Movie Timesranisara
The Martian : หนังที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังแต่สอนให้เรารู้จักความหวัง

  • เราไม่ชอบดูหนังอวกาศ---

    หนังที่เนื้อเรื่องมีฉากหลังเต็มไปด้วยความมืดมิดของจักรวาลและดวงดาวระยิบระยับมากมายคือหนึ่งในประเภทหนังที่เราคิดว่า

    เข้าใจยากฉิ…หาย


    ทุกอย่างมีทฤษฎี มีการคำนวน มีความเป็นวิทยาศาสตร์อัดแน่นจนเหมือนกำลังนั่งเรียนกับศาสตราจารย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่เคร่งกับตำราเรียน และถ่ายทอดมันออกมาได้ราวกับกลืนกินทฤษฎีเหล่านั้นลงสายเลือดไปจนหมดสิ้น
    แต่คนที่นั่งฟัง รู้สึกเหมือนอนาคตดับสลาย


    เราเคยได้ยินว่าสมองของคนเราแบ่งได้เป็นสองซีกคือ ซ้าย และขวา 
    สมองด้านซ้าย เป็นตัวแทนของนักเรียนดีเด่น 
    เก่งจังงง เรื่องการใช้ความคิดและการตัดสินใจ มีความชำนาญในเรื่องที่ต้องใช้ความคิดมากๆ

    ส่วนซีกขวานั้น เขาเป็นเลิศเรื่องความคิดสร้างสรรค์การสร้างจินตนาการ การเป็นศิลปิน
    ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าสมองเราซีกไหน   

    ได้ตายไปจากตัวเราเรียบร้อยแล้ว

    ด้วยเหตุนี้การจะเลือกหนังมาดูเพื่อเสริมสร้างจินตนาการของหญิงสาววัยเฉียดสามสิบอย่างเรานั้นต้องเป็นอะไรที่เข้าใจง่าย โอเค ซับซ้อนนิดหน่อยพอให้หัวใจสูบฉีดก็ยังพอไหว แต่ถ้า 
    ตู้มม…!!!
    ฮัลโหลลล ซิสเรามาคำนวนด้วยหลักสูตรตรีโกณผสมแคลคูลัสบวกกับการใช้สารแอมโมเนียมไนเตรทผนวกกับไขมันจากสันหลังเอเลี่ยนเพื่อหาวิธีการลงจอดบนดาวนาแม็กกันเถอะ

    โนค่ะ!! 
    ยากไป เปลืองพื้นที่ในสมอง

    : สนุกมากนะ
    : เรื่องที่แล้วก็ทำเราเวียนหัวไปรอบหนึ่งแล้วนะ
    Interstellar คือเรื่องที่ว่า อื้อหือออ…เราจ้องตั้งแต่ฉากแรกที่ฉายยันฉากจบ 
    ไม่เข้าใจ 
    ไม่เข้าใจเลย…!!
    ( ทำปากคว่ำพร้อมกับทึ้งหัวตัวเองแรงๆ )

    : แต่อันนี้เข้าใจง่ายจริงๆ
    ใครคนนั้นยังคงเอ่ยเชิญชวน 
    : นะ นะ นะะะ
    : โอเค โอเค จะพยายามกับหนังแนวนี้อีกสักที

    Martian เป็นเรื่องราวที่บอกเล่าถึงลูกเรือของยานเฮอร์มีสที่ขึ้นไปทำภารกิจบนดาวอังคารแต่ในระหว่างนั้น ดาวอังคารเกิดพายุขนาดใหญ่ ทำให้ภารกิจต้องถูกยกเลิกกลางคันและลูกเรือทุกคนต้องกลับขึ้นยานเพื่อเดินทางกลับมายังโลก

    แต่เรื่องมันดันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งในลูกเรืออย่าง มาร์ค วัทนีย์ ถูกบางอย่างกระแทกปลิวหายไประหว่างเดินไปขึ้นยานท่ามกลางพายุ เพื่อนร่วมทางอีกห้าคนคิดว่าเขาไม่รอดแล้วแน่นอนเพราะสัญญาณชีพจากชุดที่สวมขาดหายบวกกับพายุเพิ่มกำลังมากขึ้นจึงเกรงว่าจะขึ้นบินไม่ได้หากยังคงเสียเวลาตามหา 

    พวกเขาจึงตัดสินใจกลับบ้านโดยที่ไม่รู้ว่าเพื่อนของเขา…ยังคงมีชีวิตอยู่

    มาร์ค วัทนีย์ ถูกปล่อยทิ้งคนเดียวบนดาวอังคารอันกว้างใหญ่ ดินแดนที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและทะเลทราย ซึ่งหากจะต้องรอความช่วยเหลือจากนาซ่าที่อยู่ห่างจากที่ๆเขาอยู่ไป 140 ล้านไมล์แล้วละก็เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดโดยมีแค่อุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจดาว
    และสมอง—

    หากถามว่าเรารู้สึกยังไงทันทีที่หนังจบ 

    ….
    เราตอบได้เลยว่า ทึ่ง 

    ทึ่งแรก เราให้กับความคิดที่จะปลูกมันบนดาวอังคาร แม่งงง มันเป็นอะไรที่โคตรสุดโต่งอะ ซึ่งในความเป็นจริงก็มีงานวิจัยออกมาเยอะแยะมากมายทั้งได้และไม่ได้

    แต่นี่เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้เรื่องนั้นไง ในความคิดที่มีมาตลอดตั้งแต่เด็กคือ นอกจากโลกแล้วไม่มีที่ไหนที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือพืช

    เราบอกเลยว่าเราทึ่งมากแม้จะไม่เข้าใจสูตรการคำนวนต่างๆ ก็เถอะแต่มันเจ๋งมากสำหรับคนที่เคยกลัวหนังอวกาศมากทฤษฎี ทุกอย่างที่ตัวเอกของเรื่องถ่ายทอดออกมามันทำให้รู้ว่าเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาร่ำเรียนมาเป็นอย่างมาก

    และทึ่งที่สอง เราขอมอบให้กับสภาพจิตใจที่โคตรจะเข้มแข็ง 
    เอาจริงๆ ถ้าเราเจอสภาวะแบบนี้มันมีแค่ความรู้สึกแบบเดียวที่นึกถึงคือ ท้อแท้ และสิ้นหวัง 

    เมื่อไหร่ละ ที่จะได้กลับไป
    เมื่อไหร่ละ ที่ความช่วยเหลือจะมา
    เมื่อไหร่ละ ที่อาหารจะหมด
    และเมื่อไหร่ละ ที่เราควรจะตายไปจากตรงนี้ให้สิ้นเรื่อง

    เรามองออกว่าตัวมาร์คเองก็มีความรู้สึกเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเต็มไปหมด เขาทั้งเหงา ทั้งโดดเดี่ยว ทั้งสิ้นหวัง แต่ในความสิ้นหวังที่เขามองเห็นอยู่เต็มสองตา 
    ….หัวใจเขาก็มองเห็น ความหวัง เช่นเดียวกัน

    มาร์ค วัทนีย์ ทำให้เรามองเห็นความพยายามและความไม่ยอมแพ้ต่ออะไรที่ใครก็มองว่าเป็นไปไม่ได้ และ
    เขาทำให้มันเป็นไปได้ด้วยสองมือกับหนึ่งสติปัญญา ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งเลยว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของมนุษย์ หากเรารู้จักเรียนรู้และนำสิ่งเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์


    ดังนั้น Martian จึงเป็นหนังอวกาศเรื่องแรกที่เราดูเพลินแบบไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก ( มองข้ามทฤษฎีต่างๆ ไปก่อน ) แต่กลับทำให้เราหลงใหลในความพยายามของตัวละครทั้งทางฝั่งพระเอก และฝั่งที่คอยช่วยเหลือแบบไม่ห่วงเวลากินเวลานอนของตนเองแม้แต่น้อย รวมถึงเพื่อนอีกห้าคนบนยานเฮอร์มีสที่พร้อมใจกลับมารับ แม้จะต้องทนเคว้งอยู่ในอวกาศต่ออีกเกือบหกร้อยวัน

    เรารู้สึกว่าท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษย์เราก็ตาม สิ่งแรกที่เราควรเรียกหามากที่สุดคือ สติ เราคิดว่าปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางแก้เสมอ แม้บางครั้งมันอาจจะยากเกินกว่าที่จะจินตนาการไหวแต่หากเราใช้ชีวิตแบบมีสติและไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งเร้าต่างๆ 
    ผลลัพธ์ที่ได้ มันคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่เกินคาดฝันเสมอ


    มาร์ค วัทนีย์ สำหรับใครหลายคนอาจเป็นแค่หนึ่งในตัวละครจากหนังเรื่องโปรด 
    แต่สำหรับเรา เราขอยกให้เขาเป็นแรงบันดาลใจที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่แล้วกัน

    เพราะหลายครั้งที่เราท้อกับชีวิต ท้อกับปัญหาต่างๆ มากมาย แต่พอกดเพลย์หนังเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร หัวใจเรามักจะเข้มแข็งขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

    ก็ดูสิ ขนาดถูกทิ้งไว้บนดาวอังคารคนเดียวยังไม่สิ้นหวังแล้วคนที่เท้ายังคงเหยียบพื้นโลก แถมยังมีเพื่อนอีกเป็นล้านๆ คนอย่างเราจะทำให้หัวใจตัวเองรู้สึกหมดหวังไปทำไม
    จริงไหมละ :D        

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in