#DuckOfAllEarsDuck of Words
#5: Rape - A Love Story


  • 5: Rape - A Love Story

    โดยรายการ Mating Matters ของ iHeartMedia

    • Part 1 (อัปโหลด 2 ตุลาคม 2019 ความยาว 45 นาที)

    • Part 2 (อัปโหลด 9 ตุลาคม 2019 ความยาว 44 นาที)

    ภาษา: อังกฤษ


    กลับมาอีกครั้ง ผิดจากกำหนดการเดิมวันหนึ่ง แต่ก็ยังหวังว่ารีวิวตอนใหม่ที่เป็ดจะนำมาเสนอยังช่วยแนะนำรายการพอดแคสต์ดีๆ ให้กับทุกคนได้เช่นเคยค่ะ คราวนี้กลับมาแนะนำทีเดียวสองตอน เป็นแพ็คเกจอีกแล้ว กับรายการ Mating Matters โดย iHeartMedia ดำเนินรายการโดยคุณเวนดี้ วอลช์ นักจิตบำบัด ที่พูดถึงพฤติกรรมมนุษย์ในแง่ของความรัก ความสัมพันธ์ ผ่านมุมมองทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และวิวัฒนาการของมนุษย์นั่นเอง หากลองรับฟังตอนอื่น ทุกคนก็จะได้พบคำตอบสู่คำถามหลากหลาย เช่น ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายมาดแมน กำยำ แต่มักมองข้ามผู้ชายอ่อนโยน ความสัมพันธ์โดยมีเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยว ตลอดจนถึงความสัมพันธ์รูปแบบรักร่วมเพศและอื่นๆ แต่สองตอนที่เป็ดจะนำมารีวิวนี้ เป็นเรื่องของการข่มขืน และพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศค่ะ 


    คุณเวนดี้แบ่งประเด็นทางเพศนี้ออกเป็นสองตอน ตลอดทั้งสองตอนยังมีบทสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ทำการศึกษาพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของมนุษย์ แต่ในแต่ละตอนก็ยังมีอีกส่วนของเนื้อหาที่ต่างกันเป็นพิเศษ โดนตอนแรก คุณเวนดี้จะพูดคุยกับผู้ฟังทางบ้านท่านหนึ่งที่ติดต่อเข้ามาขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวของเขา...ในฐานะที่ตนเคยล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่นมาก่อนค่ะ ส่วนในตอนที่สอง ผู้ให้สัมภาษณ์ร่วมพูดคุยกับคุณเวนดี้เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยตกเป็นเหยื่อของการมีเพศสัมพันธ์โดยที่เธอไม่ยินยอม จากสองตอนเล่าประเด็นการข่มขืน เราจึงจะได้เห็นเรื่องราวผ่านทั้งมุมมองของผู้กระทำและเหยื่อค่ะ เราก็รู้สึกว่าทางคุณผู้ชายที่ติดต่อมาเล่าเรื่องความผิดพลาดของตัวเองในอดีตให้ทุกคนได้ฟังก็นับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ค่ะ แน่นอนว่าเจ้าตัวก็รู้สึกผิดมาก จึงเป็นเหตุให้ตัวเขาเองติดต่อทางคุณเวนดี้มาเพื่อแบ่งปันเรื่องให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจผู้ชายคนอื่นไม่ให้หลงผิดอย่างเขา ส่วนทางฝ่ายหญิง (ทั้งคู่ไม่ใช่คู่กรณีของกันและกัน) เล่าเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้น เมื่อเธอถูกชายคนหนึ่งวางยาเพื่อมีสัมพันธ์ด้วย ไปจนถึงการต่อสู้เพื่อดำเนินการทางกฏหมายกับผู้กระทำคนนั้น สิ่งที่เป็ดคิดว่าได้จากตอนที่สองก็คงจะเป็นความจริงที่ว่า สังคมไม่ว่าจะเป็นในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐฯ ก็ยังมีมุมมองโทษเหยื่อข่มขืนอยู่ และบางที คนที่คิดเห็นเช่นนั้นก็รวมไปถึงคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่ของเหยื่อเองด้วย นับเป็นประสบการณ์ที่น่าปวดใจ แต่ท้ายที่สุด ครอบครัวของผู้เสียหายหญิงคนนี้ก็สนับสนุนและให้การช่วยเหลือเธอค่ะ


    ในส่วนของการนำเสนอแง่มุมทางวิทยาศาสตร์ของการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศของทั้งสองตอนนี้แล้ว เราได้ทราบข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า การข่มขืน เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการสืบพันธุ์และส่งต่อพันธกรรมของมนุษย์เพศชายค่ะ และเพราะมนุษย์เพศหญิงเองก็มีกลไกทางพฤติกรรมที่เอื้อให้ตนตั้งครรภ์บุตรที่มีพันธุกรรมที่ดี ผ่านการเลือกมนุษย์เพศชายที่มีลักษณะของพันธุกรรมที่ดี (หน้าที่การงานดี หน้าตาดี มีลักษณะความเป็นเพศชายสูง) มนุษย์เพศชายที่มีพันธุกรรมที่มีลักษณะด้อยกว่าจึงมีโอกาสในการสืบพันธุ์ต่ำกว่าเพื่อนร่วมเพศ การบังคับขู่เข็ญผู้หญิงให้มีเพศสัมพันธุ์ด้วยโดยไม่สมัครใจจึงเกิดขึ้นนั่นเอง สิ่งสำคัญสองประการที่เราสามารถเรียนรู้จากข้อเท็จจริงวิวัฒนาการนี้คือ:

    1. การข่มขืนเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและวิวัฒนาการมาพร้อมกับมนุษย์ แต่ ขีดเส้นใต้หนึ่งล้านครั้งว่า แต่!!!!!!

    2. แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ การข่มขืนก็ยังเป็นสิ่งที่ผิดค่ะ เพราะการข่มขืนเป็นการลิดรอนสิทธิของผู้ถูกกระทำ เป็นการทำลายสิทธิของผู้หญิงที่จะสามารถเลือกคู่ครองของตน

    ทางรายการได้เน้นความจริงสองข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสอง) ตลอดสองตอนที่เล่าเรื่องของการข่มขืน เพื่อบอกใ้ห้เราเข้าใจกลไกทางชีววิทยาของมนุษย์ โดยอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมว่าการข่มขืนเป็นสิ่งที่ไม่ดี และยังสนับสนุนให้มีการปลูกฝังความรู้ความเข้าใจเรื่องการเคารพสิทธิของผู้อื่นให้กับผู้ชายตั้งแต่ในวัยเด็กด้วยค่ะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in