แอดเวนเจอร์ ออฟ เมอฤดี ฉบับ Paris SyndromeSALMONBOOKS
02: Eiffel, I FAIL


  • เวลาพูดถึงหอไอเฟล คุณผู้อ่านนึกถึงอะไรครับ?

    หลายคนคงคิดว่าหอไอเฟลเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของปารีส ไม่ก็สัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส หรือบางคนอาจมีภาพจำโรแมนติกๆ แบบว่า ทอม ครุยส์ ขอ เคธี โฮล์มส์ แต่งงานที่นี่ (แต่เขาเลิกกันไปแล้วล่ะนะ) หรือฉากสวยงามน่าหลงใหลที่ปรากฏในภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง เช่น ฉาก โอเวน วิลสันเดินข้ามสะพานแล้วมีหอไอเฟลยามค่ำคืนเป็นฉากหลังในหนังเรื่อง Midnight in Paris

    แต่กับผมในวันนี้ ถ้าพูดถึงหอไอเฟล สิ่งแรกที่ผมจะนึกถึงคือ...
    .
    .
    .
  • สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีแพลนจะไปปารีส ผมคิดว่าสิ่งแรกๆ ที่ทุกคนทำคงหนีไม่พ้นการวางแผนไปเยี่ยมชมหอไอเฟล ตรวจเช็กพยากรณ์อากาศล่วงหน้า หาวันที่อากาศแจ่มใส เลือกไปวันธรรมดาเพื่อจะได้ไม่ต้องปะทะกับผู้คนมากเกินไป บางรายมุ่งมั่นถึงขนาดว่าจะต้องขึ้นไปถึงยอดสูงสุด ส่วนนักท่องเที่ยวสายประหยัดอาจขอแค่ยืนดูจากด้านล่างก็พอ แต่ไม่ว่าอย่างไร มาถึงปารีสทั้งที ก็ขอให้ได้เห็นหอไอเฟลสักหน่อยเถอะ ไปเซลฟี่สักรูปก็ยังดี

    การที่หอไอเฟลกลายเป็นไอคอนขนาดนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะหอสูงแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 128 ปี มันถูกสร้างขึ้นในปี 1889 บริเวณหน้าทางเข้าของงานแสดงสินค้าโลก (หรือ Exposition Universelle) ที่ปีนั้นฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ

    หอไอเฟลมีความสูงถึง 324 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึก 81 ชั้น และกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดในโลกในช่วงปี 1889 ถึง 1930 ก่อนจะถูกทำลายสถิติโดยตึก Chrysler ในนิวยอร์ก

    ชื่อของไอเฟลมีที่มาจาก Gustave Eiffel วิศวกรที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการออกแบบและสร้างหอแห่งนี้ แต่กว่าไอเฟลจะสร้างได้ก็ต้องฟันฝ่าดราม่าอยู่ไม่น้อย เพราะมีศิลปินหลายคนออกมาต่อต้านการสร้างหอคอย ทั้งด้วยเหตุผลว่ามันไม่จำเป็นบ้างล่ะ เปลืองงบประมาณบ้างล่ะ หรือเหตุผลเชิงศิลปะทำนองว่า แท่งเหล็กตั้งตระหง่านหลังนี้จะทำให้ทัศนียภาพของกรุงปารีสต้องมัวหมอง แต่ทว่าเมื่อหอไอเฟลสร้างเสร็จ ศิลปินบางคนถึงกับต้องกลืนน้ำลายยอมรับในความยิ่งใหญ่ของมัน แม้บางคนจะยังไม่พอใจกับหอไอเฟลอยู่ดีก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น Guy de Maupassant นักเขียนสายวรรณกรรมผู้กินข้าวกลางวันที่ภัตตาคารในหอไอเฟลทุกวัน เพียงเพราะมันเป็นสถานที่เดียวที่เขาจะมองไม่เห็นหอไอเฟล! (เอากับเขาสิมึง)
  • ในเวลาต่อมา หอไอเฟลไม่ได้เป็นแค่หอคอยสูงใหญ่ทั่วไปเท่านั้น เพราะมันยังผูกพันความเป็นชาติของชาวฝรั่งเศสเอาไว้ด้วย ในปี 1918 อันเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กวีนาม Guillaume Apollinaire ได้เขียนกลอนปลุกใจให้รักชาติ โดยจัดวางบรรทัดและการเว้นวรรคจนบทกลอนออกมามีรูปร่างเหมือนหอไอเฟล หรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อนาซีเข้ายึดปารีส อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็นำธงชาติเยอรมนีไปปักไว้บนหอไอเฟล

    พ้นไปจากตัวตนทางสัญญะแล้ว หอไอเฟลยังมีประโยชน์ใช้สอยอีกหลายประการ ทั้งเป็นหอคอยส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ เป็นสถานที่สำคัญในการเฉลิมฉลอง เช่น การจุดพลุในวันชาติฝรั่งเศส แต่แน่นอนว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวแห่งสำคัญของฝรั่งเศส มีรายงานว่าในปี 2015 มีคนเข้าชมหอไอเฟลถึง 6.91 ล้านคน ซึ่งแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เฉลี่ยถึงสองหมื่นห้าพันคน

    แน่นอนว่าผมก็เป็นนักท่องเที่ยวหนึ่งในสองหมื่นห้าพันคนนั้น และที่สำคัญ ผมยังกำหนดให้หอไอเฟลเป็นสถานที่เที่ยวที่แรกสำหรับทริปปารีสด้วย

    กับแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลกที่ผู้คนเป็นหมื่นๆ ต่างหลั่งไหลไปกัน ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีอุปสรรคยากเย็นอะไร แต่ผมก็ดันพลาดตรงที่ไม่ได้ซื้อตั๋วออนไลน์ (เพื่อที่ว่าตอนไปถึงจะได้ไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋ว) มาจากไทยก่อน ช่วงก่อนเดินทางพอเข้าไปเช็กดูในเว็บไซต์จึงพบว่าตั๋วออนไลน์โซลด์เอาต์! ลองเปลี่ยนเป็นวันอื่นดู ตั๋วก็หมดอยู่ดี
  • สรุปคือช่วงที่ผมอยู่ปารีสเนี่ย ตั๋วหอไอเฟลขายหมด ทุกวันแล้วครับ...

    แล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะกู จากการหาข้อมูลก็พบว่ามีอีกวิธีหนึ่ง แถมยังคิวสั้นนิดเดียว นั่นคือเดินขึ้นไป ไต่บันไดเพียง 706 ขั้นเท่านั้น!

    โอเค วิธีนี้ตัดทิ้งไปได้เลย แค่ขึ้นบันไดรถไฟฟ้าไม่กี่สิบขั้น กูก็จะหอบตายอยู่แล้ว (อ่อนแอเหลือเกิน) ดังนั้นผมเลยทำใจไว้ว่ากูคงต้องไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วแล้วล่ะ แต่ด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ของตัวผมเอง ก่อนบินมาฝรั่งเศส ผมเลยพยายามเข้าเว็บหอไอเฟลเรื่อยๆ รีเฟรชไปรีเฟรชมา เฮ้ย! มีบัตรขายซะงั้น แถมเป็นวันที่ต้องการพอดีด้วย (นี่มันคอนเสิร์ตเกาหลีหรือไงวะ มีบัตรหลุดด้วย) พอเห็นปุ๊บก็รีบกดซื้อทันที แต่บัตรที่ได้ก็ดันไม่ใช่ประเภทที่ขึ้นไปถึงยอดสุดอีก ผมต้องขึ้นไปถึงแค่ชั้นกลางก่อน จากนั้นถ้าอยากขึ้นไปถึงยอด ก็ต้องซื้อบัตรขึ้นไปอีกที ฮ่วย ทำไมมันซับซ้อนเยี่ยงนี้

    แต่ต้องบอกตามตรงว่า นาทีที่ผมได้ไปยืนตรงหน้าหอไอเฟล สิ่งแรกที่รู้สึกคือมันใหญ่มากกกกกกก ปกติเราจะเห็นภาพถ่ายหอไอเฟลจากระยะไกล เป็นทรงสูงๆ เพรียวๆ แต่พอได้มายืนอยู่ใต้หอจริงๆ ก็ทำเอาตะลึงในความมหึมา แม้อีกใจหนึ่งจะแอบคิดว่า มันไม่ค่อยสวยเลยอะ ก็ตาม... (ผมไปตอนกลางวันเลยได้เห็นภาพเป็นโครงสร้างเหล็กดำๆ สานกันเป็นตารางถี่ๆดูอีรุงตุงนัง อย่างกับพวกหุ่นยนต์บอสใหญ่ในอนิเมะไซไฟอะไรพวกนั้น)




  • หลังจากชมโครงเหล็กจนสาแก่ใจก็ได้เวลาขึ้นไปด้านบน มองไปบริเวณทางเข้าก็เจอป้าเจ้าหน้าที่ที่หน้าตาบ่งชัดว่าอารมณ์บูดอยู่แน่ๆ ป้าพูดเหวี่ยงๆ ใส่ผมด้วยภาษาฝรั่งเศสที่พอจะเดาความได้ว่าขอตรวจกระเป๋าหน่อย คือก็ได้ยินมาบ้างว่าเซอร์วิสมายด์ที่ปารีสไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่นึกเลยว่าจะได้ประจักษ์ตั้งแต่ที่แรก แต่ช่างเถอะ เราซื้อตั๋วออนไลน์มาแล้ว ไม่ต้องต่อแถว ขึ้นลิฟต์แบบเชิดๆ ไปโลด

    โลดเลิดอะไรล่ะ... ตัดภาพมาผมยืนอยู่ในแถวที่นิ่งสนิท เพราะถึงจะไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋ว แต่ก็ต้องต่อแถวเพื่อรอขึ้นลิฟต์อยู่ดี นี่ขนาดว่ามาวันธรรมดาและไม่ใช่ช่วงฤดูท่องเที่ยวแบบพีคๆ (ผมไปปารีสฤดูใบไม้ผลิ เดือนพฤษภาคม ส่วนช่วงพีคคือฤดูร้อน เดือนมิถุนายน-สิงหาคม)

    ช่วงที่กระเถิบกระดึ๊บๆ เพื่อขึ้นลิฟต์ก็มีความอึดอัดลำไยพอสมควร ด้วยการกั้นแถวที่ดูวนไปวนมาชวนมึนงง (จนรู้สึกว่าพี่ๆ ไอเฟลควรไปดูงานที่ Tokyo Skytree บ้างนะครับ) แต่ที่เดือดที่สุดคือระหว่างที่อยู่ในแถวจะมีเสียงประกาศเตือนตลอดว่า Beware of pickpocket! Beware of pickpocket! Beware of pickpocket! Beware… (ระวังถูกล้วงกระเป๋า! ระวังถูกล้วงกระเป๋า! ระวังถูกล้วงกระเป๋า! ระวัง... ) ผมมั่นใจว่าตลอดเวลาที่ต่อแถวได้ยินเสียงประกาศเกินร้อยรอบแน่ๆ ประสาทจะหลอน แต่ที่ชวนเหวอยิ่งกว่าคือ วันรุ่งขึ้นหอไอเฟลดันปิดทำการเอาดื้อๆ เพราะพนักงานประท้วงตำรวจว่าไม่อาจรับมือกับแก๊งล้วงกระเป๋าที่หอไอเฟลได้อีกต่อไป (วอทททท) นับว่าตัวเองยังพอมีแต้มบุญอยู่บ้างที่ไม่ได้จองตั๋วตรงกับวันที่มันปิด
  • กลับมาที่ผมซึ่งยืนต่อแถวอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ฝ่าฟันขึ้นมาถึงยอดสูงสุดจนได้ ถ้าถามว่าวิวข้างบนสวยมั้ย มันก็สวยอยู่ แต่ก็มิอาจดูได้อย่างราบรื่นนัก ด้วยนักท่องเที่ยวที่เยอะมากจนแทบจะต้องตะกายชมวิว แถมยังต้องคอยหลบ อีไม้เซลฟี่ที่ฟาดไปฟาดมาอย่างกับดาบไลท์เซเบอร์อีก สรุปว่าเดินวนชมวิวได้แค่ยี่สิบนาทีก็ยอมแพ้ต่อสมรภูมิรบแห่งนี้ ผมลี้ภัยลงมาข้างล่างซึ่งแน่นอนว่าอีขาลงนี่ก็ต้องต่อแถวรอลิฟต์อีก...

    หมดเวลาชีวิตมากมายไปกับการรอจนรู้สึกหิว พอลงมาถึงด้านล่างหอไอเฟล ผมเลยไปซื้อเฟรนช์ฟรายส์จากร้านแถวนั้นมากิน จังหวะนั้นเอง มีเด็กผู้หญิงเดินถือกระดานอันใหญ่ๆ เข้ามาหา ผมอ่านเจอมาบ้างว่าแก๊งเด็กพวกนี้จะอ้อนวอนให้เราเซ็นชื่อในกระดาน อ้างว่าเป็นการกุศลนั่นนี่ แต่จริงๆ คือเทคนิคการล้วงกระเป๋าเราด้วยการเอากระดานมาบังไว้ ผมเลยเตรียมป้องกันตัวเต็มที่

    เด็ก: “Do you speak English?”

    ผม: “No no no” (ตอบไม่ไว้ก่อน พร้อมมือหนึ่งจับกระเป๋าสะพาย อีกมือล้วงจับกระเป๋าตังค์)

    เด็ก: “@!#@[email protected][email protected]” (พูดอะไรสักอย่างเป็นภาษาฝรั่งเศส / อะไรทำให้มึงคิดว่ากูจะฟังออกวะครับ)

    ผม: “No no no”

    แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง อีเด็กคนนี้ก็เอามือล้วงใต้กระดานมาหยิบเฟรนช์ฟรายส์ที่ผมวางไว้บนโต๊ะแล้ววิ่งหนีไปเลย ความเลวร้ายคือมันไม่ได้ขโมยไปทั้งถาด แต่เล่นหยิบไปหนึ่งกำมือ แล้วเหลือให้ผมดูต่างหน้าอีกครึ่งหนึ่ง แล้วทีนี้กูจะกล้ากินต่อยังไง อีเด็กเปรตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตตต
  • ขณะที่เอาถาดเฟรนช์ฟรายส์ที่เหลือไปทิ้งขยะด้วยความเซ็ง ผมก็ตระหนักว่า จากนี้ไป ถ้าพูดถึงหอไอเฟล สิ่งแรกที่ผมจะนึกถึงคือ การถูกเด็กเปรตขโมยเฟรนช์ฟรายส์!

    สารภาพว่าวันนั้นผมเดินเที่ยวด้วยอารมณ์เซ็งๆ ไปทั้งวัน แอบคิดในใจว่าจะไม่กลับไปเหยียบหอไอเฟลอีกแล้ว แต่ก็นึกได้ว่ารุ่นน้องเคยบอกให้ไปดูไอเฟลตอนกลางคืนด้วย ผมสองจิตสองใจว่าจะกลับไปดีมั้ย แต่สุดท้ายก็ไป... ประมาณว่าอยากปิดจ๊อบไอเฟลให้จบไปเลย ดูมันทั้งกลางวันกลางคืน แล้วชีวิตนี้ ไม่ต้องมาอีกแล้ว (โอ้โห ดูมันดราม่า)

    เมื่อกลับมาไอเฟลตอนกลางคืนก็พบว่าปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงจากตอนกลางวันเลย แถมไฟของหอไอเฟลก็ออกสีเหลืองๆ ทองๆ ไม่ได้สวยเด่นอะไรเป็นพิเศษ ผมนึกเสียดายที่ตัวเองอุตส่าห์ถ่อกลับมาอีกรอบ หยิบมือถือขึ้นมากะพิมพ์ไปด่ารุ่นน้องคนนั้นว่ามึงจะให้กูมาทำไมวะ

    แต่แล้วจังหวะที่กำลังก้มหน้ากดมือถืออยู่นั้น จู่ๆ คน รอบตัวผมก็ร้องฮือฮาขึ้นมา

    ผมเงยหน้าขึ้นไปเห็นไฟไอเฟลเปลี่ยนแพตเทิร์นเป็นไฟกะพริบระยิบระยับทั้งหอ

    รู้ตัวอีกทีผมยืนจ้องภาพนั้นไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง

    ขณะคิดในใจว่า โอเค ไอเฟล กูไม่เฟลแล้ว


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in