the otherness ความฝันของคนอื่นSALMONBOOKS
คำนำ
  • ก่อนเริ่มต้นเขียนคำนำสำนักพิมพ์ เราทำให้ตัวเองมั่นใจ ว่ากำลังลืมตาตื่นในโลกที่มีชีวิต ด้วยการวักน้ำสาดตัวเองหลายต่อหลายครั้ง

    เพราะทันทีที่อ่านต้นฉบับ the otherness ความฝันของคนอื่น จบลง  เรารู้สึกราวกับหลุดไปอยู่ในโลกที่พร่าเลือนด้วยมิติเวลา ยากแก่การปะติดปะต่อว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อนหน้า ยากจะระบุว่าตัวเองกำลังอยู่ในแห่งหนที่ใด

    เรารู้จัก ฆนาธร ขาวสนิท ผ่านตัวหนังสือ—เรามั่นใจว่านั่นไม่ใช่ความฝัน

    ครั้งนั้น เราสะดุดในชื่อของเขาเป็นอย่างแรก คิดสงสัยว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงได้มีตัวอักษรนำหน้าชื่อแปลกตาขนาดนี้ เรารีบเปิดสารบัญ ไล่สายตาดูว่าเรื่องเล่าของเขาบรรจุอยู่ในแห่งหนที่ใดของหนังสือเล่มนั้น

    สารภาพตามตรง เราจำเรื่องเล่าของเขาไม่ค่อยได้ ที่จำได้คือเรื่องเล่าของเขามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ลีลาการเขียนและวิธีการลำดับโครงสร้างก็เข้าขั้นน่าสนใจ อีกทั้งมีการผสมผสานภาษาที่บางครั้งก็ชวนให้เราต้องพลิกพจนานุกรม ค้นหาความหมายของคำจนหัวหมุน แต่ไม่กี่บรรทัดถัดมาก็ทำตัววัยรุ่น พูดถึงโลกของคนยุคใหม่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

    ด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงและขรึมขลังเหล่านั้น ทำให้เรารีบพลิกไปดูประวัติของผู้เขียน ซึ่งต่อมาก็ต้องทึ่งเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับเรา

    หากเป็นความฝัน เหตุการณ์ถัดมาคงเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา

    แต่ในความจริง เราได้พูดคุยกับฆนาธรก็เมื่อเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี เป็นการพูดคุยผ่านตัวหนังสือ—ตัวหนังสือที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในสังคมโลกเสมือน

    เริ่มเราทักทายตามปกติ เอ่ยปากชื่นชมเรื่องเล่าในฐานะนักอ่าน ก่อนใช้เวลาที่ถือว่าเร็วในห้วงแห่งความฝัน ชักจูงและหว่านล้อม ขอต้นฉบับมาตีพิมพ์

    เรารู้ตัวว่านั่นไม่ใช่ความฝัน ก็ต่อเมื่อฆนาธรขาดการติดต่อไปเป็นปี

    หนึ่งปีถัดมา เราได้รับต้นฉบับเรื่องสั้นสิบตอน และได้เจอฆนาธรเป็นครั้งแรก
    เท่าที่ได้พูดคุย เรารู้ว่าต้นฉบับทั้งหมดนี้ ใช้เวลาเขียนสามปี 

    เราไม่รู้จะจำกัดระยะเวลาข้างต้นว่าช้าหรือเร็ว แต่เท่าที่รู้ ฆนาธรเป็นเพียงวัยรุ่นที่มีอายุยี่สิบกลางๆ ทำงานประจำเกี่ยวข้องกับแวดวงนิตยสาร ซึ่งส่วนใหญ่มีกลุ่มผู้อ่านเป็นวัยรุ่นเช่นเดียวกัน

    เราไม่แน่ใจนักว่าฆนาธรในวันนี้จะเป็นคนเดิมกับฆนาธรที่เราทึ่งในวันเก่าก่อนหรือเปล่า

    เมื่อเริ่มอ่านต้นฉบับทั้งหมด เราพบว่านักเขียนที่ผสมผสานความเก่าและใหม่เข้าด้วยกันยังคงอยู่ แถมเขารุกเราเข้าอีกขั้น ด้วยการสร้างเรื่องสร้างราวประหนึ่งสร้างโลกที่แทบจะเป็นการกวักมือเรียกให้เราเข้าไปอยู่ร่วมในโลก—หรืออาจเรียกว่าความฝันของเขา

    แม้ฆนาธรจะดักทางไว้ไม่ให้เราพูดว่า สำนักพิมพ์แซลมอนเป็นกลุ่มคนที่ไม่ถนัดการทำเรื่องแต่ง แต่เราก็ต้องขอขัดใจแล้วบอกว่า พวกเรายังคงเป็นดังคำที่ฆนาธรห้ามเอาไว้จริงๆ

    ทุกครั้งที่เราหยิบหนังสือในหมวดเรื่องแต่งมาตีพิมพ์สักเรื่อง ไม่มีเหตุผลอะไรมากไปกว่าอ่านแล้วสนุก อ่านแล้วชื่นชอบ อ่านแล้วอยากส่งต่อให้เพื่อนหรือผู้อ่านของเราได้อ่าน

    การหวังจะตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นที่เราชื่นชอบอีกสักเล่ม จึงเป็นหนึ่งในความฝันที่กระจัดกระจายมากมายของพวกเรา

    โชคดีไม่น้อยที่ในความฝันกระจัดกระจายเหล่านั้น ดันมีหนึ่งคนที่ฝันตรงกันกับเราอยู่

    ก่อนจะจบบรรทัดต่อไปนี้ เราลองหยิกแขนตัวเองดูสักหน่อย ลูบหน้าตัวเองดูสักนิด จนเมื่อมั่นใจแล้วว่ากำลังลืมตาตื่นอยู่ในที่แห่งไหน

    เราก็หลับตา

    แล้วฝันว่าคุณจะชื่นชอบหนังสือเล่มนี้เช่นเดียวกับเรา

  • เราพบตัวเองตกอยู่ในความฝันทันทีที่ลืมตาตื่น

    หากคุณรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังอ่านอยู่คล้าย ‘คำนำ’ เราคงต้องบอกว่า เรากำลังตกอยู่ในความฝันที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะฝันว่า หนังสือเล่มหนึ่งจะขายได้

    เราอยู่ในฝันร้ายแบบนั้น ฝันร้ายถึงเรื่องที่ไม่กล้าฝัน มองความมุ่งมาดฝันสลายเหล่านั้น แล้วบอกว่ามันก็แค่ความฝันของคนอื่น...

    เราพบตัวเองตกอยู่ในความฝันทันทีที่ลืมตาตื่น พบเธอยืนอยู่เบื้องหน้า เธอคนที่เคยบอกว่า “คุณต้องลองสู้ดูสักครั้งหนึ่ง”

    เราจึงเริ่มเขียนนับแต่นั้น ปั้นแต่งเรื่องเล่าออกมาจากความฝัน นั่งลงเขียนอย่างบ้าคลั่ง อยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีใครยินยอมให้หนังสือเล่มหนึ่งมีคำนำ ด้วยถ้อยคำว่า ‘นักเขียนตายแล้ว’ ตามทฤษฎีที่ท่องจำอย่างกระท่อนกระแท่นจากคนอื่น

    เรากำลังตกอยู่ในฝันแบบนี้ 

    จุดบุหรี่ขึ้นสูบ เหม่อลอย นั่งทอดน่องอยู่ริมแม่น้ำสักสายในเมืองฝันสลายเพียงลำพัง...

    “สสารไม่มีวันสูญสลาย” และแล้วใครสักคนก็พูดขึ้น “ชีวิตเกิดจากน้ำและดินมันจึงเป็นอมตะ”

    สำหรับเรา ผู้เชื่อในเรื่องความตายเหนืออื่นใด ประโยคแบบนั้นจึงไม่น่าจะมีอยู่ได้ในความฝันของเรา
    ต่อเมื่อหันไปมอง แล้วพบว่า คนที่พูดประโยคนั้นกำลังส่งยิ้มมา ก่อนค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้า 
    เราจึงหยิบปากกา และลงมือเขียนอีกครั้ง—ใช่ เขียนในขณะที่พลัดตกลงไปในอีกหนึ่งความฝัน เขียนถึงเขาคนนั้น คนที่เราทึกทักเอาเองว่า เขาน่าจะเป็นมนุษย์อมตะผู้เดินทางมาจากอีกซีกโลก

    ในความฝัน เราสังเกตเห็นว่า เธอมีไฝติดอยู่ที่ลำคอด้านหนึ่ง—ไฝสีดำตัดกับผิวขาวซีดซึ่งเธอเคยเย้าแหย่ว่า มันคือปุ่มจุดระเบิด

    แต่ความฝันไม่ควรมีรายละเอียดเยอะขนาดนั้น เราจึงเริ่มเอะใจสงสัย...
     “หรือนี่จะไม่ใช่ความฝัน!?”

     แต่เมื่อเตือนตัวเองว่านี่คือคำนำ เราก็ยอมรับอีกครั้ง 
    “เราอาจตกอยู่ในฝันร้ายแบบนั้น ฝันที่ไม่มีใครกล้าประกาศตัวว่าเป็นนักเขียนอีกต่อไป”

    และแล้วเราก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง—รวมเรื่องสั้น ที่เมื่อย้ายที่อยู่อาศัย เราจะนำมันติดตัวเพื่อเอาไปประดับไว้บนหัวเตียงเสมอ

    หนึ่งในเรื่องสั้นของหนังสือเล่มนั้นพูดถึงความตาย ความตายอันรวบรัด ง่ายดาย ไปง่ายแสนง่ายที่ยึดอิงจากเรื่องจริงของกวีคนหนึ่ง

    เสมือนคำทำนาย! ในขณะที่เรื่องสั้นเรื่องนั้นยังคงเป็นแค่ร่างแรก ต้องรอเวลาบ่มเพาะและขัดเกลาเพื่อให้มันเป็นเรื่องสั้นที่สมบูรณ์ หลัง ‘กวีตาย’ ห้าเดือน นักเขียนก็ตายไปอีกคน—ใช่! รวบรัด ง่ายดาย ไปง่ายแสนง่ายเป็นอย่างยิ่ง!

    เราอาจเคยเจอนักเขียนหนุ่มคนนั้นแล้วก่อนหน้านี้ อาจเคยเดินสวนกันก่อนเขาตาย 

    ในเมืองฝนพรำที่เราเติบโตมา มีไม่กี่ที่หรอกที่จะไปได้ เราอาจเคยเจอกันแล้ว เด็กนักเรียนกางเกงขาสั้นสีกากีไร้เดียงสา กับนักเขียนหนุ่มผมยาวท่าทางเงียบขรึม ผู้เลือกลงหลักปักฐานสร้างผลงานตามวิถีที่เขาเชื่อในเมืองเมืองนั้น 

    เราอาจเคยสบตากันแล้วสักครั้งหนึ่ง ณ จังหวะใดจังหวะหนึ่งของลมหายใจ ก่อนเปลวไฟแห่งชีวิตของเขาจะมอดดับ

    แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือความฝัน เราก็รู้จักตัวอักษรของนักเขียนคนนั้นหลังความตายของเขา สนอกสนใจสิ่งที่เรียกว่าเรื่องสั้นนับแต่นั้น 

    ใช่! อาจเรียกได้ว่า สนใจมันเพราะความตาย

    “ในความฝันจะไม่มีคนตาย” 

    ทันใด เสียงกระซิบกระซาบเล็กๆ ก็ลอยมาจากโค้งฟ้าไกลโพ้น อาจเป็นเสียงของมนุษย์อมตะคนนั้น หรือเสียงของภูตผีสักตน—วิญญาณของใครบางคนผู้ตายไปก่อนหน้า 

    “ถึงตาย เขาหรือเธอก็จะไม่ตายลงจริงๆ”

    เราเกือบจะพยักพเยิดเห็นด้วย แต่ไม่จริงหรอก ในฝัน เราเห็นคนตายเต็มไปหมด เลือดสีแดงเข้มนองเต็มพื้น อาจเป็นศพของมนุษย์อมตะผู้ออกเดินทางไปทั่วโลก สุนัขจิ้งจอกเชื่องเชื่อผู้เคยมีชีวิตอยู่ในทะเลทรายอักษร คณิกาภายใต้เสื้อผ้าแบรนด์หรู ผีกระสือที่อาจเป็นญาติสนิทของเราเอง เพื่อนชาวต่างชาติที่เป็นเพียงตัวประกอบในชีวิตอันเชื่องช้า นักบินอวกาศผู้เป็นอีกภพชาติของเสนารักษ์ตาขาว นักประวัติศาสตร์ผู้หมกมุ่นกับการฆ่าตัวตาย วัวคู่ไถที่ยืนตายอย่างสงบหลังพายุใหญ่ มนุษย์ชุดดำไร้ใบหน้า บรรณาธิการผู้ทำย่อหน้าแรกของนักเขียนสาวอีกคนหายไป แมวตัวหนึ่งที่อาจกลายร่างเป็นผีเสื้อได้ อาจมีพ่อ แม่ เรา และคุณ

    ในความฝัน—สองปีหลังจากนักเขียนเจ้าของผลงานที่จะอยู่บนหัวเตียงของเราเสมอตาย เราย้ายตัวเองสู่มหานครฝันสลาย แบกหนังสือทุกเล่มของนักเขียนหนุ่มติดตัวมา ก่อนจะลืมมันไว้หลังขวดเหล้า ควันบุหรี่ และเสียงโหวกเหวกโวยวายของกลุ่มเพื่อน

    เราปล่อยให้นักเขียนคนนั้นตายลงจริงๆ โดยไม่ได้เปิดอ่านหนังสือของเขาซ้ำอีกเลย

    ลืมเลือนไปแม้กระทั่งอากาศของเมืองเมืองนั้น ซึ่งเราอาจเคยใช้หายใจร่วมกัน—ใช่ ในความฝัน ไม่เคยมีอากาศ!

    “คุณมันก็แค่ไอ้ระยำที่แยกโลกความจริงและนิยายออกจากกันไม่ได้”

    เวลาในความฝันผ่านไปนานหลายปี และแล้ว หลังจากเธอพูดประโยคนั้นออกมา เราก็ตั้งต้นร้องไห้อย่างเชื่องช้า ร้องไห้ให้แก่ความฝัน พร้อมกับคำปลอบประโลมจากเธอที่พูดตามหลังว่า

    “คุณต้องลองสู้ดูสักครั้งหนึ่ง”

    และแล้ว เราก็เริ่มต้นเขียน เขียนอย่างบ้าคลั่ง ผ่านเวลาสามปีในความฝัน จนได้หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มหนึ่ง

    เรายังอยู่ในความฝัน กลับไปหาเธออีกครั้ง ยื่นหนังสือของตัวเองให้เธออ่าน นั่งทอดน่องริมแม่น้ำ รอคำวิจารณ์อย่างใจจดใจจ่อ

    “ทำไมเรื่องของคุณถึงอ่านยากนัก ฉันไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลย” เธอว่า

    “55 หุหุ เหอะเหอะ อิอิ” เราหัวเราะเป็นภาษาของชาวโลกยุคใหม่ กลบเกลื่อนความเศร้าและกลั้นน้ำตาที่สร้างขึ้นจากตัว T (T.T) เอาไว้

    “นักเขียนตายแล้ว... คนตายมักพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้เสมอ” เราว่า

    เธอนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำ นิ่งเงียบเหมือนทุกครั้งที่เราไม่สามารถใช้ตัวอักษรใดๆ มาอธิบายภาวะเบื้องหน้าได้ 

    “เพ้อเจ้ออีกแล้วสินะ” แต่ที่สุด เธอก็พูดออกมา

    เราพบตัวเองตกอยู่ในความฝันทันทีที่ลืมตาตื่น
    เราอยู่ในฝันแบบนั้น 
    โดยไม่หวังว่า เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เราจะพบกับความจริง


    ฆนาธร ขาวสนิท

    วันที่มีฝนตก แดดออก และอากาศหนาว 
    ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างปี 2555-2558 
    ในความฝันของคนอื่น
    (ห่างจากเมืองฝนพรำแห่งนั้น 780 กิโลเมตร)



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in