวลากันก่อนได้ปะ (คือบ่นทั้งๆ ที่ยืนอยู่ด้วย)

    สาบานได้ว่าตอนนั้นเป็นเพลงชาติเวอร์ชั่นที่ยาวนานที่สุดในโลก

    เถลิง-ประ-เทศ-ชาติ-ไทย-ทวี มี-ชัย ช-โย

    วิชัย: “ฮัลโหล เฮ้ย โจ้ พี่มีปัญหานิดหน่อย จะไปถึงช้านิดนึง แต่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้อยู่บนแอร์พอร์ตลิงก์ละ ขึ้นสาย Express ไม่น่านาน”

    08:05 น.

    คนขึ้นรถไฟ

    ออกรถเลยพี่ ซิ่งไปเลย ดริฟต์ไปเลย
  • 08:10 น.

    ประตูยังไม่ปิด

    มีคนเดินขึ้นรถไฟสองคน

    และประตูยังไม่ปิด

    คนเดินขึ้นรถไฟอย่างชิลอีกสองคน

    ประตูแม่งก็ยังไม่ปิด...

    นี่ใจคอจะรอรับคนให้หมดเขตพญาไทเลยใช่มั้ย พี่ถึงจะออกรถ

    มึงไม่ใช่รถสองแถวนะเว้ย มึงคือ ‘Express Line’ ออกรถได้แล้ว!!

    08:15 น.

    ประตูแม่งปิดสักที

    08:17 น.
    ...
    ฉิบหาย หัวเทียนรถไฟบอดหรือไงวะ ออกรถสิโว้ยยยย!

    08:30 น.

    เพิ่งถึงสถานีมักกะสัน

    วิชัย: “ฮัลโหล ผมชื่อวิชัยนะครับ ผมมีบุ๊กกิ้งที่จะบินกับสายการบินคุณวันนี้ แต่ผมติดปัญหานิดหน่อยจะไปถึงช้า ช่วยรอผมด้วยนะครับ”

    เวลาเรารีบ ทุกอย่างจะช้า ส่วนอะไรที่มันช้าอยู่แล้ว มันก็จะหยุดนิ่ง จนทำให้เราหงุดหงิดมากขึ้น

    แอร์พอร์ตลิงก์สาย Express เดินทางด้วยความเร็วเทียบเท่าอูฐไขข้อเสื่อม คือถ้าจะ Express กันแบบนี้ มึงไปแดกทากกันเลยไป๊
  • 08:47 น.

    เพิ่งถึงสถานีลาดกระบัง

    นี่กูอยู่บนรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ หรือเกวียนของแกนดาล์ฟ

    สายอย่างเป็นทางการ โดยไม่ต้องพึ่งวงโยธวาทิตเล่นเพลง มหาฤกษ์

    วิชัย: “สวัสดีครับ ผมวิชัยอีกรอบนะครับ ตอนนี้กำลังจะถึงสนามบินแล้วครับ คุณห้ามปิดเคาน์เตอร์ก่อนผมไปถึงนะครับ”

    ถ้าเกิดมีกราวนด์สายการบินเอาเรื่องของผมไปโพสต์ระบายถึงพฤติกรรมอันต่ำทรามของผู้โดยสารชาวไทยที่ไม่ยอมให้ปิดเคาน์เตอร์ ผมก็ต้องขออภัยจริงๆ แต่ก็ให้รู้ไว้เลยนะฮะว่า ผมจำเป็นจริงๆ

    09:00 น.

    ถึงสักที!

    เดินทางด้วยแอร์พอร์ตลิงก์สาย Express ดีมากครับ! ปลอดภัยมากครับ! เป็นการบริการที่เยี่ยมมากครับ! ถุ้ย!

    ผมและมยุรีวิ่งไปที่เคาน์เตอร์เช็กอิน ซึ่งควรจะปิดไปตั้งแต่ 15 นาทีที่แล้ว ตอนนั้นสมองของผมเริ่มทำการคิดแผนสอง หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า ‘มองโลกในแง่ดี’ ขึ้นมา เช่นตกเครื่อง (อืม...ดีมากเลยมึง) โดนโจ้บองโก้โกรธ เพราะตั๋ว JR Pass อยู่กับผม และผมก็ต้องชดใช้ค่า JR Pass ให้มันอีกต่อ จากนั้นเราจะกลับบ้านไปตั้งหลัก และวันรุ่งขึ้น เราก็จะซื้อตั๋วเครื่องบินไปมัลดีฟส์แทน

    แต่ปรากฏว่าเคาน์เตอร์ไม่ปิดวุ้ย! เจ้าหน้าที่ยืนรอเราอยู่จริงๆ!

    ผมรีบวิ่งเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นเอกสารทุกอย่างให้ โยนเป้ลงไปให้ชั่งน้ำหนัก

    “สวัสดีครับ ผมเดินทางกับเพื่อนอีกสอ...”

    “อ้าว เชี่ยโจ้! ทำไมมึงยังอยู่ตรงนี้!”

    “อ้าว เฮ้ยพี่!”

    “นี่ใช่มั้ย สองคนนี้ใช่มั้ย” ผู้หญิงในชุดเจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาหา ดูจากหน้าตา รอยหยักย่นบนใบหน้าและปริมาณของผมหงอกบนหัวแล้ว เดาได้เลยว่านี่คือระดับหัวหน้า

    “มาค่ะ ไม่ต้องคุยกันแล้ว มาทางนี้เลยค่ะ”

    คือถ้าป้าเป็นฮัล์ค ป้าก็คงอุ้มเราสองคนพาดบ่าไปแล้ว แต่ป้าไม่ใช่ฮัล์ค ป้าก็เลยแสดงพลังที่ฮัล์คทำไม่ได้ด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์ชูบัตร VIP ขึ้นฟ้า แล้วเคาน์เตอร์ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ช่องพิเศษก็งอกขึ้นมา เราได้รับการตรวจพาสปอร์ตโดยไม่ต้องเข้าคิว เดินลัดคิวชาวบ้านร่วม 20 สัญชาติทั่วโลกเข้าไปตรวจหาโลหะได้เลย

    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก พวกเราเหมือนเดินตามโมเสสในชุดแอร์กราวนด์ที่เปลี่ยนจากแยกน้ำทะเลเป็นแยกด่าน ตม. แทน
  • ผมกับโจ้พยายามสาวเท้าให้ทันป้า...รู้สึกดีนะ ที่เวลาเรารีบ แล้วมีคนเป็นเดือดเป็นร้อนไปกับเรา

    แต่เดินไปสักพัก

    “อ้าวเชี่ย ป๊อกกี้ มึงมาทำอะไรตรงนี้” ป๊อกกี้คือคนที่มาถึงสนามบินเป็นคนแรก

    “ไม่รู้เหมือนกันพี่” ป๊อกกี้กำลังยืนมึนๆ งงๆ อยู่

    “อ้าวคุณ! ทำไมคุณยังไม่ขึ้นเครื่องไปอีก มาทำอะไรตรงนี้!!” ป้าเปิดฉากด่าป๊อกกี้เฉย

    “ผ...ผมก็ไม่รู้ เขาบอกให้ผมมาตรงนี้”

    “ดิฉันล่ะเชื่อจริงๆ มาๆ จะไม่ทันเครื่องอยู่แล้ว… ว.1 ผู้โดยสารกำลังไป ผู้โดยสารกำลังไป”

    อืม...พอป้าใช้วิทยุปุ๊บ สถานการณ์ดูตึงเครียดขึ้นทันที

    ความหายนะมาสิ้นสุดเมื่อเราเดินมาถึงประตูงวงช้าง หลังจากส่งพวกเราเสร็จ ป้าก็หันหลังเดินกลับไปทันที แม้จะรู้สึกดีใจที่ไม่ตกเครื่อง แต่ก็สงสารป้าอยู่หน่อยๆ กว่าป้าจะเดินถึงที่ ข้อเข่าคงหลุดกันพอดี

    เราทั้งสี่คนเดินขึ้นเครื่องอย่างจ๋อยๆ พอเจอสายตาที่แสนเอือมระอาของคนทั้งเครื่อง เราก็ยิ่งรู้สึกผิดกันอย่างเต็มที่ ตัวเล็กๆ เหี่ยวๆ ลีบๆ รีบเดินไปนั่งที่เก้าอี้ผู้โดยสาร คาดเข็มขัดอย่างผู้แพ้

    เอาจริงๆ ถ้าไม่ได้ป้าช่วย พวกเราต้องตกเครื่องแน่ๆ และหนังสือเล่มนี้ก็จะจบลงแค่บทนี้แหละ น่าเสียดายไม่ได้ถามชื่อป้าไว้ด้วย ยังไงวิชัยขอใช้พื้นที่หน้ากระดาษตรงนี้กล่าวถึงป้าหน่อยแล้วกัน

    วิชัยขอขอบคุณคุณป้าโมเสส ผู้แสดงอิทธิฤทธิ์บัตร VIP ให้ผมได้ประจักษ์ครับ

    09:20 น.

    ได้นั่งบนเครื่องอย่างสบายตูดแล้วโว้ยยยย!

    09:25 น.

    เครื่องยังไม่ออก

    09:30 น.

    มีผู้โดยสารเดินขึ้นเครื่องมาอีกสามสี่คน

    แถมยังชิลมากด้วย!
    ...
    กูรีบจะตายห่า

    หรือเมื่อกี้ที่ป้ารีบกลับก็เพราะต้องไปแสดงอิทธิฤทธิ์โมเสสแยกน้ำทะเลต่อ

    อืม...น่าสงสารแฮะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in