#วันเสาร์เราฟังเพลงsunnywish13
(#วันเสาร์เราฟังเพลง) “Don’t Stop Believin’” บทเพลงของคนไม่ยอมแพ้




  • ความจริงวันนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาพูดถึงเพลงร็อคคลาสสิกจาก Journey เท่าไหร่ แต่ด้วยสถานการณ์มันพาไป เลยขอลัดคิวขึ้นมาพูดถึงหน่อยแล้วกัน


    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ส่งใบสมัครงานไปยังบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่เรากล่าวได้อย่างเดียวว่า ‘อยากได้งานจนตัวสั่น’ แน่นอน สำหรับนักศึกษาใกล้เรียนจบอย่างเรา ย่อมต้องอยากได้งาน ‘จนตัวสั่น’ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว


    แต่เมื่อเทียบกับงานอื่น ๆ ที่เราลองสมัคร (และล้มเหลว) งานนี้เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทำเอาเรากระเหี้ยนกระหือรืออยากจะได้ตั้งแต่วินาทีที่เจอประกาศทางอินเทอร์เน็ตจริง ๆ เป็นงานที่อ่านแล้วรู้สึกเลยว่า ‘นี่แหละ งานที่ฉันกำลังตามหา’ และ ‘ฉันนี่แหละ ที่คุณกำลังตามหาอยู่’ ทางบริษัทลิสต์ qualification มากี่ข้อ เราติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊กถูกได้ทุกข้อ รู้สึกว่านี่แม่งต้องพรหมลิขิตแน่ ๆ ถ้าฉันยังไม่ใช่คนที่คุณตามหาแล้วจะเป็นใครได้อีก มืองี้มันสั่นไปหมด รู้สึกว่าฉันคือคนที่ถูกเลือกแน่ ๆ


    เราลงทุนเอา resume ที่เคยส่งไปบริษัทอื่น ๆ มายกเครื่องใหม่ทั้งหมด ตั้งใจ tailor ออกมาเพื่อบริษัทนี้โดยเฉพาะ คุณอยากได้อะไร ฉันมีให้หมดเลยนะ cover letter ที่ปกติเราจะมี format เอาไว้อยู่แล้ว ว่างานประมาณนี้เขียนแบบนี้ งานประมาณนั้นเขียนแบบนั้น คราวนี้เราก็เอามายกเครื่องใหม่จนหมด ตรวจแล้วตรวจอีก ตรวจแล้วตรวจอีก ร่างขึ้นมาสามสี่ฉบับกะว่ายังไงก็อยากให้คุณเห็น ว่าฉันน่ะ คือคนที่คุณกำลังตามหาจริง ๆ นะ! เป็นครั้งแรกนับแต่เริ่มหางานเลยที่รู้สึกมีความหวัง รู้สึกฟ้ามีตา รู้สึกสวรรค์กำลังจะประทานพรให้ฉันขนาดนี้


    เรากดส่งเรซูเม่กับ cover letter ไป วันต่อมาก็ได้รับการตอบรับ...


    ว่าคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการ


    ยอมรับว่าตอนเห็นสถานะใบสมัครแบบนี้ มันก็งืดไปสักหน่อยแหละ


    แบบ... ฉันมั่นใจมาก ๆ เลยนะ ว่าฉันน่ะ คือทุกสิ่งที่คุณตามหาเลยนะ ฉันน่ะ พร้อมจะเป็น a bitch for you เลยนะคะ 


    แต่แล้วยังไง?


    เชาบอกว่าเราคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการอ่ะ...


    ก็ทำเอาจุกเหมือนโดนกระโดดถีบยอดอกไปเหมือนกัน โดนปฏิเสธมากี่ที่ก็ไม่เจ็บเท่านี้ โอกาสจะสัมภาษณ์งานยังไม่ได้ด้วยซ้ำ อะไรคุณสมบัติฉันมันจะไม่เข้าตาขนาดนั้นคะ?


    แต่ว่าก็ว่า... สุดท้ายยังไงชีวิตก็ต้องเดินต่อไป จานที่กองอยู่ในซิงค์ก็ยังต้องล้าง สุดท้ายก็นั่นแหละ ปาดน้ำตาให้ตัวเองเงียบ ๆ แล้วลุกไปล้างจานซะ


    ระหว่างล้างจานก็เปิดเพลงฟังไปด้วย อินี่มันจริตนางเอกเอ็มวีโดยกำเนิดอยู่แล้ว จะสุข จะทุกข์ชีวิตฉันต้องมีเพลงประกอบ ขนาดปั่นงานให้ทันเดดไลน์ยังมี soundtrack ประกอบ ทำไมโดนปฏิเสธงานถึงจะไม่มี?


    นี่ก็ล้างจานไป ฟังเพลงไป จน apple music คู่ใจ (ไม่เข้า) เล่นมาถึงเพลงนี้


    ‘Don’t Stop Believin’ ของ Journey


    แค่เสียงเปียโนมา ใจมันก็แบบ... เอาว่ะ มันต้องสักหน่อยล่ะวะ มึงจะมายอมแพ้กันตรงนี้ได้ไง คนเรามันยอมแพ้กันง่าย ๆ ตรงนี้ไม่ได้โว้ย มึงต้อง don’t stop believin’ สิวะ!


    บอกก่อนว่าตัวเราไม่เคยเป็นแฟนเพลงร็อคหรือแฟนเพลงยุค 80 แต่อย่างใด ส่วนตัวเป็นคนฟังเพลงไปเรื่อยมากกว่า เพลงไหนเข้าหูก็ฟังหมด ที่ได้มารู้จักเพลงนี้ก็เพราะซีรีส์เรื่อง Glee ซีรีส์รักวัยรุ่นจากอเมริกาที่เคยรุ่งเรืองอย่างมากในช่วง 2009-2012 (ก่อนจะเริ่มล่มสลายในปี 2013---) จุดเด่นของซีรีส์เรื่อง Glee คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการนำซีรีส์รอมคอมทางโทรทัศน์มารวมเข้ากับละครเพลง เนื่องจากเนื้อเรื่องหลักดำเนินอยู่รอบบรรดาสมาชิกชมรมประสานเสียงของโรงเรียน McKinley ในแต่ละตอนจึงต้องมีการโชว์เพลง โชว์พลังเสียงตัวละครแต่ละตัวสักหน่อย


    เพลง Don’t Stop Believin’ เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่โด่งดังที่สุดเพลงหนึ่งจากซีรีส์ชุดนี้เลยก็ว่าได้ ประการหนึ่งคือมันเป็นเพลงไฮไลต์จากตอน pilot (ตอนปฐมฤกษ์/ตอนตัวอย่างก่อนซีรีส์เริ่มออกฉายจริงๆ) และเป็นเพลงที่รวบรวมจิตวิญญาณของเหล่าสมาชิกชมรมประสานเสียงไว้ได้อย่างดียิ่ง


    ชมรมประสานเสียงโรงเรียน McKinley ที่ถูกมองว่าเป็นพวกขี้แพ้ เดินไปไหนมาไหนเป็นต้องถูกพวกเด็ก ‘วรรณะ’ สูงกว่าในโรงเรียนเอาน้ำหวานสาดหน้า มารวมตัวกันและร้องเพลงนี้ออกมาในตอนจบของตอน pilot เป็นเหมือนเพลงชาติของพวกเขา เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกเขาจะ ‘ไม่ยอมแพ้’ 


    เพลงเพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์ของซีรีส์อย่างมาก ในจุดที่นักแสดง ‘เกลียด’ เพลงนี้กันไปเลย เพราะขึ้นกี่เวทีเป็นต้องแสดงเพลงนี้ แถมยิ่งความนิยมของซีรีส์ลดลงเรื่อย ๆ ทีมงานยังยัดเพลงนี้ใส่เข้ามาจนเฝือ(...) ทำเอาความ ‘ขลัง’ ของ Don’t Stop Belivin’ แทบเหือดหายไปจากใจแฟนซีรีส์และนักแสดงเลยก็ว่าได้


    แต่สำหรับเราและแฟนซีรีส์เรื่อง Glee อีกหลาย ๆ คน เราชื่อว่าเพลง Don’t Stop Believin’ ยังครอบครองที่พิเศษในใจของทุกคนอยู่ไม่มากก็น้อย อย่างของเราเอง มันก็มีที่ประจำในหอเกียรติยศแห่งเพลงโปรดที่สุดตลอดกาลของเราแน่ละ


    หลังได้ฟังเพลงนี้จากเรื่อง Glee เราก็ตามไปฟังเวอร์ชั่นต้นฉบับของ the Journey ต่อ และเราก็พูดได้เต็มปากว่าเรารักทั้งสองเวอร์ชั่นไม่แพ้กัน


    เราชอบเวอร์ชั่นของ Glee ที่มีบรรดาสมาชิกชมรมประสานเสียงเป็นคนร้อง แต่เราก็ชอบเสียงเปียโน เสียงโซโล่กีต้าร์ในเวอร์ชั่นของ Journey ด้วยเช่นกัน


    สิ่งที่ทำให้เราถูกใจเพลงนี้มากที่สุด คงไม่พ้นท่อนแรกของเพลงที่กล่าวว่า ‘Just a small town girl living in a lonely world, she took the midnight train going anywhere’


    โอเค เราไม่ได้เป็น ‘small town girl’ แน่ละ อิลูกสาวชนชั้นกลางเกิดและโตในกรุงเทพที่ไหนมันจะกล้าเรียกตัวเองว่า ‘small town girl’ แต่มันคงเป็นความรู้สึกของการได้หนีจากอะไรสักอย่าง... ไปยังที่ไหนสักแห่ง ได้ ‘took the midnight train going anywhere’ ด้วยความเชื่อที่ว่ามันมีบางสิ่งรอฉันอยู่ข้างนอกนั่น มันคงเป็นความรู้สึกของการได้ ‘หลบหนีจากอะไรสักอย่าง’ และ ‘ได้เชื่อในอะไรสักสิ่ง’ ซึ่งแผ่ออกมาจากเนื้อเพลงท่อนแรกนี้แหละ ที่ทำให้เพลงนี้มีตำแหน่งพิเศษในใจของเราเสมอมา


    แม้แต่วันนั้นที่เราโดนปฏิเสธงาน เพลงนี้ก็ทำให้เรารู้สึกมีขวัญกำลังใจขึ้นมาใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ครั้งแรก เพลงนี้คือเพลงที่ฉุดเราขึ้นมาเสมอ เราว่าไม่ว่าใคร ก็ยากจะต้านทานเสียงเปียโนที่ชวนให้จิตใจกระชุ่มกระชวยนั่นกันทั้งนั้น


    ฉะนั้นวันเสาร์นี้ เลยอยากฝากเพลงนี้ไว้ให้กับทุกคนสักหน่อย... ให้กับทุกคนที่ยังไม่ยอมแพ้ และยังไม่ ‘สูญสิ้นศรัทธา’ นะคะ :)


    (Don't Stop Believin' เวอร์ชั่นนักแสดงจากเรื่อง 'Glee')



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in