บันทึกการเดินทางbee_nis
- กระบี่ ลั้ลลา -
  • เซย์ไฮค่าทุกคน ไม่ได้อัพมาซักระยะนึงแล้วแหละ แต่จะบอกก่อนว่าทริปกระบี่นี้จะไม่ได้มารีวิวแต่อย่างใด  เพราะว่า เราไปมาซักพักแล้ว พวกรายละเอียดการเดินทางต่างๆก็จะลืมๆไปบ้าง   เราเลยคิดว่าจะเขียนเป็นการบรรยายอธิบายเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆ และความรู้สึก ณ ตอนนั้นให้ฟังกันแทนนนน

    จุดเริ่มต้น:    กรุงเทพฯ
    จุดหมายปลายทาง:   กระบี่

    ถ้าพูดถึงกระบี่เราก็คงนึกถึงน้ำทะเลใสๆ มีปลาเล็กๆแหวกว่ายไปมา ดำน้ำดูปะการังใต้ท้องทะเล หรือบางคนอาจจะนึกถึงวิถีสโลวไลฟ์ท่ามกลางหาดทรายสวยๆ 

    เรา เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบทะเล ภูเขา ธรรมชาติต่างๆที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาบนโลกใบนี้ เมื่อตอนที่เราไปปีนเขาครั้งแรก แล้วได้มองจากข้างบนลงมาข้างล่าง เพียงแค่แวบแรกเราก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เหมือนกับว่าเราเป็นเพียงแค่จุดที่เล็กมากๆของโลกใบนี้ แต่ทำไมเราถึงได้คิดที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้กัน...

    มื้อแรกที่กระบี่ เป็นร้านป้ายินดี ข้าวแกงธรรมดาที่รสชาติไม่ธรรมดาเลย

    พอไปถึง เราก็ไปเช็คอินเข้าที่โฮสเทล แล้วก็ออกตะลุยเมืองกระบี่กันเล้ยยย วันแรกเราได้วางแผนกันไว้ว่าจะเที่ยวในตัวเมืองกันก่อน พวกสถานที่ฮิตๆ อย่างวัดถ้ำเสือ สระมรกต เราก็ไปกันในวันแรก 

    แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนที่เราจะออกเดินทาง กองทะพมันก็ต้องเดินด้วยท้องสิ  เรากับเพื่อนเลยแวะทานข้าวที่ร้านอาหารใต้กันซักหน่อย ผัดสะตอ คั่วกลิ้งหมูสับ ปลาทูทอดกินกับน้ำพริกกะปิ  รสชาติจัดจ้าน กินแล้วน้ำมูกไหลกันหมดเลย

        สระมรกต สวยงามสมชื่อ พอเราเดินเข้าไปในอุทยาน ด้านในก็จะมีทางแยกให้เราเลือกเดินว่าเราจะไปสระไหนก่อนก็ได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ทางหรอกอาศัยการเดินตามๆคนอื่นไป   พอถึงตัวสระที่สามารถลงเล่นน้ำได้ เราก็ชอบมากกับความใสของน้ำและสีเขียวๆฟ้าๆที่สวยเหมือนในรูป ทั้งๆที่เป็นที่ๆคนมาเที่ยวกันเยอะมาก แต่น้ำก็ยังคงความใสอยู่  แต่ตอนลงน้ำเราก็ต้องระวังนิดนึงตรงขอบสระมันจะเป็นหินที่มีตะไคร้น้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด เวลาเราเหยียบลงไปจะลื่นมาก(เราลื่นไปหลายรอบเลย)

    ตอนแรกไม่กล้าลงเอาขาจุ่มๆไปก่อน ซักพัก เอาวะลงก็ลง!

    ใครไม่เคยไปต้องลองไปเห็นเองกับตาจริงๆนะ เราว่ามันคุ้มกับการไปมาก ถึงเราจะไม่ใช่คนที่ชอบเล่นน้ำก็ตามแต่การที่เราไปดูสถานที่ที่เป็นไฮไลท์ของจังหวัดกระบี่ ก็ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของธรรมชาติ ให้เราได้ซึมซับบรรยากาศสบายๆชิลๆไปอีกแบบ

    ลองมาดูที่ต่อไปที่เราไปกัน "วัดถ้ำเสือ" ที่ว่ากันว่ามีพระอยู่บนเขา แต่กว่าเราจะขึ้นไปไหว้สักการะได้นั้น เราต้องขึ้นบันไดถึง 1,237 ขั้นเลยที่เดียว 

    วิวจากบนเขาของวัดถ้ำเสือ

    สำหรับใครที่เดินขึ้นไปไม่ถึง หรือไม่กล้าเดินขึ้นไป เราก็มีภาพพระอาทิตย์ตกมาฝากกัน ระหว่างทางขึ้นไปเป็นบันไดทั้งหมด บันไดแต่ละขั้นก็จะชันมากชันน้อยแตกต่างกันไป ใครที่กลัวความสูงก็คงต้องทำใจกันนานหน่อน หรือไม่ก็อาจจะขอลงก่อนเหมือนเพื่อนเรา  ตอนแรกเราขึ้นไปพร้อมเพื่อนอีกสองคน แต่จะมีคนนึงที่กลัวความสูง พอขึ้นไปได้ซักพักมันบอกว่า "มึง กูไม่ไหวล้ะ เจอกันข้างล่าง" แล้วมันก็เดินลงจากเราไป เรากับเพื่อนอีกคนไม่ยอมแพ้ แบบว่าไหนๆก็มาแล้วต้องเอาให้ถึง(ความจริงคือพี่คนขับรถเขาแนะนำมาว่าให้ขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกข้างบน สวยมาก) ด้วยความบ้าพลัง เราจึงเดินต่อไปเรื่อยๆคิดว่า    " ไม่เท่าไหร่หรอก เดินเขามาแล้วเป็นสิบๆโลยังทำได้ แค่นี้สบ๊ายย

    ผ่านไป 200ขั้น พัก

    ผ่านไป 500 ขั้น พัก

    ผ่านไป700ขั้น พัก

    ผ่านไป1,000ขั้น พัก 

    " จะถึงแล้วโว้ยยยย " เพื่อนเราร้องเสียงดัง คือมันคงดีใจมาก เพราะว่าโครตเหนื่อยเลย อะไรวะ แค่หนึ่งพันขั้น ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้!!!! เหงื่อไหลเต็มตัว น้ำที่เตรียมมาด้วยก็หมดแล้ว แถมยังหนีบแตะเดินขึ้นมาอีก โอ้วววขุ่นพระ งานนนี้กลับไปเดี้ยงแน่

    บันไดทางเดินวัดถ้ำเสือ

    และแล้วเราก็เดินมาถึงข้างบนซักที เล่นเอาเกือบแย่เลย ข้างบนมีเจดีย์ และพระองค์ใหญ่ตั้งอยู่ มีธูปเทียนให้เราจุดไหว้ได้ แถมที่สำคัญ!! มีที่เติมน้ำดื่มด้วยย ดีใจมากหลังจาดไม่ได้ดื่มน้ำมา 200กว่าขั้นบันได 

    เราก็เดินวนๆอยู่ข้างบนนั้นแหละ เพื่อรอเวลาพระอาทิตย์ตก มีคนอยู่เต็มเลยทั้งชาวต่างชาติและคนไทย พอใกล้ๆถึงเวลาเราก็ไปนั่งดูตรงที่มองลงไปแล้วเป็นหุบเขาเยอะๆ มันเป็นวิวที่ดีจริงๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นวิวแบบนี้ที่กระบี่ ที่คิดไว้ก็แค่วิวทะเล พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ทะเล   แต่นี่อะไร วิวที่สวยขนาดนี้ วิวภูเขาที่สลับทับซ้อนกันอยู่ข้างหน้าเราช่างมีเสน่ซะเหลือเกิน บวกกับแสงสีส้มเข้มๆ ของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าในวันนั้นไป มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ 

    เมื่อพระเอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เราก็เดินลงข้างล่างทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด พอเดินไปกลางทางฟ้าก็มือซะแล้ว ทำให้เรามองไม่ค่อยเห็นทาง เราเลยต้องเปิดแสงแฟลชจากโทรศัพท์ เพราะกลัวจะตกบันไดเอา 

    พอลงมาใกล้ถึงข้างล่าง เราก็พบกับอีกสีสันหนึ่ง ก็คือฝูงลิงนั่นเองง  พระท่านบอกว่าอย่าไปมองหรือสนใจมัน ไม่งั้นมันจะมาแกล้งเรา   ไอเราก็ไม่กล้ามองมันเลย ก้มหน้าก้มตารีบๆเดิน อยู่ๆเพื่อนก็เรียก "มึงงง ลิงมันจะเอาร่มมึงอ่ะ" เราก็แบบร่มไรวะ เลยหันไปมองก็จ๊ะเอ๋กับลิงที่กำลังดึงร่มของเราที่เสียบไว้ข้างกระเป๋า ทีนี้เราก็จับร่มไว้แล้วดึงกลับ มันก็ดึงร่มไว้ไม่ยอมปล่อย เราก็เห้ยยย ร่มกูววว เลยดึงอีกทีแบบออกแรงมันเลยยอมปล่อย พอได้ร่มคืนปุ๊ป เราก็รีบลงเลยจ้า กลัวโดนขโมยร่มอีก เพราะลิงไม่ได้มีแค่ไม่กี่ตัว แต่มีเป็นฝูงเลยตัวเล็กตัวใหญ่มีหมด 

    แล้วเราก็ถึงข้างล่างโดยไม่เสียร่มไป5555 (ใครไปก็ระวังลิงกันหน่อยนะคะ^^)

      


  •       มากระบี่ก็ต้องเที่ยวทะเลสิ ดำน้ำดูปะการังดูปลา
          ตื่นเช้ามาเราก็ออกเดินทางไปที่หาดกันเล้ย
    เรือที่จ้างไปกันแบบส่วนตัว
    เกาะพีพี เกาะไผ่ เกาะมาหยา เกาะไก่ เกาะปอดะ ทะเลแหวก เราไปหมดเลย
    ความจริงคือเราตั้งความหวังไว้กับเกาะพีพีมาก เพราะเราไปเห็นวิวที่ทีคนถ่ายกันบ่อยๆในไอจี เราเลยอยากถ่ายบ้าง แต่เป็นเพราะเราไปกับทัวร์ เราเลยไม่สามารถอยู่เกาะพีพีได้นาน แล้วไปตรงจุดชมวิวที่เราอยากไปถ่ายรูปได้  พอถามพี่ไกด์แล้วเอารูปให้พี่เค้าดูว่าเราอยากถ่ายรูปตรงนี้ พี่เค้าก็บอกว่ามันยู่ไกล น้องต้องพักค้างคืนที่นี่ เราก็แบบ อ่าววว ไม่เห็นรู้เลย พวกเราก็เลยนกการถ่ายรูปที่เกาะพีพีกัน 

    แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังซะทีเดียวเพราะก็มีอีกหลายหาดที่สวย จนทำให้ลืมความนกเกาะพีพีไปเลย 
    ขณะที่เรากำลังขึ้นเรือ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น  โทรศัพท์ที่เราถืออยู่ในมือก็หล่นลงไปในทะเล แต่เราก็รีบคว้ามันขึ้นมาแล้วเช็ดอย่างรวดเร็ว พอกดเปิดโทรศํพท์ก็ยังใช้ได้อยู่ เลยรอดตัวไปค่ะ
    เกาะไก่ (ส่วนที่เห็นอยู่ตรงนั้นคือหัวของไก่)

    เราไม่ได้เที่ยวทะเลมาเกือบๆสองปีแล้ว แต่พอกลับมาเห็นอีกทีความรู้สึกที่มีต่อทะเลก็ยังคงเหมือนเดิม  มองแล้วก็ยังคงรู้สึกถึงความสงบนิ่ง และน่าหลงใหลอย่างบอกไม่ถูก น้ำทะเลที่นี่ใสกว่าที่อื่นจริงๆ สามารถมองทะลุลงไปเห็นทรายสีขาวที่สะท้อนกับแสงแดดได้อย่างง่ายดายเลย

    จะว่าไปทริปนี้ก็เหมือนทริปถ่ายรูปของพวกเราสามสาวดีดีนี่เอง  เราจ้างเรือส่วนตัวไปดูทะเลแหวกแทนที่จะไปกับทัวร์เหมือนครั้งที่ผ่านมา เพราะเราอยากจะหยุดอยู่ที่เกาะ เพื่อถ่ายรูปนานๆ ส่วนผลพลอยได้ก็คือการได้แวะถ่ายรูปเกาะไก่ และแวะที่เกาะปอดะ   เราหยุดถ่ายรูปที่ทะเลแหวกเกือบสองชั่วโมง แล้วค่อยไปต่อ 

    ขากลับ  พี่คนขับเรือบอกว่าจะแวะเกาะปอดะมั้ย เพราะฝนกำลังจะตก ถ้าแวะก็แวะได้แค่ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเราจึงขอพี่เค้าแวะแปปนึงเพราะไหนๆก็มาแล้วนี่  พอกำลังจะถึงฝั่ง ฝนก็เริ่มเทลงมาแรงมาก ทำให้คลื่นลมแรง    เลยทำให้ขึ้นฝั่งลำบากหน่อย แต่เราก็ขึ้นได้อย่างปลอดภัยไม่มีปัญหา

    ผลงานหลังจากถ่ายรูปไปสองชั่วโมง555
    พอกลับมาถึงที่พักเราก็เจอกับเรื่องพีคอีกครั้ง เมื่อโทรศัพท์ของเรากำลังจะแบตหมด พอเราเอาโทรศัพท์ไปชาร์จกลับชาร์จไม่เข้าซะงั้น  ในใจเราก็คิกว่า เอาแล้วไงโทรศํพท์กู พอเริ่มรู้ตัวเรากับเพื่อนเลยไปซื้อข้าวสารถุงเล็กที่เซเว่นกัน เพราะโทรศัพท์ของเพื่อนเราก็โดนน้ำซัดมาตอนกำลังถ่ายรูปอยู่ ลำโพงเลยเสีย   ทีนี้ก็แช่ข้าวสารคู่เลย 

    พอตกเย็น ก็ได้เวลาอาหารเย็นของพวกเรา เราตกลงกันว่าเย็นนี้เราจะหาอะไรกินกันที่ตลาดคนเดิน

    เป็นความโชคดีที่โฮสเทลของพวกเราอยู่ติดกับตลาดคนเดิน แค่เดินไปซอยถัดไปเท่านั้น
    ถนนคนเดินที่นี่เป็นถนนคนเดินที่คึกคัดมาก มีขายตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า ยันของที่ระลึกเต็มไปหมด ยิ่งของกินไม่ต้องพูดถึงเลยแล้วก็ยังมีโต๊ะสำหรับนั่งทานที่ตลาดได้ด้วย 

    อีกอย่างในตลาดที่เราไม่ควรพลาดก็คือ ไอติมกะทิใส่มะพร้าว เราเห็นในรีวิวก่อนมาบอกว่าอร่อยมาก 


    ไอติมกะทิที่ตลาดคนเดิน

  • พวกเราช้อปปิ้งของกินกลับมานั่งกินที่โฮสเทลกัน ซื้อกันมาเยอะมากอิ่มมาก แล้วเราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนค่ะ

    ห้าทุ่ม
    .
    .
    "มึงกุหิวว่ะ" เพื่อนคนหนึ่งพูด
    "กูก็หิว" เราพูด
    "หาไรกินกันมะ"
    ป่ะ!
    เป็นการตกลงที่รวดเร็วมาก "มึงกูอยากไปกินโรตี"
    แล้วเราก็เคลื่อนย้ายตัวออกมาที่หน้าโฮสเทล

    "พี่ร้านนี้มันไกลไหมคะ" เราเอารูปร้านที่เราอยากกินให้พี่วินดู
    "โหน้องเดินไปใกล้ๆ10นาทีถึง"
     
    เหมือนโชคเรื่องของกินจะเข้าข้างพวกเราจริงๆของกินมากระจุกอยู่ตรงที่พักเราหมดเลย
    พวกเราเดินไปเรื่อยๆจนเจอร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือ คนเยอะมาก นี่มันห้าทุ่มจริงป่าวเนี่ยยย
    ด้วยความอยากกินเราจึงยืนคอย ไม่นานเราก็ได้โต๊ะนั่ง   เมนูไม่มีอะไรมากมาย มีโรตีไส้ต่างๆกัยพวกนม กับชา  เราสั่งโรตีธรรมดาแบบนิ่มไปเพราะอยากลอง ส่วนตัวคือกินแล้วชอบเพราะมันเหนียๆหนึบๆดี แถมยังมีรสเค็มของแป้งนิดๆด้วย (ไม่รู้เค็มแป้งหรือเค็มมมือคนทำ555)  แต่เพื่อนเราบอกว่าไม่ชอบมันเคี้ยวยาก  มันมีแบบกรอบด้วย เราแนะนำให้สั่งสองแบบเลยเพราะแบบกรอบก็น่าอร่อยเหมือนกัน

    โรตีแบบนิ่ม

    พอกินเสร็จพวกเราก็เดินกลับโฮสเทลกันเป็นการย่อยไปในตัว พอเดินผ่านตลาดคนเดิน ตลาดก็เริ่มวายแล้ว ร้านขายของเริ่มเก็บแผง คนเดินก็น้อยลงจากตอนหัวค่ำมาก พอถึงที่พักก็แยกย้ายกันเก็บกระเป๋าพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับกันแล้ว

    เช้าวันสุดท้ายที่กระบี่
    ด้วยความที่ว่าที่บ้านของเราอยากทานสะตอ และแกงเหลือง เราก็ไม่รู้ว่าต้องไปซื้อที่ไหนดี เมื่อคืนเลยถามพี่วินไว้ว่าแถวๆนั้นมีตลาดสดมั้ย พี่เค้าก็บอกว่ามีตลาดตอนเช้าแต่เดินไปจะไหลหน่อยให้นั่งมอไซต์ไปดีกว่า 
    เราก็คิดว่าไหนๆก็มาแล้วแวะซื้อหน่อยละกัน ซึ่งเวลาเครื่องออกของเราคือสิบโมงครึ่ง ดังนั้นเราต้องรีบตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพื่อไปตลาดเช้า 
    เรานั่งพี่วินมาลงหน้าตลาดแล้วบอกให้พี่เค้ารอเราแปปนึง  แล้วเราก็เข้าไปในตลาดโดยมีเป้าหมายคือ พริกเครื่องแกงเหลือง กับสตอ พอเข้าไปในตลาดเราก็ไปถามหาสตอ แต่เหมือนว่าช่วงที่เราไปมันไม่ใช่หน้าสตอ ทั้งตลาดเลยมีขายสตออยู่แค่ร้านเดียวซึ่งราคาค่อนข้างแพง แต่เราก็ซื้อมาเพราะเห็นว่าที่บ้านอยากกินกัน  แล้วก็เดินไปร้านที่ขายพริกแกง อันนี้มีขายอยู่หลายร้าน เราก็เลือกร้านที่ดูท่าทางใหม่ๆหน่อยแล้วซื้อทั้งพริกแกงเหลืองกับพริกแกงที่ทำคั่วกลิ้งมา พอซื้อเสร็จเราก็กำลังจะเดินกลับไปที่พี่วิน แต่เราก็เหลือบไปเห็นข้าวกล่อง เลยได้มาสามกล่องไว้กินเป็นข้าวเช้า แล้วเราก็กลับมาที่พักเพื่อเอากระเป๋า 
    เนื่องจากพวกเราอยากจะประหยัดที่สุดในการเดินทางเราจึงเลือกนั่งรถสองแถวเพื่อไปสนามบินคนละ 30 บาท แทนที่จะนั้งรถตู้ราคา 100 บาท เพราะเราเสียเงินไปเยอะมากกับค่าเรือไปเกาะ



    พอถึงสนามบินเราก็รีบไปเช็คอิน แล้วก็นั่งรอเครื่องออกกลับกรุงเทพฯกันค่าา

    ก็จบแล้วค่ะกับรีวิวทริปกระบี่ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าน้าาา
     



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in