To all the movies I've watched beforeilysm
Movie Review “Me Before You"
  • Movie Review

    “Me Before You

    มี บีฟอร์ ยู”





     

              เคยดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกปีก่อน วันแรกที่หนังเข้าเลย เพราะดู Trailer ทุกวัน ชอบมากๆ น้ำตาไหลทุกทีที่เพลง Photograph ของ Ed Sheeran ดังขึ้น แต่จำได้ว่าวันนั้นออกมาจากโรงด้วยใจที่เหี่ยวแฟบ (พอจะเดาทิศทางรีวิวนี้ได้แล้วใช่หรือไม่ orz ) บังเอิญมีโอกาสดูอีกรอบเพราะอาจารย์ที่ ม. ใช้เป็นสื่อการสอน ก็เลยคิดว่า ไหนๆก็ไหนๆ มารีวิวให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยดีกว่า ช่วงนั้นเราเคยให้ feedback สวนกระแสไปแล้วรอบนึง ครั้งนี้จะมาสับทีละจุดเลยว่าทำไมถึงคิดว่าหนังรักเรื่องนี้ Overrated ไปมาก

     

    เรื่องย่อ

               Louisa Clark ต้องการจะหาเงินช่วยครอบครัว เลยรับงานดูแลชายพิการชื่อ Will Traynor ผู้ประสบอุบัติเหตุจนทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัวและไม่สามารถรักษาหายได้ ในขณะที่ Louisa เป็นผู้หญิงสดใสร่าเริง Will กลับเป็นผู้ชายอารมณ์ร้ายและมองโลกในแง่ลบ และเย็นชากับ Louisa จนเธอรู้สึกท้อแท้ในการใช้เวลาอยู่กับเขา จนกระทั่งทั้งคู่เริ่มเปิดใจให้กันและกันมากขึ้น Louisa ก็ดันไปล่วงรู้ความลับของ Will และครอบครัว Traynor เข้า ทำให้ Louisa รู้สึกว่าเธอไม่เหมาะกับงานนี้เอาเสียเลย




    (มีสปอยล์)


    ตัวละคร

              อยากโจมตีตั้งแต่ตัวละครที่หนังถ่ายทอดออกมาเลยว่าไม่กลมกล่อม แทบไม่เห็น Connection ระหว่างพระเอกนางเอก  ทุกอย่างเหมือนถูกเจาะจงไว้แล้วว่า ฉากนี้ต้องรู้สึกแบบนี้ หรือคิดแบบนี้ พูดแบบนี้ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ เป็นไปแบบเก้ๆกังๆ กลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มแข็งๆของนางเอก ขอลิสต์ 2 จุดที่รู้สึกว่ามีผลทำให้เรื่องดร็อปลงที่สุด


    1)      Will Traynor ทำให้เราเชื่อว่าเขาซัฟเฟอร์ถึงขั้นอยากตายไม่ได้

    นี่เป็น Point ที่หลายๆคนให้ความเห็นว่า Misleading เลยทีเดียว กล่าวคือ หนังทำให้เหมือนการเป็นคนพิการนั้นทุกข์ทรมาน ไม่มีคุณค่าพอให้ใช้ชีวิตคนรอบตัวก็พลอยลำบากไปด้วย คนรอบตัวไม่มีความสุข This world is better without the disabled แม้ว่าหนังหรือหนังสือคงไม่มีจุดประสงค์นั้น

    ส่วนตัวเราเองคิดว่าหนัง Misleading สวนทางกับ Moral หรือศีลธรรมก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เราไม่ได้คิดว่าการที่พระเอกตัดสินใจแบบนี้ผิด กลับกัน เราคิดว่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เรามีสิทธิเลือกว่าจะอยู่หรือตาย ถ้าพูดในแง่มิติตัวละครแล้ว Will นี่แหละมีมิติมากที่สุด ในขณะที่ตัวละครตัวอื่นรักษาคาแรกเตอร์เสียจนแบ๊นแบน Will แสดงให้เห็นพัฒนาการความรู้สึก การเปลี่ยนจากคนที่มีพร้อมเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้ การมีความสุขแต่ไม่จีรัง สุดท้ายก็ยังคงยึดมั่นใน Objective ไม่เปลี่ยนใจ มีความเป็นมนุษย์ดีออก

    แต่สิ่งที่เราไม่โอเคก็คือการที่ไม่แสดงแรงจูงใจของตัวละคร ความยากของขั้นตอนนี้คือ Will มี 

    1.ความร่ำรวย

    2.ครอบครัวที่รักมาก พร้อมเปย์

    3.นางเอกที่ทำให้ชีวิตสดใส

    ดังนั้น สาเหตุที่อยากตาย

    1.ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้อีก

    2.ทนเห็นนางเอกตกระกำลำบากกับสภาพอัมพาตตัวเองไม่ได้

    กลายเป็นว่าอย่างหลังสะท้อนออกมาน้อยกว่าด้านดีๆที่พระเอกมีอยู่ หนังควรปรับบทหรืออะไรก็ตามให้ตัวละครสามารถโชว์ Conflict ในใจ และการที่ความอยากตายเอาชนะความอยากอยู่ได้ แต่หนังกลับเดินเรื่องฉับๆๆๆ กระชับจนส่วนที่ควรจะเป็น core หรือแก่นของตัวละครกลืนหายไป พอเป็นแบบนี้ ความสมเหตุสมผลเลยลดลงตามลำดับ เชื่อว่าหลายคนดูจบแล้วจะรู้สึกว่า ‘อ้าว ไม่เห็นต้องตายก็ได้นี่นา’ แทนที่จะรู้สึกว่า ‘จริงแหละ ถ้าเป็นเราเราก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่’ คือไม่เชื่อใน Objective ของตัวละครซะงั้น จากตัวละครที่ดูมีมิติ เลยกลายเป็นว่า ดูเห็นแก่ตัว ดูสิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก ทั้งๆที่หนังเลือกจะถ่ายทอดให้ดูสมจริง ทำให้คนดู 'เชื่อ' มากกว่านี้ได้

    2)      ความรักระหว่างทั้งสองดูตื้นเขินเกินไป

    หนังรักน่าจะอยากทำให้เราอิน ซาบซึ้ง เชื่อในความรักของคนสองคน อะไรก็แล้วแต่ แต่ฉากไหนที่เน้นพัฒนาการระหว่างทั้งคู่ ส่งผ่านความรู้สึกแรงๆ Impact แรงๆได้ หนังกลับไม่ทำ จริงๆแล้วหนังขาดจังหวะการเว้นว่าง หรือจังหวะความเงียบ ความเงียบเป็นพื้นที่ของการขบคิดและรู้สึก แต่นอกจากฉากในหนังจะดู Plain ผิดจากมาตรฐานหนังรักฮอลลีวูดแล้ว หนังยังขาดจังหวะให้ผู้ชมหรือแม้แต่ให้ตัวละครซึมซับเองอีกด้วย เดินเรื่องได้ อีกส่วนที่เราไม่เข้าใจคือการที่นางเอกยังคบกับแฟนเก่า แต่ก็รักพระเอกดูคล้ายจะสื่ออะไรบางอย่างมาถึงคนดู แต่ตายเอากลางทาง เรารู้สึกได้ถึง Conflict ตรงนี้ แต่หนังไม่ตีแผ่ให้เป็นเรื่องเป็นราว กลับพยายามคลายปมด้วยฉากสองฉาก พระเจ้า มันสามารถคลายปมความสัมพันธ์ของตัวละครด้วยฉากสองฉากได้ด้วย!? ฉากเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่าทั้งสองรักกันจริงๆคือฉากริมทะเลนั่นแหละ Sam แสดงดีมาก น้ำตาเราซึมเลย 


    แต่ฉากนี้ก็อยากติอีก (...) Dialogue อยู่ผิดที่ผิดทางมาก! จู่ๆนางเอกก็พูดว่า 'I've become a whole new person because of you' แต่คำกับท่าทาง สีหน้า แววตาตัวละคร ไม่ได้ไปด้วยกันเลย ทั้งๆที่นี่เป็นประโยคที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย แก่นเรื่องยูแล้วนะ ทำไมประโยคนี้มันไม่มีพลังเลยสักนิด

     

    อีกเรื่องที่ขอติหน่อยคือการแสดงของ Emilia Clarke…ช่วงแรกๆเข้าใจว่าด้วยคาแรกเตอร์นางเอกก็คงจะสดใสคุยเก่งบลาๆๆๆ แต่ดูไปดูมาแล้วได้ข้อสรุปว่า สีหน้า แววตา ท่าทาง ล้นเกินไปมากโดยเฉพาะฉากร้องไห้ที่แสดงความเจ็บปวดออกมาในรูปแบบที่แบบ ‘ใครๆต้องเห็นว่าฉันเจ็บปวดนะ!’ ทั้งๆที่เรามองว่านางเอกสามารถตะโกน ร้องไห้ ตัดพ้อได้โดยไม่ต้องดูพยายามเบอร์นั้น เรารู้แล้วว่าคุณเจ็บปวด แต่เราไม่ 'รู้สึก' ว่าคุณเจ็บปวด สารที่คุณส่งมันมาไม่ถึงเราเว่ย

              รวมแล้วคือไม่อินกับตัวละคร มันน่าจะสุดได้กว่านี้ ถ้าชมก็คงชม Sam Claflin ที่ถ่ายทอดความเป็น Will Traynor ออกมาได้ดี แต่ด้วยตัวบทเองนี่แหละที่ให้โอกาสคนดูได้เห็นสาเหตุที่ Will จะทำการุณยฆาตน้อยไปหน่อย คาดว่าหนังสือน่าจะสอดแทรกประเด็นนี้ได้ละเอียดอ่อนกว่า

     


    พล็อต

              ที่จริงแล้วพล็อตมีความเป็นมาชัดเจนไม่ซับซ้อน หนังเสพง่าย ย่อยง่าย และโคตรรอมคอม คือดูแล้วเพลินดี มีสอดแทรกมุกตลกเป็นระยะๆ (แม้จะไม่ตลกเป็นส่วนใหญ่ จังหวะยังไม่ดีนะคะ แป้ก) ให้ฟีลกู้ดยันตอนจบเหมือนหนังรักทั่วไป แต่ถามว่าชอบบทไหม บอกเลยว่าผิดหวังกับการรอคอย หนังไม่ได้ Cliché หรือเดาได้ขนาดนั้น แต่ว่าหลังจากเอาปมการุณยฆาตมาเล่นแล้ว เนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็ไต่สู่จุดพีคอย่างยากลำบาก ต้องบอกว่าช่วงทะเลาะกันที่ทะเลเล่น Dialogue ไว้ค่อนข้างดี ทำให้ไคลแมกซ์ การคลี่คลายปมของเรื่อง ควรจะทำ Dialogue ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ส่วนตัวคิดว่าหนังรักทำให้ร้องไห้ได้เพราะ

    1) Dialogue

    2) การบิ๊วอารมณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ

    ซึ่งมักจะมาด้วยกัน แต่เรื่องนี้แผ่วทั้งคู่ ทั้งที่ปมเรื่องเราว่าถ้าขยี้ถูกจุดจะยอดเยี่ยมมาก อุตส่าห์มีวัตถุดิที่ดีอย่างการุณยฆาตมาเกี่ยวข้อง

              มาถึงพาร์ที่อยากชมบ้าง ตอนดูครั้งแรกเราไม่ได้ดูไปวิเคราะห์ไปอย่างรอบสองเลยมองข้ามจุดน่าสนใจอย่างการุณยฆาต (Euthanasia) ไป พอมาดูอีกรอบ เฮ้ย หนังเรื่องนี้หย่อนประเด็นการขอให้แพทย์ฉีดยาฆ่าตนเองให้ (Voluntary Active Euthanasia) ไว้ พร้อมกับหลายแง่มุมให้เก็บไปพิจารณาด้วย นับว่าประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้เราคิด

              คร่าวๆเท่าที่เราจำได้หนังแบ่งให้ด้วย

    ฝ่ายเห็นด้วยกับEuthanasia

    ·       ตัว Will เอง ต้องการ เพราะโรครักษาไม่ได้ มีโอกาสแย่ลงเพราะอาการแทรกซ้อน ขาดโอกาสในการใช้ชีวิต

    ·       พ่อของ Will และน้องสาว Louisa มองว่าการตัดสินใจเป็นสิทธิของ Will เอง

     

    ฝ่ายไม่เห็นด้วย

    ·       แม่ของ Louisa คิดว่ามันขัดกับหลักศาสนา (เธอสวมสร้อยไม้กางเขนเป็น Symbol) เป็นการฆาตกรรม

    ·       Louisa และ แม่ของ Will ไม่เห็นด้วย แสดงว่าการทำ Euthanasia มีผลต่อความรู้สึกคนรอบข้าง

     

    ประเด็นนี้หนังให้ดีเทลค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นการมอบอำนาจให้ผู้อื่นยินยอมให้กระทำ (ทนายความที่มาบ้าน Traynor) การได้รับอนุญาตจากครอบครัวของผู้ตาย และการเดินทางไปประเทศที่การุณยฆาตถูกกฎหมายแล้ว คิดว่าพล็อตได้ Introduce ประเด็นใหม่ในสังคม (อาจจะไม่ใหม่ แต่เราเพิ่งรู้จัก) ให้ผู้ชมเห็น และทำให้เราคิดตามว่า 'ถ้าเป็นเรา เราจะทำไหม ถ้าเราเป็นแม่ เราจะยอมให้ลูกทำไหม'

    รวมๆแล้วก็เป็นหนังรักที่ดูง่าย เพลิน มีประเด็น แต่ยังขาดความสมเหตุสมผล (ตัวบทอ่อนแอ หนังสืออาจจะดี ย้ำหลายรอบมาก) ความลื่นไหล น่าเชื่อถือ ต่างๆนานาไป ชอบที่หนังพยายามสอนเราให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เพราะเราไม่รู้ว่าจะเสียโอกาสไปเหมือน Will เมื่อไหร่ แต่ Point ของหนังอาจจะขัดแย้งกับภาพที่เราเห็นว่า ‘อ้าว Will ใช้ชีวิตไม่คุ้มค่านี่นา’ ไปหน่อย พลังในการสื่อสารจึงยังต่ำอยู่

     

    (หมดสปอยล์)

     


    ฉาก

              สิ่งที่ดีที่สุดแล้วในเรื่องนี้ฉากสวยมากกกกกกกกกกกก เพลงเพราะมากกกกกกกกกกกก มุมกล้องต่างๆดีงามตามสไตล์หนังรัก คิดการดีไซน์ฉากมาหมดแล้วอะ รู้สึกว่ามันกำลังลงตัวเลย แต่ก็ไม่ชอบความตัดเร็วไป กระชับไป รีบดำเนินเรื่องไปของแต่ละฉาก คิดว่าถ้าช้ากว่านี้หน่อยจะมีภาพติดตรึง เป็น Spectacle ในหัวทุกครั้งที่เห็นชื่อหนังอะไรแบบนี้ ซึ่งเราว่าสำคัญมากๆ แต่ก็ยังชอบฉากส่วนใหญ่อยู่ดี หมายถึง Setting กับ Props ต่างๆที่โคตรนางเอก ๕๕๕๕๕ ฉากเล่าเรื่องสนุกๆให้กันและกันฟังของคู่นี้คือดีที่สุดแล้ว เราขอโหวตให้

     

    ภาพรวม

              ผิดหวังรุนแรง เราอยากเห็นบทที่รัดกุมกว่านี้ ลื่นไหลกว่านี้ มีเหตุมีผล (และมีน้ำหนัก) มากกว่านี้ตัวละครที่ชัดเจนในคาแรกเตอร์และพัฒนาการเหมาะสมมากกว่านี้ แต่ถ้าไปดูแบบเอาสนุกๆ ไม่คิดเยอะ ไม่ได้ดูเทรลเลอร์แล้วตั้งความหวังสูงเหมือนเรา ก็เป็นหนังรักที่ไม่เลวมั้ง เพราะอย่างน้อยมันก็ฟีลกู้ดอะ เสียงแตกด้วย คนที่ชอบก็ชอบไปเลย แต่สำหรับเรา ไม่มีครั้งที่ 3 แน่นอน มันแค่ไม่ถึงมาตรฐานหนังรักเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละคนมีเกณฑ์ในใจต่างกัน เราก็ไม่กล้าเอามาตรฐานตัวเองไปวัดใคร แต่ในฐานะที่ดูหนังรักดีๆมาพอสมควร ไม่ขอแนะนำเรื่องนี้ต่อเป็นอันขาด อ้อ แล้วบอกเลยว่าเอาไปเทียบกับ About time หรือ The fault in our stars ไม่ได้เด็ดขาด หนังเรื่องนี้จะมีคนเอาไปเทียบเพราะ 1.ฟอร์มดูดีก่อนเข้าโรง 2.มีเนื้อพล็อตคล้ายๆกับฟีลลิ่งสไตล์เดียวกัน ขอย้ำว่า ไม่ได้! ไม่ใกล้เคียง! 

              คะแนน 6.5/10 (ลดจากครั้งแรกอีก ฮือ๕๕๕๕)

    - ilysm.



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in