แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ Paris SyndromeSALMONBOOKS
01: Bonjour Paris!


  • ผมจำได้ว่าสมัยที่เรียนวิชาสังคมศึกษาตอนประถม มีการบ้านชิ้นหนึ่งให้นักเรียนเขียนคำตอบสั้นๆ ว่าความฝันของตัวเองคืออะไร

    แม้จะดูเป็นคำถามสร้างสรรค์และกระตุ้นให้ค้นหาตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก ทว่าตอนนั้นผมกลับรู้สึกมืดบอด ไม่รู้จะเขียนอะไร คนเราต้องมีความฝันด้วยเหรอวะ ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้มาก่อน เวลาแต่ละวันหมดไปกับการพยายามเคลียร์เกม ร็อคแมน บอสใหญ่แม่งตายยากฉิบหาย เล่นเท่าไหร่ไม่ผ่านสักที เออ งั้นเขียนว่า “เคลียร์ ร็อคแมน ภายในสัปดาห์นี้” แล้วกัน

    แต่ความคิดนั้นก็ต้องตกไป เมื่อลองอ่านคำตอบของ
    เพื่อนๆ

    “อยากจับมือกับบักโจ้” (Roberto Baggio นักบอลอิตาลีชื่อดังยุค 90s)

    “อยากเป็นนักบินอวกาศ”

    “อยากแต่งงานและมีครอบครัวที่อบอุ่น”
  • เหยยยย ทำไมพวกนายต้องเล่นใหญ่กันขนาดนี้ ความฝันแต่ละคนดูอลังการมาก ทำเอาคำตอบของกูดูเต่าถุยขั้นสุด ไม่ได้การแล้ว แบบนี้เสียภาพพจน์แน่ ต้องเปลี่ยนคำตอบด่วน

    สุดท้ายเลยเขียนไปว่า ‘อยากไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ฝรั่งเศส สักครั้งหนึ่งในชีวิต’

    เหตุผลที่เขียนไปแบบนั้นเพราะต้องการอวดอาจารย์ว่าเราสะกดคำว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ กับ ‘ฝรั่งเศส’ ได้ถูกต้อง แถมยังจงใจใส่วลี ‘สักครั้งหนึ่งในชีวิต’ เพื่อจะได้ฟีลว่าเป็นมิชชั่นที่เวรี่สำคัญ อาจารย์อ่านแล้วน่าจะซึ้งตามแน่ (เป็นคนน่ากลัวตั้งแต่เด็กจริงๆ)

    แล้วทำไมต้องเป็นลูฟวร์? ผู้อ่านอาจสงสัย

    บอกตามตรงว่าผมก็ไม่รู้ครับ บางทีอาจเพราะไปอ่านเจอจากการ์ตูนสักเรื่องหรือดูรายการอะไรสักอย่าง เพราะเอาจริงเด็กชายคันฉัตรไม่รู้อะไรเกี่ยวกับลูฟวร์สักนิด รู้แค่ว่าชื่อมันเท่ มีภาพโมนาลิซ่าอยู่ แถมตอนนั้น ผมน่าจะเขียนคำว่า ‘ลูฟวร์’ ผิดด้วยซ้ำ

    ส่วนเรื่องการเดินทางไปฝรั่งเศสหรือไปยืนหน้าพิพิธภัณฑ์ชื่อดังนี่ไม่มีในเสี้ยวความคิดแม้แต่น้อย สำหรับเด็กประถม การไปต่างประเทศดูเป็นเรื่องไกลตัวพอๆ กับการเดินทางออกนอกโลกนั่นเลย

    เย็นวันนั้นผมจึงกลับบ้านไปเล่นเกมแฟมิคอมเหมือนเดิม
    .
    .
    .
  • 20 ปีถัดมา คันฉัตรในวัย 30 กำลังจ้องจอคอมพิวเตอร์ด้วยความเหนื่อยล้าเพื่อหาโรงแรมในกรุงปารีสที่มีปัญญาจ่าย

    จุดเริ่มต้นของทริปปารีสมาจากการได้ไปยุโรปคนเดียวครั้งแรกที่ออสเตรียแล้วลุล่วงไปด้วยดี แม้ระหว่างทางจะมีความผิดพลาดทำให้ชีวิตพังเป็นระยะ (ตามที่บันทึกไว้ใน AUSTRIA SONATA แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับคลาสสิก) แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มปีกกล้าขาแข็ง อยากเดินทางไปประเทศอื่นๆ ในยุโรปต่อ

    แน่นอนว่าเมื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองน่าเที่ยวในยุโรป ปารีสเป็นตัวท็อปที่โผล่มาชื่อแรกๆ เสมอ แต่ขณะเดียวกันผมก็ได้ยินเรื่องเล่าลือโหดร้ายของเมืองนี้มาหนาหู ไม่ว่าจะผู้คนที่ไม่ค่อยเฟรนด์ลี่ หรือเรื่องขโมยขโจรแสนชุกชุม ประกอบกับพิจารณาว่าแม้เราจะรอดจากออสเตรียแล้ว แต่ชั่วโมงบินของเราในยุโรปนั้นยังไม่สูงพอ เลยได้แต่ทำใจพับปารีสเก็บเอาไว้ก่อน

    แต่เหมือนโชคชะตาจะเป็นใจ เมื่อวันดีคืนดี Ride วงดนตรีแนวชูเกซในตำนานจากอังกฤษประกาศรวมตัวกันหลังจากยุบวงไปเมื่อ 18 ปีก่อน นอกจากนั้นยังประกาศทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรปและมีปารีสอยู่ในตารางทัวร์ด้วย

    หรือว่ามันถึงเวลาที่เราต้องไปปารีสแล้ววะ—ผมคิดกับตัวเอง

    จากนั้นก็เริ่มกระบวนการหาเหตุผลสนับสนุนตัวเอง (หรือเรียกอีกอย่างว่าหลอกตัวเอง) ว่าทำไมถึงควรไปปารีส ซึ่งได้ความดังนี้
  • หนึ่ง—ตัวเรานั้นผูกพันกับฝรั่งเศสไม่ใช่น้อย ด้วยอาชีพนักวิจารณ์และอาจารย์สอนวิชาภาพยนตร์ ชีวิตนี้เลยต้องดูหนังฝรั่งเศสเยอะมาก เพราะนี่คือประเทศที่เป็นต้นกำเนิดภาพยนตร์ แถมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศนี้ก็แข็งแรง ที่ผ่านมาเคยแต่เห็นปารีสผ่านจอ ควรไปเจอของจริงได้แล้ว

    สอง—ตอนไปออสเตรีย ผมออกเดินทางตามรอยหนัง Before Sunrise (1995) ที่ถ่ายทำในเวียนนา ดังนั้นทริปต่อมาก็ควรเป็นการตามรอย Before Sunset (2004) ที่ถ่ายในปารีส

    สาม—เรื่องโจรก็อย่าไปคิดมาก ให้กำลังใจตัวเองด้วยการคิดว่ามึงรอดชีวิตในกรุงเทพฯ ได้ ที่ปารีสมึงก็ต้องรอดได้สิวะ บ้านเกิดมึงนี่ก็ใช่เล่น มีทั้งมอเตอร์ไซค์ฉกไอโฟน แก๊งล้วงกระเป๋า รถเมล์ตีนผี แท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร รัฐประหารก็บ่อย (เดี๋ยวๆ อันหลังไม่เกี่ยว)

    โอเค ถือว่าได้เหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ (??) ว่าแล้วก็กดจองตั๋วเครื่องบินและที่พักในปารีสโลด ทริปยุโรปตัวคนเดียวครั้งที่สองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

    ทว่าหลังจากนั้นผมก็ได้พบกับความเหวอสองเรื่องใหญ่

    เรื่องแรกคือ หลังจากผมจองตั๋วไปปารีสได้ไม่กี่วันก็เกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย Charlie Hebdo!! กล่าวคือในวันที่ 7 มกราคม 2015 มีกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงสองนายบุกเข้าไปยิงกราดออฟฟิศของ ชาร์ลี เอ็บโด ซึ่งเป็นนิตยสารแนวเสียดสีการเมือง สังคม และศาสนา เนื่องจากพี่แกวาดการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตรวม 12 ราย


  • เห็นข่าวครั้งแรกผมนี่ช็อกไปเลย แต่ก็ตั้งสติและทำใจ ว่าจองทุกอย่างไปแล้ว ถอยกลับไม่ได้ แถมกว่าเราจะไปก็อีกตั้งสี่เดือน ป่านนั้นเหตุการณ์คงสงบแล้ว และดูจากแผนที่ จุดเกิดเหตุก็อยู่ห่างจากโรงแรมที่จองไว้พอสมควร เราคงปลอดภัยแหละน่า (หลอกตัวเองอีกครั้ง)

    ความเหวอที่สองเกิดจากการทำงานแสนน่าร้ากกกก (เสียงสูง) ของสถานทูตฝรั่งเศส ที่หลังจากยื่นเรื่องขอวีซ่าไปก็เอาพาสปอร์ตผมไปดูแลอย่างดีถึง 18 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดใดๆ) ผลคือต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำว่าจะได้พาสปอร์ตกลับมาทันวันเดินทางมั้ย สุดท้ายก็ได้มาแบบเฉียดฉิว

    และแล้วก็มาถึงวันเดินทาง...

    ไฟลต์บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ปารีสใช้เวลา 12 ชั่วโมง ถือเป็นการนั่งเครื่องบินนานที่สุดในชีวิต พยายามจะข่มตานอนแต่ก็นอนไม่ค่อยหลับ มีเรื่องกังวลใจผุดมาเป็นระยะ จะโดนโจรล้วงกระเป๋ามั้ยนะ มันจะมียิงกันอีกมั้ยเนี่ย นี่กูลืมเอาอะไรมาหรือเปล่า แล้วอยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงเรื่องการบ้านวิชาสังคมตอนประถมขึ้นมา

    เออว่ะ สุดท้ายก็มาจนได้นะ ไอ้ลูฟวร์เนี่ย

    ผมก้าวออกจากเครื่องบินแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก มีทั้งความตื่นเต้นและตื่นตระหนกผสมกันไป ไม่อาจคาดเดาได้ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า พอๆ กับที่ไม่มั่นใจว่าทุกวันนี้ตัวเองเขียนคำว่าลูฟวร์ถูกหรือยัง




เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in