Movie Timesranisara
Walter Mitty : หนังที่เป็นมากกว่าเนื้อหาออกสอบในวิชาวรรณคดีเบื้องต้น
  • มึง Walter Mittyเข้าโรง ไปดูกันมะ ’

     

    เราส่ายหน้าให้กับคำชวนจนคอแทบหลุด

    : ได้ยินว่าไม่เหมือนที่เราเรียนมาแต่อาจจะดีก็ได้

    : ขอบาย กูขอจำในแบบที่เรียนมาก็พอมันโอเคละ

     

    The Secret Life of Walter Mittyในแบบที่เราเรียนมาบอกเล่าเรื่องราวของผู้ชายช่างฝันคนหนึ่งที่อยากทำตัวเองให้เป็นวีรบุรุษเขามักจะหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ เฝ้าฝันถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนยิ่งใหญ่ ทั้งที่ชีวิตจริงเป็นเพียงคนธรรมดาเดินดินไม่กล้าแม้จะเดินออกนอกกรอบของตนเองด้วยซ้ำ

     

    เราไม่อาจจะจินตนาการเมื่อวันหนึ่งได้รู้ว่าเนื้อหาที่ตัวเองเคยเรียนพอมาทำเป็นหนังจะถูกนำเสนอในรูปแบบไหนแต่เราเป็นคนจำพวกไม่ดูหนังจากนิยายที่ตัวเองเคยอ่าน เพราะมันจะกลายเป็นภาพจำในสมองว่าแต่ละฉากจะเป็นยังไงพอมันออกมาไม่เหมือนกับที่นึกภาพไว้ตอนอ่าน

    เราจะหงุดหงิด

     

    ฉะนั้นเราจึงปล่อยภาพยนต์เรื่องนี้ผ่านตัวเราไป5 ปีเต็มโดยที่ระหว่างนั้นก็เฝ้าถามตัวเองตลอดว่าควรเปิดใจดูดีหรือเปล่าแต่สุดท้ายก็ได้แค่ไหวไหล่พร้อมๆ กับคว่ำปาก แล้วเลือกเรื่องอื่นมาดูแทน

     

    : คุณมีภาพยนต์ในดวงใจหรือเปล่า

    คำถามจากคนแปลกหน้าที่เพิ่งได้พูดคุยกันเอ่ยถามในเช้าวันใหม่ของปี2018

     

    : มีสิ อืมแต่ไม่รู้ว่าอยู่ในดวงใจหรือเปล่าเพราะพยายามดูมาสิบกว่ารอบแล้วตั้งแต่เด็กแต่ก็ยังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้ เลยชอบ

    What dreams may come คือหนังที่เราพูดถึง

     

    : แล้วของคุณละ

     

    : เรามี Titanic

    เอ่อ…จะไม่เชื่อก็ได้นะแต่เราไม่เคยดูไททานิคเลย

    เพราะเรารู้ว่าเนื้อหาเป็นยังไง

    ฉะนั้นอย่างที่บอก อะไรที่รู้แล้วเราจะไม่ดู—

     

    : Life of Pi นี่ก็ดีสุด

    ไม่รู้เนื้อหาชัดเจน รู้แค่มีเด็กผู้ชายเสือ และเรือ

    แต่ก็ยังไม่เคยเริ่มดูจริงจังสักที

     

    : แล้วก็ The Secret Life ofWalter Mitty

    อ่ะนี่ก็อันดับหนึ่งในลิสต์ที่ไม่คิดว่าจะดู

     

    : มันสนุกจริงเหรอเรื่องสุดท้ายที่ว่ามาน่ะ

    : ดีสิ ภาพสวยมาก ยังไม่เคยดูเหรอถามจริง!

    ก็เอ่อสิวะ

    : จะลองดูละกันนะ

    : แล้วจะประทับใจ

     

    เราจำได้ว่าตัวเองตั้งใจกดดูหนังเรื่องนี้ตอนพักกลางวันในที่ทำงานเบน สติลเลอร์คือพระเอกของเรื่องซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากับเขาดีอยู่แล้วจาก Nightat the Museum

     

    เนื้อเรื่องดำเนินไปแบบทำให้เราเข้าใจพล็อตเรื่องของหนังทั้งหมดได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องสงสัย

     

    หนังบอกเล่าเรื่องราวของ วอลเตอร์ มิตตี้ชายวัยกลางช่างเพ้อฝันที่ทำงานเป็นผู้จัดการแผนกฟิล์มเนกาทีฟของนิตยสาร LIFE ที่ทำภาพหมายเลข 25 ที่จะต้องถูกนำมาขึ้นปกนิตยสารฉบับสุดท้ายหายไป ทำให้เขาต้องออกเดินทางตามหา ฌอน โอคอนเนลล์ ช่างภาพที่เป็นเจ้าของภาพนั้น


    ตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงที่หนังถ่ายทอดเรื่องราวให้เราได้ดูเรายอมรับเลยว่าตัวเองละสายตาออกจากทุกฉากไม่ได้เลยจริงๆ

    ( โอเค แม้ตอนแรกๆ อาจจะดูแบบไม่สนใจก็เถอะเพราะแสนจะเหมือนในสิ่งที่เคยอ่านมา )



    สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราประทับใจจนพาหนังเรื่องนี้ขึ้นเป็นท็อปไฟว์ของเราคือภาพแลนด์สเคปของหนัง ทั้งที่ได้จากไอซ์แลนด์ และกรีนแลนด์

    ซึ่งมันดีมากจนไม่จำเป็นต้องจินตนาการด้วยซ้ำว่าของจริงมันจะสวยขนาดไหนเพราะหนังเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาให้คุณเห็นอย่างชัดเจนแล้ว



    ส่วนความกล้าออกนอกกรอบของตัวละครที่อยู่ในเส้นโซนของตัวเองมาโดยตลอดก็ทำให้เราได้รู้ว่าชีวิตมันก็แค่เนี้ย แค่ก้าวออกมาก แต่ตัดสินใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำ

    -- แล้วจะรู้ว่าการที่เรายังมีชีวิตอยู่…มันมีความหมายมากแค่ไหน --



    เรารู้สึกว่าตัวเองมัวเสียเวลาลังเลอยู่ทำไมตั้งห้าปีกว่าจะตัดสินใจดู แล้วถ้าเกิดว่าไม่มีใครคนนั้นบอกเราว่านี่เป็นหนังที่ควรดูเราคิดว่าทั้งชีวิตนี้ก็ไม่ได้สัมผัสกับภาพยนต์ที่ให้ความรู้สึกอิ่มเอมนี้ได้

     

    เอาจริงๆตัวเองเราก็ไม่ต่างอะไรกับมิตตี้ี่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเซฟโซนของตัวเอง ไม่กล้าทำอะไรที่เหนือกว่าที่ตัวเองเคยทำได้แต่คิดและจินตนาการไปเองคนเดียวว่าถ้าทำแล้วคงจะดีแบบนั้นแบบนี้และสุดท้ายก็จบลงที่การตื่น

     

    หลังจากฉากสุดท้ายสิ้นสุดลงเราเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ที่เราเคยอ่านเสียใหม่ว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้แย่เสียหน่อยแต่มันกลับทำให้เรามองเห็นอีกหนึ่งด้านของความคิดที่จะทำให้เรานำมาปรับใช้เพื่อให้ชีวิตมีความหมายมากกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

     

    ลองเปิดใจ เปิดมุมมองใหม่ๆแล้วจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกสิิ่งที่จะแย่เกินกว่าที่เราคิด เพราะเมื่อไหร่ที่เราลองเปิดใจให้กับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แล้ว 

    บางทีไอ้เจ้าสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั่นอาจทำให้เรากล้าจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าใจเรารู้ก็ได้

     

    ก็คงเหมือนกับที่ฌอนบอกกับมิตตี้นั่นแหละว่า…

    TOSEE THE WORLD,

    THINGSDANGEROUS TO COME

    TOSEE BEHIND WALLS,

    TODRAW CLOSER,

    TOFIND EACH OTHER AND TO FEEL.

    THATIS THE PUSPOSE OF LIFE.

    :D

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in