บันทึกกันจนกว่าจะเรียนจบa little student
ว่าด้วยการให้เกียรติ
  • ที่จะได้อ่านต่อไปนี้มาจากอารมณ์ล้วน ๆ

    ในการเรียนระดับอุดมศึกษา ใคร ๆ ก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชีวิตเรามีอิสระขึ้นเยอะจากสมัยประถมหรือมัธยม จะเข้าเรียนกี่โมงก็ได้ จะเข้าเรียนวันนี้ก็ได้ หรือไม่เข้าก็ยังได้ ตราบใดที่ไม่มีการเช็คชื่อเข้าเรียน

    สมัยมัธยม เมื่อคะแนนมาจากหลายส่วน งาน สอบ คะแนนจิตพิสัยหรือการเข้าเรียน นักเรียนทุกคนก็คงจะต้องเข้าห้องไปเพื่อเช็คชื่อเอาคะแนน เรียนหรือไม่ก็คงแล้วแต่วิชาอีกที

    แต่ในมหาวิทยาลัย คะแนนส่วนมาก จะเรียกว่าทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ได้ มาจากการสอบ
    เข้าเรียนในคาบจำเป็นด้วยหรือ ในเมื่อไม่มีคะแนนเช็คชื่อ ?

    ใคร ๆ ก็คงคิดว่า วิชาไหนพอใจจะเข้า เดี๋ยวก็เข้าไปเรียน วิชาไหนไม่อยากเข้าก็โดด แค่นั้นเองหรือเปล่า

    ลองคิดในมุมกลับกัน ถ้าคุณมองจากมุมของอาจารย์ผู้สอนในวิชานั้น ๆ ท่านเป็นอาจารย์ ก็คงอยากสอนนิสิต นักศึกษาเพื่อให้ได้ความรู้ แล้วกลับไปต่อยอดเอาเอง ก็คงไม่อยากสอนเก้าอี้เลคเชอร์หรือหลอดไฟในห้องหรอก

    สาขาที่ฉันเรียนอยู่มีนิสิตประมาณ 60 คน เรียกได้ว่าเป็นจำนวนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับอาจารย์ที่มีประมาณ 30 ท่าน นับได้ว่าอาจารย์กับเด็ก ๆ ก็คงต้องคุ้นหน้ากันอยู่แล้วอย่างแน่นอน

    วันนี้มีคนมาเรียน 25% ของเด็ก ๆ ทั้งหมดแหละ

    ถ้าให้คุณออกมาอธิบายอะไรสักอย่างหน้าห้อง แต่คนเข้าฟังคุณมีแค่หยิบมือ คุณจะรู้สึกอย่างไร
    ฉันว่าอาจารย์ก็คงรู้สึกไม่ค่อยดีนักเท่าไหร่ คงจะสงสัยว่าท่านสอนไม่ดีหรือเปล่า เด็ก ๆ ถึงไม่เข้ากัน

    ในมุมของฉัน การเข้าเรียนในแต่ละคาบเหมือนเป็นการให้เกียรติอาจารย์ผู้สอนในวิชาหรือคาบนั้น ๆ ว่าเราเข้ามาเรียน รับความรู้จากท่าน ถึงแม้ว่าจริง ๆ อาจจะเข้าหัวบ้างหรือไม่ก็ตาม

    ฤดูกาลสอบก็มาถึง สาขาที่ฉันเรียนนั้นไม่มีช่วงที่เป็นมิดเทอมหรือไฟนอลอย่างคณะอื่นเขา ทำให้เราต้องสอบกันเรื่อย ๆ อยู่ทั้งเทอม

    สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจต่อเพื่อน ๆ หลายคนคือการโดดเพื่อไปอ่านหนังสือสอบในวิชาที่จะสอบในช่วงนั้น ๆ บางคนก็คงไม่ซีเรียสหรอก หรืออาจจะบอกว่าอ่านไม่ทันแล้ว ขอเราเถอะ อะไรทำนองนี้

    แต่การที่คุณโดดเรียนเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ก่อนสอบ ทั้ง ๆ ที่สัปดาห์ช่วงนั้นก็มีเรียนอย่างปกติ แต่คุณก็เลือกที่จะหยุดการเรียน แล้วไปโฟกัสกับสิ่งที่จะสอบ มันใช่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับคุณหรอ มันแสดงให้เห็นถึงการแบ่งเวลาไม่ได้ของคุณมากกว่าความขยันเสียอีก

    ในการทำงาน คุณไม่สามารถละงานหนึ่ง เพื่อไปทำอย่างหนึ่งให้เสร็จหรือเปล่า คุณต้องสามารถจัดการมันได้ด้วยตัวคุณเองหรือเปล่า

    มากไปกว่านั้น มันแสดงให้เห็นถึงความไม่ให้เกียรติอาจารย์ที่ท่านเตรียมการสอนมาเพื่อนิสิต แต่กลับเห็นว่านิสิตนั้นหายไปเกินครึ่ง

    มันอาจจะมีปัญหาที่หลักสูตรก็ได้ แต่คุณก็อย่าลืมโทษตัวเองด้วยล่ะ กับแค่การเรียนคุณยังบริหารเวลาของตัวเองไม่ได้เลย

    แล้วทั้งหมดที่บ่น ๆ มามันเกี่ยวกับตัวฉันหรอ เอาจริง ๆ ก็ไม่เกี่ยวอะไรแหละ ฉันแค่รู้สึกว่าเมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไป ก็จะมีคนแบบคุณในการทำงานหลาย ๆ ที่หรอ ฉันว่าการทำงานกับคนประเภทนี้ก็คงจะสร้างความหงุดหงิดใจให้ฉันไม่มากก็น้อยอยู่เหมือนกัน

    ถ้าคุณบอกว่าอ่านไม่ทันแล้ว ใคร ๆ ก็อ่านไม่ทันกันทั้งนั้นแหละ แต่ก็ยังมีเพื่อนเข้าห้องเรียนนะ
    อย่าลืมให้เกียรติผู้อื่นด้วยล่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in