the otherness ความฝันของคนอื่นSALMONBOOKS
ความเงียบงันอันทารุณ
  • เธอตอบกลับมาว่า จำได้แค่เลาๆ หลังจากเขาบอกชื่อตัวเองออกไป 
    ก่อนหน้านั้นเธอบอกว่า จำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ

    เขาถามว่าอากาศที่นู่นเป็นอย่างไร ตอนนี้เวลากี่โมงแล้ว—เธอตอบกลับมาสั้นๆ ตรงตามคำถามทุกคำตอบ แล้วบทสนทนาก็จบลง...

    เขาไม่เคยเห็นเธอยิ้ม ไม่เคยได้ยินเธอหัวเราะ แน่นอน หยาดน้ำตาอันทรงค่าของหญิงสาวคนหนึ่งก็ย่อมไม่เคยเห็น...

    แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่อากาศตอนกลางวันของที่นี่ร้อนราวนรก—หนาว เธอว่า นั่นหมายถึงอากาศของที่นู่น มันควรจะมีอุปมาอย่างเช่น หนาวจับขั้วหัวใจ หรือให้โรแมนติกไปกว่านั้นก็ หนาวจนความโดดเดี่ยวทั้งมวลโปรยปรายลงมาตามเกล็ดหิมะ—แต่ไม่! ก็แค่ หนาว แล้วบทสนทนาก็ขาดห้วง เดินหน้าไม่ได้ ไปต่อไม่ถูก นิ่งงันทารุณเนิ่นนาน จนเขากลับสะทกสะท้านด้วยฤทธิ์ของพายุหิมะที่ก่อตัวขึ้นภายใน

    เธอแก่กว่าเขาสองปี เป็นรุ่นพี่โรงเรียนมัธยมเดียวกัน สมัยนั้นสองปีไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ ที่คนต่างเพศซึ่งไม่เคยรู้จักกัน จะไต่บันไดขึ้นไปเชื่อมสัมพันธ์ได้ง่ายๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นโชคดีหรือร้าย เขาก็ได้รู้จักเธอแล้ว

    แม้บัดนี้จะเป็นแค่ฝ่ายเดียว แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นก็ไม่อาจมีวันลบเลือนไปหมดได้

    สมัยโน้นอินเทอร์เน็ตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โปรแกรมแชตไม่เหมือนสมัยนี้ ไม่มีใครใช้ชื่อจริงในการสนทนาอย่างเป็นปกติเช่นปัจจุบัน มีแค่นามแฝงพิสดารมากมายปรากฏอยู่ในแถบข้างๆ ของโปรแกรม ไม่มีรูปโปรไฟล์สีสวยจากแอพฯ แต่งภาพ ไม่มีการตั้งสเตตัสระบายความในใจ อยากคุยกับใครก็แค่ดับเบิ้ลคลิกเข้าไปตรงชื่อ แล้วหน้าต่างอีกบานก็จะเด้งขึ้น เปิดพื้นที่สนทนาแบบส่วนตัวให้คนสองคน—ชื่อพิสดารสองชื่อ

    เขาทำความรู้จักเธอด้วยวิธีนั้น

    เคาะคีย์บอร์ดพิมพ์ลงไปด้วยสายลมผสมเม็ดทรายอย่างไร้ความหมาย—~....~...~..~.—อาจด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ภายใต้ดวงตาทรงสามเหลี่ยม—^_^—หรือคำทักทายง่ายๆ อย่าง—สวัสดี—อาจเป็นอะไรทำนองนี้ และแล้วบทสนทนาก็เริ่มขึ้น...

  • ความเงียบงันดำเนินต่อเนื่องมานานหลายปี ยาวนานจนบางครั้งเขาก็ลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ

    แสงจากจอคอมพิวเตอร์สาดกระทบใบหน้า อากาศรอบข้างร้อนราวนรก กาแฟเย็นชืดพร่องไปไม่ถึงครึ่งแก้ว เขาทำท่าจะลุกจากโต๊ะไปสูบบุหรี่ริมระเบียง ใคร่ครวญถ้อยคำที่เขาตอบเธอออกไปว่าเคยแชตกับเธอเมื่อไร ที่ไหน และเขาชื่ออะไร ตอนนั้นเอง เธอก็ตอบกลับมาอีกครั้ง หลังปล่อยให้ความเงียบงันดำเนินไปกว่าชั่วโมง

    ไม่มีคำพูด ไม่มีอีโมติคอนแสดงอารมณ์ มีแค่รูปภาพที่ถูกแนบส่งมาผ่านกล่องข้อความ

    เป็นรูปถ่ายของใครบางคน ภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม อัดลงบนแผ่นกระดาษ ซึ่งบัดนี้แห้งกรอบด้วยกาลเวลา ถูกถ่ายซ้ำอีกรอบด้วยสมาร์ตโฟนอัจฉริยะ ก่อนส่งผ่านข้ามโลกมาทางสัญญาณใยแก้ว
    ภาพของคนตาย...

    ไม่ช้าก็เร็วความทรงจำจะเล่นตลกกับเรา เขาควรจำชายคนนั้นได้—แต่ไม่ ก็แค่คุ้นๆ ไม่ใกล้ไม่เคียงกับการจำได้เพียงเลาๆ อย่างที่เธอบอกเขาในตอนที่เขาบอกชื่อตัวเองออกไป
     
    ก็แค่คุ้นๆ ชายในรูปน่าจะเป็นใครสักคนในประวัติศาสตร์ชีวิตอันแสนสั้น สั้นและยาวนานมากพอ จนเปิดโอกาสให้ความทรงจำทรยศหักหลัง

    “ใครครับพี่...”
    หลังจากนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก เขาก็ถามเธอไป

    ตอนนี้เขาเรียกเธอโดยมีคำนำหน้าว่า ‘พี่’ จากที่เมื่อก่อนไม่มีอะไรทำนองนั้น มีแค่ชื่อห้วนๆ เพื่อตัดขั้นบันไดแห่งอายุให้หดสั้น จนเขาสามารถขึ้นไปยืนเคียงข้างเธอได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    “ให้ทาย” เหมือนเดิม เธอตอบกลับมาแค่ประโยคสั้นๆ ตรงตัวตามคำถามทุกคำตอบ แล้วบทสนทนาก็จบลง เงียบงันยาวนาน ในขณะที่สมองของเขาใกล้ปริแตกด้วยการดำดิ่งลงไปในทุกๆ ซอกหลืบความทรงจำ เผลอไผลเหยียบซ้ำเข้ากับกับระเบิดแห่งความรวดร้าวครั้งแล้วครั้งเล่า

    “ถ้ารู้จักเรา ก็ต้องรู้จักเขาด้วย” คล้ายเป็นคำใบ้ ริมฝีปากของเธอสั่นน้อยๆ ด้วยความหนาวของอีกซีกโลก ขณะเคาะกดแป้นพิมพ์

    ริมฝีปากของเขาก็สั่น แล้วพานสั่นไปทั้งตัว อากาศร้อนแทบคลั่งกดเขาลงสู่นรกโลกันตร์แห่งการใคร่ครวญ ควานหาคำตอบที่เขาจะตอบออกไปในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า โดยหวังว่า มันจะสามารถเชื่อมต่อให้เขาใกล้กับเธอได้อีกสักนิด—เศษเสี้ยวเส้นใยบางเบาที่สามารถเชื่อมประสาน ให้เขาไม่ถูกตัดขาด จนเธอเงียบงันอย่างไร้เยื่อใยไปอีกยาวนานเหมือนคนไม่รู้จักเช่นที่ผ่านมา

    “ใช่ๆ นึกออกแล้ว ผมไม่เคยเห็นเขายิ้ม ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เขาได้ เขาทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน”

    คำโกหกเพ้อพกคำโต กอปรขึ้นมาจากตัวตนของเธอและจินตนาการของเขา เขาแค่ไม่เคยเห็นเธอยิ้ม ไม่เคยได้ยินเธอหัวเราะ เขาเลยตอบออกไปแบบนั้น ปั้นแต่งถ้อยคำจนออกมาเป็นใครอีกคนที่เขาก็แค่คุ้นๆ

    “มีแค่เรา มีแค่เรา” 

    สำเร็จ! 
    ในที่สุด เธอก็ตอบกลับมาทันทีทันใด เส้นใยล่องหนเชื่อมประสาน—การประสานต่อติดที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจความหมาย และต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะนึกออก

    หลังจากนั้นก็เป็นข้อความยืดยาวราวกับเรียงความ 
    ความทรงจำของเธอไหลทะลัก เรื่องราวเมื่อครั้งอดีตที่ไม่เคยมีเขาอยู่ด้วย

  • เธอบอกว่า เธอจำเขาคนนั้นได้ไม่เคยลืมเลือน จะจดจำเขาไปอย่างนี้ กอดเกี่ยวเรื่องราวต่างๆ ไว้กับตัว เฝ้าระลึกนึกถึงเสมอ แม้เขาจะตายไปแล้ว

    เขาอายุมากกว่าเธอสองปี เป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเดียวกัน สมัยนั้นสองปีก็ไม่ใช่ระยะเวลาสั้นๆ ที่จะทำให้คนต่างเพศสองคนเชื่อมสัมพันธ์กันได้ง่ายๆ

    เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย เราคล้ายมีภาพวีรบุรุษวีรสตรีสักคนฉายชัดอยู่ในใจ เขาเป็นชายที่ราวกับหลุดออกมาจากความฝัน ตรงตามสเป็กของเธอทุกกระเบียด ผมตัดสั้นติดหนังหัว สูงสง่า ผิวขาวอย่างที่น้อยคนในดินแดนแห่งนั้นจะมี ดวงตาสีน้ำตาลเข้มแฝงความเศร้าบางๆ เอาไว้ ไม่เคยมีรอยยิ้มใดๆ แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า

    ไม่เคยมีใครเห็นเขายิ้ม ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เขาได้ เขาทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน แต่เธอก็เฝ้ามองเขาตลอดมา 

    “อาจเป็นความรัก” เธอว่า

    เขาเงียบไปแล้ว นิ้วชะงักค้างอยู่ที่คีย์บอร์ด เงียบงันเนิ่นนานจนแทบได้ยินเสียงเหงื่อไหลลงมาจากหน้าผาก—อาจเป็นความรัก เธอว่า—เขาอ่านทวนในใจช้าๆ ห้องทั้งห้องเงียบสงัด จนกระทั่งเสียงกระซิบกระซาบจากอีกซีกโลกก็คล้ายจะดังก้องขึ้นมาในห้องห้องนี้แล้ว

    เสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ จะดังอยู่เช่นนั้นเสมอ รอคอยให้ใครสักคนเงี่ยหูสดับฟัง มันอาจเป็นเสียงกรนของภูตผี เสียงร่ำร้องโหยหวนจากความปวดร้าวของหญิงสาวห้องข้างๆ คนที่จะคอยสบตาทุกครั้งเมื่อเธอเดินผ่าน อมยิ้มน้อยๆ ให้แก่เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจากเตียงนอน และเสียงครางกระเส่าเวลาเธอกระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่งลงบนร่างของชายหนุ่มผมทองคนที่เธอไม่เคยและไม่มีวันจะใช้คำว่ารัก—มวลเสียงต่างที่มา ที่เธอได้ยินทุกครั้งเมื่อเงี่ยหูสดับฟัง ฝังติดอยู่ในโสตประสาท ร้องหวีดหวิวอยู่ในรูหูโดยไม่มีทางรักษา—เสียงที่เธอทึกทักเอาเองว่า มันคือเสียงเพรียกหาจากเขาคนนั้นด้วยความคิดถึง

    “เรารักเขา และจะไม่มีวันรักใครได้อีก” 

    ลมหายใจบางๆ ถูกระบายออกจากรูจมูกกลายเป็นไอขาวๆ 
    อากาศของที่นั่นหนาว—ใช่ แค่ หนาว ไม่มีอุปมาใดต่อท้ายให้ยืดยาวมากกว่านี้ 

    เส้นใยล่องหนค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจากโลกแห่งความตาย เชื่อมประสานเธอไว้กับวิญญาณของเขา นานเท่าไรแล้วที่เธอไม่ได้คุยกับคนที่จดจำเขาได้ เธอเข้าใจเอาเองว่าทุกคนลืมเลือนไปหมดแล้ว ฉันคือหลักฐานชิ้นเดียวที่พอจะยืนยันได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างหมดจดงดงามเพียงใด แต่อยู่ๆ ก็มีใครบางคน คนที่เธอจำเขาได้เพียงเลาๆ กลับจดจำเขาคนนั้นได้

    “เรารักเขา และจะไม่มีวันรักใครได้อีก”  

    เธอพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ด กดส่งประโยคนั้นออกไปด้วยรอยยิ้ม 
    รอยยิ้มแสนงามที่เขาไม่เคยและจะไม่มีวันได้เห็น

  • เขาคนนั้นตายไปในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของปีใดปีหนึ่ง ตายไปด้วยรูปแบบที่ไม่มีใครจดจำได้ 

    อากาศยามบ่ายของวันนั้นร้อนราวนรก เขาเอนกายลงนอน เปิดพัดลมจ่อไว้ข้างๆ เหงื่อไหลลงมาเป็นทาง แต่ก็ยังสามารถเคลิ้มหลับได้ เขาตายด้วยรูปแบบนั้น หลับไปพร้อมใบหน้าที่ไม่เคยมีรอยยิ้มปรากฏให้เห็น หลับไปอย่างคนปกติที่ปรารถนาจะเอนหลังพักผ่อนในบ่ายอันเงียบสงบของฤดูร้อนแสนบ้าคลั่ง หลับไปง่ายๆ เช่นนั้น และไม่ตื่นขึ้นมาอีก

    จนเปิดเทอมแล้วนั่นหรอก เธอถึงจะทราบข่าวการจากไปของเขา แอบร้องไห้คร่ำครวญเงียบๆ ให้แก่ความตายที่อยู่ห่างไกลเกินไป เกิดขึ้นง่ายดายเกินไป ความตายที่ไม่น่าจะใช่สมบัติส่วนตัวของคนในวันวัยเช่นนี้

    ทุกปีย่อมมีเด็กนักเรียนอย่างน้อยสักคนตายไป จมน้ำบ้าง รถชนบ้าง ตกตึกบ้าง หรือหนักหนาที่สุดก็แขวนคอตาย ทุกคนที่ตายล้วนกลายเป็นภูตผี ภูตผีในโรงเรียนที่มีระดับความเฮี้ยนแตกต่างกันไป เด็กสาวม.6 ซึ่งแขวนคอตายในห้องชีวฯ เนื่องด้วยความเครียดจากการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจจะเฮี้ยนกว่าเด็กม.3 ที่จมน้ำตายอยู่สักหน่อย แต่ไม่ว่าใครจะเฮี้ยนกว่าใคร ก็คงมีแค่เขาเท่านั้น ที่จะไม่กลายเป็นภูตผีในความทรงจำมวลรวมของใคร

    เขาตายลงง่ายๆ ธรรมดาสามัญเกินไป ก็แค่นอนหลับ และไม่ตื่นขึ้นมาอีก ไม่มีเรื่องราวใดให้ต้องพูดถึง ไม่มีความอาวรณ์ใดให้ต้องโหยหา

    เธอยังพิมพ์บรรยายถึงเขาคนนั้นต่อไปอีกยืดยาว ร่ำไห้เชื่องช้า ปลื้มปริ่มยินดีที่มีคนคนหนึ่งจดจำเขาคนนั้นได้

    แต่เขาคนที่อยู่ทางฝั่งนี้ก็ยังไม่สามารถตอบอะไรออกไป

    แม้กระทั่งจะพิมพ์คำว่า ‘อืม’ หรือ ‘อา’ ที่ใช้ตอบรับการสนทนาอยู่ทุกวันก็ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตไปเสียแล้ว

    ความร้าวรานกัดกร่อนหัวใจจนแหลกสลายในพริบตา—เรารักเขา และจะไม่มีวันรักใครได้อีก คำพูดของเธอก่อรูปเป็นพันธนาการตอกตรึงเขาไว้กับที่

    แต่แล้ว... 

    “ผมเป็นน้องชายของเขา”

    นั่นล่ะ! ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจตอบกลับไป—คำตอบโง่เง่าที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาบนโลกนี้ 
    เหงื่อของเธอซึมออกมาแล้ว อากาศของที่นั่นเปลี่ยนจากหนาวกลายเป็นร้อนอบอ้าวในทันที

    “จริงๆ แล้ว ผมเป็นน้องชายของเขา...” 

    ยังไม่ทันได้พิมพ์อะไรมากไปกว่านั้น หน้าต่างแสดงคำร้องขอให้ตอบรับวิดีโอคอลก็เด้งขึ้นมา เสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ จากอีกซีกโลก อยู่ๆ ก็ดังก้องจนแสบแก้วหู ภูตผีกำลังเพรียกหา ร้องแรกแหกกระเชอเพื่อขอให้ได้เห็นใบหน้าของน้องชายคนที่ภูตผีตนนั้นไม่เคยเห็นสักครั้งหนึ่ง

    นิ่งอึ้งชั่วอึดใจ ก่อนเขาจะตัดสินใจกดตอบรับมัน ใบหน้าของเขาแสดงขึ้นบนหน้าจอแล้ว ใบหน้าของเธอก็เช่นกัน

    เธอไม่ใช่เธอคนนั้น! ไม่ใช่หญิงสาวที่เขาเคยหลงรักหัวปักหัวปำอีกต่อไป

    เวลากี่ปีกัน ที่จะทำให้ใบหน้าหรือรูปร่างของคนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้—เธอเคยเป็นคนสวย เขาแค่ไม่เคยเห็นเธอยิ้ม แต่ใบหน้าหมดจดงดงามของเธอก็ไม่สามารถลบเลือนไปจากความทรงจำได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ เธอที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือใครกัน เธออาจตายไปแล้วตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาคนนั้นตายไป

    เขามองใบหน้าเธอ เงียบงันทารุณเนิ่นนาน แล้วกลับมามองใบหน้าตัวเอง พลันคิดได้ว่า เขาก็อาจตายไปแล้วเช่นกัน เราทุกคนล้วนตายไปแล้ว นี่คือโลกแห่งความตายของจริง โลกที่ผู้คนยังมีลมหายใจรวยริน แต่กลับใช้ชีวิตประหนึ่งซากศพ

    เสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ ยังดังก้องอยู่ในรูหูของเธอ ภูตผีป้องปากอยู่ข้างหู คอยบอกว่า เธอต้องลองสู้ดูอีกครั้งหนึ่ง
     
    เธอพิจารณาเขา แล้วเคลื่อนสายตาลงมองหน้าต่างเล็กๆ อีกบาน จ้องลึกลงไปในใบหน้าของตัวเอง—ผมตัดสั้นติดหนังหัว ประหนึ่งจะอุทิศทรงผมนี้ให้แก่เขาคนนั้นตลอดกาล ร่างกายผอมบางราวกับจะถูกพัดปลิวสาบสูญไปได้ง่ายๆ หากโดนลมหายใจของภูตผีสักตนราดรดเข้าเพียงเบาๆ ความทุกข์ระทมซ่อนอยู่ในริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนในวันวัยเช่นนี้ เธอเคี่ยวกรำตัวเองมาหนักหนาสาหัสเกินไป สลัดความงดงามของชีวิตทิ้งเหมือนสลัดฝุ่นผงที่ติดอยู่บนผ้าห่มออก ฝุ่นผงซึ่งครั้งหนึ่งอาจผสมรวมอยู่กับควันธูปที่ถูกจุดขึ้นในงานศพของเขาคนนั้น งานศพที่แม้เธอจะไม่เคยไป แต่หัวใจก็คล้ายถูกเผาไหม้ไปแล้วในวันฌาปนกิจ

    “เราจำนายได้แล้ว” นี่คือประโยคแรกที่เธอและเขาได้คุยกันจริงๆ 

    แม้จะส่งประโยคนั้นผ่านสัญญาณใยแก้ว แต่นี่คือเสียงในโลกแห่งความจริง เธอเริ่มจำเขาได้แล้ว ภูตผีอีกตนที่ปรากฏอยู่บนจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้า การเริ่มต้นบทสนทนาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างคนที่คล้ายตายไปแล้วสองคน
  • เขาเป็นชายร่างเล็ก พูดให้ชัดคือ เมื่อก่อนเขาเคยเป็นชายร่างเล็ก เด็กนักเรียนที่หากต้องเข้าแถวเคารพธงชาติก็มักจะถูกจัดให้ยืนอยู่หน้าสุดเสมอ เธอจำได้แล้วว่าเป็นเขานั่นล่ะที่คอยหันมองหาอะไรบางอย่างอยู่ตลอด ลุกลี้ลุกลนในช่วงที่ควรอยู่นิ่งที่สุด ไม่เคยยืนตัวตรงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ ใครจะรักหรือไม่รักชาติเขาไม่เคยใส่ใจ ใช่ แม้แต่ตอนนั่งสมาธิก่อนแยกย้ายเข้าห้องเรียนเขาก็ไม่เคยหลับตา เขาคือคนคนนั้น ชื่อพิสดารซึ่งปรากฏอยู่ในแถบข้างๆ ของโปรแกรมแชตยุคโบราณ คนที่เธอคอยปรึกษาถึงเรื่องของเขาอีกคนเสมอ

    และคนที่เขาคอยมองหาอยู่เสมออาจเป็นเธอเอง

    เธอจำได้แล้ว! เขาไม่ใช่น้องชายของเขาคนนั้น และไม่ใช่เด็กนักเรียนร่างเล็กอีกต่อไป 

    ตอนนี้ เขากลายเป็นชายร่างท้วม พนักงานออฟฟิศชนชั้นกลาง วัยประมาณสามสิบธรรมดา คนที่แม้คุณจะไม่รู้จักเขา แต่ก็คงพอเดาได้ว่า กิจวัตรในแต่ละวันของเขาจะเป็นอย่างไร—วันจันทร์ถึงศุกร์เขาอาจตื่นนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น พาตัวเองไปสัปหงกอยู่ในรถไฟฟ้าเพื่อจะได้ตอกบัตรเข้างานให้ทันเวลา อาจนั่งกินกาแฟสักแก้ว ผ่านพ้นเวลาพักเที่ยงอย่างเร่งรีบ ก่อนจะไปนั่งหาวหวอดอยู่ในคอกอีกครั้งยามบ่าย แล้วตรงดิ่งกลับบ้านในตอนเย็น อาจจะไปดูหนังบล็อคบัสเตอร์หลังเลิกงานบ้างนานๆ
    ครั้ง หรือไปชุมนุมทางการเมืองแบบพาร์ตไทม์สักหนสองหน เพื่อจะได้ยืนยันว่า เขายังไม่โดนเตะหายไปจากสังคมที่กำลังอาศัยอยู่

    เธอเศร้า—แม้จะไม่เคยสนใจอะไรในตัวเขา แต่ตอนนี้เธอก็เศร้า ไม่ใช่เพราะชีวิตประจำวันที่เขาดำเนินอยู่ แต่เศร้าเมื่อมองไปยังดวงตาคู่นั้น แล้วพบว่าเขาผ่านวันคืนด้วยการเคี่ยวกรำตัวเอง และโดนวันเวลาโบยตีมาหนักหนาสาหัสเพียงไร เธอมักถูกดึงดูดจากตัวละครซึ่งเป็นคนนอกเช่นนี้เสมอ ผู้คนที่อยู่ในโลกซึ่งไม่เคยเป็นของพวกเขาจริงๆ โลกที่พวกเขาไม่สามารถยึดอิงคว้าจับอะไรได้ ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทะเยอทะยานเงียบงันอันยิ่งใหญ่ ปิดปากเงียบ ไม่กล้าประกาศกร้าวกับใครว่า วันหนึ่งฉันจะเป็นเจ้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เลย

    เขาคือคนแบบนั้น คนที่ยังมีลมหายใจ แต่ดำรงไว้ด้วยดวงตาที่คล้ายมอดดับไปนานแล้ว 
    สิ่งใดกันที่ฆ่าเขาให้ตายทั้งเป็น

    “ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี”

    และแล้วเธอก็ล้วงปืนออกมา ความตายถูกกำแน่นอยู่ในอุ้งมือเล็กๆ ข้างขวา 
    เธอเพิ่งตระหนักเดี๋ยวนั้นว่า สิ่งที่ฆ่าเขาอาจเป็นเธอเอง

    ในกระบอกปืนมีกระสุนอยู่หนึ่งนัด—ปืนพกขนาดเล็กอายุเกินสิบปี เธอใส่กระสุนเพียงนัดเดียวลงไปหลังจากเขาคนที่เธอแอบรักตายไปได้ไม่นาน... 

    ใช่! เป้าหมายของปืนที่บรรจุลูกกระสุนเอาไว้คือการปลิดชีพใครสักคน กระสุนปืนนัดนั้น แรกทีเดียวเธอตั้งใจไว้ว่าจะมอบมันให้แก่คนที่ฆ่าเขา วาดภาพเอาไว้ว่าจะจ่อมันลงบนหน้าอกของใครคนนั้น แล้วลั่นไกออกไปให้สาสม

    แต่ไม่! ไม่มีใครฆ่าเขา เธอรู้หลังจากเขาตายไปได้ไม่นาน หลังจากเดินวนเวียนอยู่ในเรื่องราวพาฝันที่ประกอบขึ้นจากนิยายที่เธอชอบอ่าน—ถ้าตัวละครสักตัวตาย นั่นเพราะเขาต้องถูกฆ่า—เธอเคยเชื่อแบบนั้น—และคนที่ลงมือฆ่ามักเป็นพวกชั่วร้ายที่สมควรตาย—แต่หลังจากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความตายของเขา เธอก็ตระหนักได้ว่า ความตายในโลกนี้มักเกิดขึ้นอย่างรวบรัด ง่ายดาย ไปง่ายแสนง่ายเป็นอย่างยิ่ง—ก็แค่นอนหลับ และไม่ตื่นขึ้นมาอีก ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีคนดี ความตายไม่เคยเลือกฝ่ายเช่นนี้เสมอ

    เธอจึงเก็บปืนกระบอกนั้นไว้กับตัว ไม่ว่าจะโยกย้ายไปไหน หรือต่อให้แอบนำมันติดตัวไปได้ยากลำบากเพียงใด เธอก็จะพยายามถึงที่สุดเพื่อให้ได้เก็บมันไว้ข้างตัว—นี่คือองค์ประกอบหนึ่งเดียวที่เธอดึงออกมาได้จากนิยายพาฝันสั้นๆ ซึ่งเธอแต่งขึ้นเพื่อปลอบประโลมตัวเองชั่วครู่ชั่วยาม หลงใหลเพ้อพกไปกับความตายฝันหวาน และหยาดน้ำตาที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่—นั่นล่ะ เขาไม่รู้จักเธอ เธอและเขาไม่เคยคุยกัน ไม่เคยมีสัมพันธ์ใดๆ เกิดขึ้น นัยความหมายของความเสียใจชนิดนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับความเสียใจปลอมๆ แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่อยากให้นิยายพาฝันในมโนเรื่องนี้พลิกเปิดไปถึงหน้าสุดท้าย เธอจึงทำให้เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปได้ ด้วยการเก็บปืนที่มีกระสุนเพียงนัดเดียวกระบอกนั้นไว้กับตัว และปลุกภูตผีที่จะคอยส่งเสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ อยู่ในรูหูของเธอตลอดเวลาออกมาผ่านวันคืนที่ล่วงผ่าน

    ถึงอย่างไร ก็ไม่บ่อยนักที่พระเอกจะตายตั้งแต่เพิ่งโหมโรง แต่นิยายเรื่องนี้กลับเป็นแบบนั้น 

    ถ้าลองเพ่งมองไปที่ตัวละครสามตัว—เธอ เขา และเขาคนนั้น—เราจะพบว่า ตัวละครเหล่านี้ต่างส่งพลังให้กันและกันอย่างประหลาด พวกเขาและเธอขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้าด้วยความตาย

    และความตายนั้น หากพิจารณาให้มากกว่านี้อีกสักนิด มันอาจเป็นได้ทั้งความตายทางกายภาพของใครบางคน และความตายเชิงนามธรรมของใครอีกคน

    หากเรื่องราวของเขาและเธอยังพอจะมีใจความสำคัญอยู่บ้าง รากฐานของมันอาจอยู่ตรงนี้—ตัวละครที่ถูกผูกไว้ห่างๆ มองผิวเผินอาจไร้ความเชื่อมโยง ไกลเกินไปจนไม่น่าจะเป็นนิยายที่สามารถเรียกร้องความสนใจจากคนอ่านได้ กลับสอดประสานเข้ากันอย่างพอเหมาะด้วยความตาย ความตายที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักมักจี่กับเจ้าของความตายก็ได้ 

    ...ไม่รู้จัก และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ตายไปแล้วนั้นอาจเป็นตัวเอง
    เขาไม่รู้จักเขาอีกคน และเขาอีกคนก็ไม่รู้จักเธอ 

    “ผมขอโทษ” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ เม้มปากนิ่งอึดใจใหญ่ “ผมไม่เคยรู้จักเขา”
    เขาร้องไห้ออกมาแล้ว เธอเองก็เช่นกัน

    และแล้วก็ เปรี้ยง!
  • ใจเขาหล่นวูบ แต่ไม่ใช่ปืนหรอกที่ถูกลั่นไก เป็นพลุปีใหม่ต่างหากที่ถูกจุดขึ้น

    ดินแดนที่เขาอาศัยอยู่ก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้ว เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากข้างนอกไม่ขาดสาย มหานครในช่วงปีใหม่ แม้เงียบเหงาในตอนกลางวัน แต่ก็พร้อมจะเมามายเดียวดายไปกับเศษฝันเกลื่อนกลาด ที่ผู้คนทิ้งไว้หลังจากพวกเขารีบเร่งเดินทางออกจากมหานครแห่งนี้เพื่อกลับไปเฉลิมฉลองยังบ้านอันห่างไกลในเวลากลางคืน 

    เธอวางปืนลงบนโต๊ะ ความตายถูกปลดปล่อยจากอุ้งมือเล็กๆ แต่เธอก็ยังเงียบ เงียบงันทารุณเนิ่นนาน ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา อีกหลายชั่วโมงกว่าดินแดนที่เธออยู่อาศัยจะเข้าสู่ปีใหม่ 

    แต่แล้วโดยไร้สัญญาณใดๆ เธอก็เริ่มถอดเสื้อผ้า เปลือยกายทั้งๆ ที่อากาศของที่นั่นหนาวเกือบติดลบ และลงมือช่วยตัวเองในวินาทีนั้น ช่วยตัวเองอยู่ในปีเก่า สำเร็จความใคร่ต่อหน้าเขา ชายผู้อยู่ในอนาคตอันเงียบเหงา สวนเธอคือเงาแห่งอดีตเงียบงันฝันสลาย

    เธอพร่ำร้องสะเปะสะปะ ชื่อหลายชื่อถูกพรั่งพรูออกมาไม่ซ้ำ—ไม่ใช่ชื่อของเขา ไม่ใช่ชื่อของชายผิวขาวหัวทองคนที่นานๆ ครั้งถึงจะแวะมาหาเพื่อร่วมรักแบบไร้รักกับเธออย่างบ้าคลั่ง อาจไม่ใช่ชื่อของเขาคนที่เธอแอบรักมาตั้งแต่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำ

    นานนับนาน ที่เขานั่งมองเธอ พลางคิดว่าเขาอาจไม่เคยรู้จักเธอเลย อาจไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้—ก็แค่เคยเจอผ่านๆ และส่งข้อความคุยกันแบบแกนๆ ในโปรแกรมแชตยุคโบราณเท่านั้น

    เขารู้แล้วว่า เขาไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจเสมอมา 

    เขาก็เช่นเดียวกับเธอ เดินวนเวียนอยู่ในนิยายพาฝันที่ตัวเองสร้างขึ้นมาโดยตลอด—เด็กหนุ่มมัธยมคนหนึ่งผู้ตกหลุมรักสาวรุ่นพี่ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งสักที จนต่างคนต่างต้องแยกย้ายห่างหายกันไป หลายปีล่วงผ่าน ภาพถ่ายสักภาพหรือเพลงรักสักเพลงของช่วงเวลานั้นที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นขณะนั่งดื่มอยู่ในบาร์บรรยากาศเหงาๆ อาจเข้ามาดลใจ ทำให้เขาอยากตะเกียกตะกายนำวันชื่นคืนสุข คืนวันที่เขาไม่เคยและไม่กล้าพยายามจะขยับกายเข้าใกล้ หวนกลับมาเพื่อขอให้ได้ครอบครองมันสักหน และหลังจากควานหาชื่อหญิงสาวคนนั้นในเฟซบุ๊คอย่างยากลำบาก เขาก็เจอ แอดเฟรนด์เธอไป เริ่มต้นบทสนทนา ก่อนจะได้รู้ว่า ตอนนี้เธอมีชีวิตอยู่อีกซีกโลก แต่ไม่ว่าอย่างไร นั่นก็เป็นแค่อุปสรรคเล็กน้อยที่นิยายพาฝันสักเรื่องพึงมี

    เขาคุยกับเธอ เล่าถึงช่วงเวลาแสนสุขในอดีต เล่าถึงความคับข้องหมองใจในปัจจุบัน และเล่าถึงสิ่งที่วาดหวังไว้ในอนาคต สุดท้ายแล้ว เขาอาจตัดสินใจบินไปหาเธอ เจออุปสรรคใหญ่ๆ อีกสักหน อาจเป็นชายผมทองคนนั้น—ชู้รักไร้รักของเธอ ผู้จะนำเรื่องราวไปสู่การทุ่มเถียงด้วยบทสนทนาอันชาญฉลาดระหว่างเธอและเขา อาจเสียน้ำตาให้กันและกันคนละครั้ง มีเซ็กซ์หวานหยดอีกสักรอบ ก่อนเรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยแบบแฮปปี้เอนดิ้ง 

    แต่ไม่! ตอนนี้ เขารู้แล้วว่า ความจริงไม่เคยง่าย ความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ความตายต่างหากที่ง่าย

    เขาผิดตั้งแต่ต้น เพราะนิยายพาฝันเรื่องนี้เริ่มขึ้นด้วยความเงียบงัน ไกลลิบจากจินตนาการที่เขาวาดหวังไว้แต่แรก

    เขายังมองดูเธอ ละล่ำละลัก คิดอยากพูดอะไรสักคำเพื่อขัดจังหวะ แต่ก็ทำไม่ได้ ผีตนนั้นพลันปรากฏกาย จ้องเขาเขม็งจนร่างกายด้านชาไปทั้งตัว ดูเหมือนมันส่งเสียงอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ดังกว่าเดิมจนแก้วหูแทบระเบิด เขายกมือขึ้นอุดหู แต่เสียงก็ยังก้องอยู่อย่างนั้น

    เสียงโหวกเหวกโวยวายข้างนอกยังคงดำเนินต่อไป นาฬิกาเคลื่อนผ่านเชื่องช้า เขามีชีวิตอยู่ในอนาคต อยู่ในวันแรกของปี ระยะทางยาวไกลของดินแดนสองดินแดนบิดเบือนรูปทรงเวลา ทำให้ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองอยู่เบื้องหน้ากลายเป็นภูตผีอีกตนจากอดีต
  • ถ้ายึดตามสมมติแห่งเวลา ตอนนี้เขาอาจจะแก่ขึ้นอีกหน่อย ขยับเข้าใกล้เธออีกนิด เส้นใยล่องหนระหว่างเขาและเธออาจเชื่อมประสานขึ้นอีกคืบ เธออยู่ในอดีต ห่างจากเขาถึง 12 ชั่วโมง หากหนึ่งปีมี 8,760 ชั่วโมง อายุของเขาที่ห่างจากเธอ 2 ปีจะเป็น 17,520 ชั่วโมง เขาเคยอยู่ห่างจากเธอประมาณนั้น แต่ตอนนี้มันอาจลดลงมาอีกสักหน่อย อาจเหลือแค่ 17,508 ชั่วโมง และจะเป็นเช่นนั้นเสมอหากเขาและเธอไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

    เธอยังคงติดอยู่ในหลุมลึกไร้ก้น ช่วยตัวเองเชื่องช้า เหม่อลอย พร่ำพูดไม่ได้ศัพท์ คล้ายคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง ทว่าทุกอย่างสำหรับเขาจบลงแล้ว พรุ่งนี้เขาจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนที่แล้วๆ มา—เช้าเข้างาน เย็นกลับบ้าน อาจจะไปดูหนังบล็อคบัสเตอร์นานๆ ครั้ง หรือไปชุมนุมทางการเมืองแบบพาร์ตไทม์สักหนสองหนเพื่อจะได้ยืนยันว่าเขายังไม่โดนเตะหายไปจากสังคมที่กำลังอาศัยอยู่

    เขาผิดหวัง ทำความเข้าใจไม่ได้กับบทสนทนาไม่ปะติดปะต่อและสั้นแสนสั้นของคนเพี้ยนสองคน ซากศพจากอดีตไกลโพ้นสองร่าง ที่ลงเอยด้วยความวิปริตของอีกคน และอาการเงียบงันอันทารุณของอีกคน ทุกอย่างพังภินท์ ต่อแต่นี้ไม่มีอะไรให้สานต่อ ไม่มีวัตถุดิบในอดีตใดที่เขาสามารถหยิบจับขึ้นมา สร้างเป็นนิยายรักพาฝันได้อีกต่อไป และใช่ เป็นเขาเองนั่นล่ะที่ลงมือจุดไฟเผาอดีตอันหวานหอมเสียมอดไหม้จนเหลือแต่กองเถ้าถ่านกับมือ

    เขาจะปิดหน้าต่างวิดีโอคอลไปตั้งแต่ตอนนี้ก็ได้ บล็อคเธอไปตลอดกาล ไหนๆ ก็ไม่รู้จักกันอยู่แล้ว ไม่รู้จักกันอีกสักรอบจะเป็นไร ตอนนี้ชื่อจริงๆ ของเขา เธอก็คงไม่รู้จัก หรือแม้กระทั่งชื่อพิสดารที่เขาเลือกใช้เป็นนามแฝงในโปรแกรมแชตยุคโบราณ เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าเธอจะจำได้

    แต่ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้ ตอนจบทำนองนี้จะหลอกหลอนเขาไปอีกนานนับนาน หลอกหลอนยิ่งกว่าภูตผีที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอในจอคอมพิวเตอร์ เหมือนตอนจบของนิยายเลวๆ สักเรื่องที่คนเขียนตัดจบอย่างไม่มีบทสรุป ไม่สามารถพิสูจน์ความหมายของชีวิต หรือความหมายของเรื่องราวใดได้ตามขนบของเรื่องเล่า—ใช่ ระหว่างทางมันอาจมีพยานหลักฐานบางอย่างที่เราสามารถนำมาอภิปรายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ รวมถึงเขาคนนั้นได้ แต่ท้ายที่สุด เราก็จะไม่สามารถประสบผลในระบบคิดใดๆ เลยจากเรื่องราวขาดพร่องอันเต็มไปด้วยความเงียบงันจนแทบจะไม่มีเส้นเรื่องเหล่านี้

    ไม่มีคำถามเชิงปรัชญาอันสวยหรู ไม่ใช่บันทึกเชิงมานุษยวิทยา เราอยู่ในโลกแบบนี้ หากมีอะไรใกล้เคียง มันอาจเป็นเพียงบางเศษเสี้ยวที่สอดคล้องกับความกังวลในเรื่องตัวตนของมนุษย์ที่มีมาตลอดประวัติศาสตร์เท่านั้น

    เขาไม่มีตัวตนในสายตาเธอ เธอไม่มีตัวตนในสายตาเขาคนนั้น และเขาคนนั้นก็แทบจะไม่มีตัวตนในสายตาของใครอีกหลายคน เราอยู่ในโลกแบบนี้ โลกอันเงียบงันวังเวงและแสนทารุณ ซ่อนตัวอยู่หลังจอมอนิเตอร์ ประกอบสร้างเรื่องราวจากรูปภาพ ประวัติย่นย่อ หรือสเตตัสในหน้าฟีดของโซเชียลมีเดีย นำมาสร้างเป็นนิยายพาฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

    แต่เขาไม่ควรเงียบไปแบบนี้ เขาน่าจะพูดอะไรออกไปบ้าง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างจบลงเหมือนที่แล้วๆ มา

    “ขอโทษนะครับ ผมอยากรู้ว่าเขาชื่ออะไร”

    เขาพูดออกไป แล้วรู้สึกเดี๋ยวนั้นว่า สิ่งที่เธอกำลังทำ คือการพยายามกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวเขา นั่นคือวิธีการต่อสู้เพียงอย่างเดียวของเธอ ต่อสู้เพื่อจะได้ยืนยันว่า เธอยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ 

    เขาเศร้า—และรู้ว่าเธอก็เศร้า

    ใช่ เมื่อหญิงสาวสักคนมาแก้ผ้าอยู่เบื้องหน้า เขาควรจะมีอารมณ์กระสันอยากอย่างชายหนุ่ม

    แต่ร่างกายผอมบางราวกับจะถูกพัดปลิวสาบสูญไปได้ง่ายๆ หากโดนลมหายใจของภูตผีสักตนราดรดเข้าเพียงเบาๆ หรือความทุกข์ระทมที่ซ่อนอยู่ในริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า และทรงผมที่ตัดสั้นติดหนังหัวประหนึ่งจะอุทิศทรงผมนี้ให้แก่เขาคนนั้นตลอดกาล ก็ไม่สามารถกระตุ้นอารมณ์กระสันอยากของชายหนุ่มในตัวเขาได้เลย

    เธอนำเขาคนนั้นมาสวมทับตัวตนของตัวเองจนแน่นเกินไป มิดชิดเกินไป อึดอัดเกินไปจนแทบหายใจไม่ออก นั่นคือข้อผิดพลาดง่ายๆ ที่ทำให้เธอพ่ายแพ้เสมอมา นั่นคือคำสาปที่ทำให้เธอกลายเป็นภูตผีทั้งที่ยังมีลมหายใจจนถึงบัดนี้

    “คุณไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรใช่ไหม”

    สรรพนามที่เขาใช้เรียกเธอเปลี่ยนไปแล้ว บางครั้ง เมื่อบันไดแห่งความสัมพันธ์ถ่างกว้าง สรรพนามที่เราใช้เรียกกันและกันก็มักจะเปลี่ยนไปได้ง่ายๆ เช่นนี้

    “คุณไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรใช่ไหม” เขาถามย้ำอีกครั้ง

    เธอหยุดชะงัก ไม่ตอบคำ ร้องไห้เชื่องช้า หยิบปืนขึ้นมา ประทับมันไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สูดลมหายใจเข้าปอดชั่วอึดใจ อาจเพื่อยืนยันว่าเธอยังใช้อากาศของโลกนี้หายใจอยู่ 

    และแล้ว เธอก็ลั่นไกในวินาทีต่อมา 

    ลั่นไกให้สาสมแก่ความเงียบงันอันทารุณทั้งหมดทั้งมวลของโลกใบนี้ 
    เพราะจนถึงบัดนี้ เธอเองก็ยังไม่รู้ และจะไม่มีวันได้รู้ว่า ชื่อแท้จริงของเขาคนนั้นคืออะไร


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in