TranslationHaisy_WM
This Is Water - David Foster Wallace
  • This Is Water เป็นการกล่าวสุนทรพจน์จาก David Foster Wallace ในวันรับปริญญาตรีของบัณฑิตศิลปศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคนยอนในปี 2005 ค่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์สำหรับคนที่เรียนศิลปศาสตร์โดยเฉพาะแต่เราก็คิดว่าคนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยเช่นกันค่ะ เราเลยอยากจะแปลสุนทรพจน์นี้เพราะเราคิดว่ามันคงดีสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคนค่ะ 






    สวัสดีผู้ปกครองทุกท่านและยินดีด้วยกับบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยเคนยอน ปีที่ 2005 ด้วยครับ


    มีปลาวัยหนุ่มสาวว่ายน้ำไปด้วยกันจนกระทั่งพวกเขาได้ว่ายมาพบกับปลาเฒ่าตัวหนึ่งที่ว่ายสวนกันกับพวกเขา ปลาเฆ่าตัวนั้นพยักหน้าและโบกมือทักทายพวกเขา และทักขึ้นมาว่า “อรุณสวัสดิ์ สายน้ำเป็นอย่างไรบ้าง” และพวกเขาก็ว่ายสวนไปไกลสักพัก แล้วมีปลาตัวหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เหี้ยไรวะเนี่ย?”


    การเริ่มเริ่มพิธีด้วยเรื่องสั้นที่สั่งสอนศีลธรรมมันเป็นมาตรฐานที่จำเป็นของการเริ่มทักทายบัณฑิตผู้จบการศึกษาของสหรัฐ แต่สมัยนี้มันดีขึ้นมาหน่อย ตรงที่สมัยนี้มีเรื่องราวไร้สาระของขนบธรรมเนียมพวกนี้น้อยลงแล้ว แล้วถ้าพวกคุณกังวลว่าผมคิดจะเสนอตัวเองเป็นคนที่ฉลาดอย่างปลาเฆ่าตัวนั้นล่ะก็ ไม่ต้องกังวลไปเลยครับ



    ผมไม่ใช่ปลาเฆ่าตัวนั้นหรอก เรื่องสำคัญของเรื่องนี้คือ อะไรที่เราเห็นมันได้อย่างชัดเจน มันมักจะเป็นเรื่องสำคัญที่ยากที่สุดที่จะมองเห็นมันหรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ


    ถ้าให้พูดตรงๆ ไอ้เรื่องที่ผมกำลังจะพูดนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วและค่อนข้างเป็นเรื่องที่ได้ยินบ่อย ซ้ำซาก จำเจ แต่ความจริงก็คือ ไอ้เรื่องพวกนั้นมันมีผลถึงเป็นและตายได้เลย เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากจะเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันที่อากาศดีอย่างเช้าวันนี้


    แน่ล่ะ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมถูกเชิญออกมาในงานวันรับปริญญาแบบนี้ ผมก็ต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับความหมายของการเรียนศิลปศาสตร์ และพยายามจะอธิบายว่าใบปริญญาที่คุณกำลังจะได้รับทำไมมันถึงมีคุณค่าในเรื่องของมนุษย์มากกว่าปัจจัยภายนอก


    งั้นพวกเรามาเริ่มคุยด้วยเรื่องที่เราได้ยินมันบ่อยที่สุดแล้วกัน นั่นก็คือการเรียนศิลปศาสตร์ไม่ได้เพิ่มพูนความรู้อะไรในหัวของคุณมากเท่ากับการที่ “จะสอนวิธีคิดให้แก่คุณ”


    ถ้าพวกคุณเป็นเหมือนกับผมในตอนที่ผมยังนักศึกษาล่ะก็ พวกคุณจะต้องไม่ชอบที่จะได้ยินอะไรแบบนี้แน่ และมันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณถูกถากถางจากการที่มีคนมาบอกคุณว่าคุณต้องการใครสักคนมาสอนวิธีคิดให้แก่คุณ คุณรู้สึกอย่างนั้นเพราะว่าการที่คุณสามารถเข้ามาเรียนที่นี่ได้มันก็สื่อถึงการที่คุณรู้วิธีการคิดได้ด้วยตัวเองแล้ว ทำไมคุณจะต้องมาเรียนอะไรเกี่ยวกับวิธีการคิดด้วยอีกล่ะ


    แต่ผมกำลังจะบอกให้พวกคุณใจเย็นๆลงก่อน เพราะเรื่องที่คนมักนึกถึงศิลปศาสตร์อย่างจำเจมันไม่ได้ถากถางพวกเราอะไรขนาดนั้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาในเรื่องความคิดที่พวกเราควรจะเก็บเกี่ยวในสถาบันการศึกษาแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับขอบเขตความคิดของพวกเราเลย แต่มันเป็นตัวเลือกที่พวกเราจะคิดต่างหาก


    ถ้าคุณคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องอะไรที่เห็นอย่างชัดเจนอยู่แล้วที่จะมาเสียเวลานั่งถกประเด็นกัน ผมอยากให้พวกคุณนึกถึงเรื่องปลากับน้ำสักพักหนึ่งและลองนึกถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกคุณทั้งหลายมองมันเห็นได้อย่างชัดเจนดู


    และเรื่องต่อไปนี้ที่ผมกำลังจะพูดถึงก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรมอีกเรื่องหนึ่ง


    มีผู้ชายสองคนนั่งดื่มด้วยกันที่บาร์ของถิ่นทุรกันดารอลาสก้าจากระยะไกล

    ชายผู้หนึ่งเขาเป็นคนเคร่งศาสนามาก ส่วนชายอีกผู้หนึ่งเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง แล้วพวกเขาทั้งสองคนก็ถกคุยกันเรื่องว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่หลังจากดื่มเบียร์เป็นแก้วที่สี่


    และชายผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าก็พูดออกมาว่า “นี่ พูดตรงๆนะว่ามันไม่ใช่ว่าผมไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อในเรื่องพระเจ้า หรือมันไม่ใช่ว่าผมไม่เคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับพระเจ้าเลย อย่างเช่น พวกเรื่องการอธิษฐานอะไรพวกนั้น เมื่อเดือนที่แล้วผมออกสำรวจไปไกลกว่าที่พักของผมในช่วงเวลาที่มันเต็มไปด้วยพายุหิมะ ผมเลยหลงทางและตอนนั้นผมมองอะไรไม่เห็นเลย เพราะงั้นผมก็เลยลองคุกเข่าท่ามกลางหิมะและส่งเสียงร้องอ้อนวอนต่อไป ‘พระเจ้า ถ้าพระองค์มีอยู่จริง ได้โปรดช่วยผมด้วย ผมหลงทางในพายุหิมะ และผมคงต้องตายแน่ๆ ถ้าพระองค์ไม่ช่วยผม’


    หนุ่มผู้เคร่งศาสนามองไปที่หนุ่มไม่เชื่อพระเจ้าอย่างฉงน “งั้นคุณก็ต้องเชื่อในพระเจ้าไม่ใช่หรอกหรอ ก็ในท้ายที่สุดคุณรอดชีวิตมาได้ ถึงได้มาอยู่ตรงหน้าผมอยู่อย่างนี้”


    หนุ่มผู้ไร้ศาสนากรอกตามองบน “ไม่ใช่เลยเพื่อนยาก ในตอนนั้นมีคู่รักชาวเอสกีโมมาช่วยฉันพาฉันกลับที่พักต่างหากล่ะ” 


    มันเป็นเรื่องง่ายที่จะวิเคราะห์เรื่องนี้ ประสบการณ์เดียวกันอาจจะหมายถึงหนังคนละม้วนจากคนที่มีความเชื่อต่างกัน เพราะว่าพวกเราให้ค่ากับความอดทนและความหลากหลายของความเชื่อ แต่สำหรับเราชาวศิลปศาสตร์นั้น พวกเราจะไม่ตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิดซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติยกเว้นว่าเราไม่เคยพูดถึงเรื่องความเชื่อต่างๆมาจากที่ไหน และนั่นก็หมายความว่ามันมาจากความคิดและความเชื่อของผู้ชายสองคนนั้นนั่นเอง ราวกับว่ามันเป็นมุมมองของโลกที่เป็นเรื่องง่ายที่สุดและมีความหมายต่อประสบการณ์ของเขาที่เหมือนกับเส้นที่ถูกขึงให้แน่น เหมือนกับส่วนสูงหรือขนาดรองเท้า หรือมันเป็นอะไรที่ซึมซับได้อย่างง่ายดายจากวัฒนธรรม อย่างเช่นขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ราวกับว่ามันเป็นวิธีที่เราสร้างความหมายหนึ่งขึ้นมาที่ไม่จำเป็นต้องสำคัญโดยเฉพาะส่วนบุคคล แต่เป็นตัวเลือกที่เราตั้งใจเลือกที่จะเชื่อหรือคิดอย่างนั้นแทน


    อีกหนึ่งอย่าง มันมีประเด็นของเรื่องทะนงตน ผู้ชายผู้ที่ไม่มีความเชื่อคนนั้นมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่ามันไม่มีความเป็นไปได้เลยที่คู่รักชาวเอสกิโมที่เดินผ่านเข้ามาจะมีอะไรเกี่ยวข้องอะไรกับคำอธิษฐานของเขา และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่ามันมีผู้เชื่อหลายคนมากมายที่มีความทะนงตนเฉกเช่นเดียวกับผู้ที่ไม่มีความเชื่อต่อเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมากมายต่อพวกเขาเช่นเดียวกัน เผลอๆพวกเขาอาจจะดูน่าขยะแขยงมากกว่าพวกผู้ที่ไม่ความเชื่อเลยก็เป็นไปได้ อย่างน้อยก็สำหรับพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นปัญหาของพวกหัวรั้นทางศาสนานั้นไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าคนนั้นเลย ราวกับคนตาบอด มองโลกแคบ และไม่ได้รู้เลยว่าทัศนคติการมองโลกแบบนั้นมันทำให้พวกเขาถูกติดขังโดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ตัว


    สิ่งสำคัญที่ผมคิดก็คือว่ามันสอนพวกเราที่จะคิดในสิ่งที่มันควรจะหมายความว่าอย่างนั้น ซึ่งมันก็คือพยายามอย่าเป็นคนทะนงตน และอย่าลืมที่จะตรวจสอบเกี่ยวกับตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมั่นใจด้วย เพราะว่าหลายๆครั้งผมได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ผมเคยเชื่อมั่นมาตลอดส่วนใหญ่มันมักจะไม่ใช่สิ่งที่ผมเชื่ออย่างนั้นเสมอไป และผมก็คิดว่าหลายๆคนในที่นี้สักวันหนึ่งก็คงจะเป็นเหมือนกันกับผมเหมือนกัน


    และนี่ก็คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ผมมั่นใจอย่างมากเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่มันกลับเป็นเรื่องที่ผิด เรื่องนั้นก็คือผมมักจะเชื่ออย่างลึกๆเสมอว่าผมนั้นเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่จริงแท้ แจ่มชัด และสำคัญที่สุดในท่ามกลางสิ่งที่มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วย


    เราไม่ค่อยได้ตระหนักถึงเรื่องธรรมชาติอย่างเช่นการที่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างหรอก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่สังคมรังเกียจ แต่จริงๆแล้วทุกคนก็ป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมดนั่นแหละ มันเป็นค่าเริ่มต้นของพวกเราที่จะเป็นคนหัวแข็งตั้งแต่เกิด มาลองคิดด้วยกันสิครับว่าในที่นี้พวกคุณคงไม่มีใครคิดเลยว่าตัวเองไม่ได้เป็นศูนย์กลางของอะไรเลย คุณผ่านโลกมามากมายทั้งอยู่ข้างหน้า “ของคุณ” ข้างหลัง “ของคุณ” ทางซ้ายของ “ของคุณ” ทางขวาของ “ของคุณ” ผ่านทีวี “ของคุณ” ผ่านมุมมอง “ของคุณ” และอื่นๆอีกมากมาย และถึงแม้ว่าบางคนจะมีความคิดหรือมีเหตุการณ์อะไรที่เหมือนคุณขนาดไหน คุณก็มักจะคิดว่าเรื่องของคุณมักจะเป็นเรื่องที่ต้องทำเดี๋ยวนั้น เป็นเรื่องเร่งด่วน และเป็นเรื่องที่จริงที่สุด สำคัญกว่าใครที่สุด


    แล้วไม่ต้องห่วงนะครับว่าผมจะมาสอนคุณในเรื่องของการเห็นใจ หรือสอนคุณในเรื่องคุณงามความดีอะไรพวกนั้น สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องอะไรพวกนั้นเลย แต่มันเป็นงานของผมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดที่เป็นค่าเริ่มต้นของผมตั้งแต่เกิด อย่างเช่นเรื่องหัวแข็งหรือแม้กระทั่งแต่เรื่องที่ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ และมุมมองและความคิดต่างๆที่มองโลกใบนี้ผ่านแค่มุมมองของตัวเองอย่างเพียงเท่าเดียวเท่านั้น


    ผู้คนที่สามารถปรับค่าเริ่มต้นธรรมชาติของพวกเขาได้ มักจะถูกมองว่าเป็นพวก “ปรับตัวได้ดี” ซึ่งผมขอพูดเลยว่ามันไม่ใช่คำที่อยู่ดีๆก็ผุดขึ้นมา การกล่าวถึงเรื่องพวกนี้ที่นี่ มันทำให้ตั้งคำถามว่า ความรู้และสติปัญญามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราปรับตัวการตั้งค่าเริ่มต้นของพวกเราได้ยังไง คำถามนี้มันมีเล่ห์กลมากๆ เผลอๆอาจจะเป็นคำถามที่อันตรายที่สุดในแวดวงการศึกษาในแง่มุมของผมเองที่มันสามารถโน้มเอียงเหนือเรื่องของสติปัญญาที่จะหลงประเด็นต่างๆในการข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในหัวของผม แทนที่ผมจะให้ความใส่ใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในตัวของผม ผมมั่นใจมากๆเลยล่ะว่าตอนนี้พวกคุณคงกำลังมีปัญหากับการกระตือรือร้นและตั้งใจฟัง แทนที่จะสะกดจิตในหัวของคุณ (และบางทีมันอาจกำลังจะเกินขึ้นในตอนนี้)


    ยี่สิบปีผ่านไปหลังจากการจบศึกษาของผม “ศิลปศาสตร์มันสอนให้คุณคิด” คำพูดจำเจที่เราเคยได้ยินมาตลอดนี้ มันก็แค่เป็นคำย่อของความหมายที่ลึกซึ้งกว่านี้ จริงจังมากกว่านี้ซึ่งนั่นก็คือการเรียนรู้ที่จะคิดนั้นมันสอนให้คุณฝึกฝนที่จะควบคุมวิธีคิดและสิ่งที่คุณคิด ซึ่งมันหมายความว่า คุณจะต้องอยู่ในสภาวะที่มีสติและตระหนักตัวมากพอกับสิ่งที่คุณสนใจมันและสิ่งที่คุณกำลังสร้างความหมายมันขึ้นมาจากประสบการณ์ของคุณ เพราะถ้าหากคุณไม่ฝึกฝนเรื่องพวกนี้ในตอนที่คุณโตขึ้นกว่านี้แล้วล่ะก็ คุณจะต้องมีปัญหาแน่ๆ พวกคุณลองนึกถึงคำพูดนี้ดูสิครับ “ความคิดนั้นเป็นทาสที่ดีเยี่ยมแต่เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” มันเป็นคำพูดที่ไม่ได้แข็งแรงหรือน่าตื่นเต้นอะไรเลย มันเป็นคำพูดแค่เป็นผิวเผินซึ่งมันเป็นเรื่องจริงและน่ากลัวไปตามๆกัน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่พวกผู้ใหญ่ที่ฆ่าตัวตายนั้นส่วนมากมักใช้ปืนยิงที่หัวของพวกเขา พวกเขาตั้งใจฆ่าความคิดของพวกเขาเพราะพวกเขาไม่สามารถควบคุมมันได้ และความจริงก็คือการฆ่าตัวตายแบบนี้ส่วนใหญ่นั้นมันฆ่าพวกเขาตายสักพักหนึ่งแล้วก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไกปืนเสียด้วยซ้ำ 


    และผมขอยอมรับเลยว่ามันคือสิ่งที่การเรียนศิลปศาสตร์จะเป็นอย่างที่มันจะเป็น มันเป็นวิธีที่จะขวางความสะดวกสบาย ความเจริญรุ่งเรือง และความน่าเคารพต่อตัวคุณเมื่อคุณตายไป การไม่รับรู้ การตกเป็นทาสของความคิด และความรู้สึกเหงา ใช้ชีวิตไปวันๆ สิ่งที่ผมพึ่งพูดไปมันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องที่ไร้สาระและจับต้องยากหรือพูดเวอร์ๆไปหน่อยสินะครับ


    งั้นผมขอพูดให้เห็นภาพมากกว่านี้แล้วกัน เรื่องจริงง่ายๆสำหรับพวกคุณก็คือ ตอนนี้พวกคุณยังคงไม่รู้จักหน้าตาของ “การใช้ชีวิตไปวันๆ”หรอก ว่าหน้าตามันเป็นยังไง ชีวิตของผู้ใหญ่อเมริกันส่วนใหญ่มักไม่ได้ถูกกล่าวถึงในแท่นปราศรัยเช่นนี้ เรื่องราวที่พวกผู้ใหญ่พวกนั้นต้องเจอ วันๆเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง วันๆหนึ่งของพวกเขาต้องอยู่กับความเบื่อหน่าย ชีวิตประจำวันเดิมๆที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจกับมัน มันเป็นเรื่องราวที่พวกผู้ปกครองหรือคนแก่ๆเข้าใจมันดีว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่


    พวกคุณอาจจะยังนึกภาพไม่ออก งั้นผมขอยกตัวอย่างนี้แล้วกันนะครับ อาจจะพูดได้เลยว่ามันเป็นวันปกติของพวกผู้ใหญ่ที่มักจะเจอกันอยู่แล้ว วันหนึ่งคุณตื่นขึ้นในตอนเช้า ออกไปท้าทายกับชีวิต ออกไปหางานเป็นพนักงานเงินเดือนหลังเรียนจบ คุณทำงานอย่างหนักไปแปดชั่วโมงหรือบางทีอาจจะสิบชั่วโมงเลยก็ได้ และเมื่อวันของคุณมันสิ้นสุดลง คุณจะรู้สึกทั้งเหนื่อยล้าและเครียด และสิ่งที่คุณจะอยากทำจะมีเพียงแค่ไม่กี่อย่าง นั่นก็คือกลับบ้านและได้ทานมื้อเย็นอร่อยๆ และอาจจะพักผ่อนตามอัธยาศัยสักหนึ่งชั่วโมง และหลังจากนั้นคุณก็จะรีบเข้านอนให้เร็ว เพราะวันถัดมาคุณรู้ดีว่าจะต้องทำสิ่งที่คุณได้ทำลงไปในวันนี้อีกครั้ง แต่คุณก็นึกขึ้นได้ว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่แล้วที่บ้าน และคุณก็ยังไม่มีเวลาที่จะซื้อของตุนเข้าบ้านเลยในสัปดาห์นี้เพราะว่าคุณมัวแต่ทุ่มเทเวลาของตัวเองให้กับงาน เพราะฉะนั้นตอนนี้หลังจากที่ทำงานเสร็จคุณก็จะต้องขับรถไปที่ร้านสะดวกซื้อ และมันเป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์การทำงาน การจารจรก็ติดขัด จึงทำให้กว่าจะขับรถไปถึงร้านสะดวกซื้อนั้นนานกว่าที่มันควรจะเป็น และพอคุณถึงที่นั่นแล้วมันก็เต็มไปด้วยผู้คนเพราะว่าช่วงเวลานั้นมันเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลังเลิกทำงานนั้นจะกรู่ไปที่เดียวกันเพื่อซื้อของ และร้านค้าก็เต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียด เดินไปทางไหนก็มีแต่คน และมันทำให้คุณใช้เวลานานมากกว่าปกติที่จะเดินทางไปถึงโซนของที่คุณอยากจะซื้อหยิบของใส่รถเข็นของคุณ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่ผู้คนในที่นั้นเท่านั้นที่ทำให้เบียดเสียดกัน แต่มันรวมถึงรถเข็นของคนอื่นๆที่กำลังเร่งรีบไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นเลนส์ต่อคิวจ่ายเงินมันถึงยาวมากและมันก็ทำให้หลายคนอารมณ์ไม่ดีไปตามๆกัน


    แต่พวกคุณไม่สามารถที่จะใช้พนักงานแคชเชียร์หญิงเป็นสนามอารมณ์ของพวกคุณได้ เพราะว่าหล่อนเองก็เป็นคนผ่านการทำงานอย่างน่าเบื่อหน่ายและไร้ความหมายในชนิดที่พวกเราไม่สามารถจินตนาการถึงได้ อย่างไรก็ตามเมื่อคิวจ่ายเงินของคุณมาถึง หลังจากคุณจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว พนักงานหญิงคนนั้นก็บอกกับคุณว่า “ขอให้มีวันที่ดีนะคะ” ด้วยน้ำเสียงราวกับผีตายซาก เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจของคุณแล้ว คุณก็รีบเข็นรถของคุณฝ่าจากคนในหมู่มากไปที่ลานจอดรถยนต์และรีบนำของที่ซื้อมาตุนใส่ขึ้นรถให้หมด จากนั้นคุณก็ขับรถกลับบ้านในช่วงเวลาที่รถติดและมันก็ทำให้คุณถึงบ้านช้า


    ใครๆก็เคยผ่านมันมาก่อน แต่ยังไม่มีบัณฑิตคนไหนในที่นี้จะทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรืออาจจะทุกๆเดือน แต่วันหนึ่งพวกคุณจะเข้าใจมันทั้งหมด มันจะมีชีวิตประจำวันที่มืดมน น่ารำคาญใจ และเผลอๆมันจะเป็นชีวิตประจำวันที่ไร้ความหมาย


    แต่นั่นไม่ใช่ใจความหลัก ใจความหลักก็คือเราจะได้เจอเรื่องไอ้เรื่องหยุมหยิมน่ารำคาญใจอย่างนี้จากที่ทำงานที่เราเลือก เพราะว่าการจราจรติดขัด และฝูงชนเบียดเสียดที่แถวคิดเงินทำให้ผมได้คิดว่า ถ้าผมไม่เลือกสิ่งที่ผมจะคิดและสิ่งที่ผมจะให้ความสนใจ ผมคงจะต้องรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งไปอย่างแน่ๆเวลาที่ผมต้องไปร้านสะดวกซื้อ เพราะว่าค่าธรรมชาติเริ่มต้นของผมนั้นมันเกี่ยวกับตัวผมเองทั้งหมด มันเกี่ยวกับความหิว “ของผม”เอง มันเกี่ยวกับความอ่อนล้า “ของผม”เอง และมันเกี่ยวกับความปรารถนา “ของผม”เองที่อยากจะกลับบ้าน ที่อยากจะให้โลกหมุนไปในตามทางของผมที่อยากจะให้มันเป็นไป


    ใครกันล่ะที่อยู่ขวางทางของผม? มองไปที่คนส่วนใหญ่พวกนั้นสิ มองดูว่าพวกเขาต่างโง่เขลา ขี้ขลาด และดูไร้ชีวิตชีวาแค่ไหนในแถวต่อคิดเงิน หรือมองไปที่พวกเขาว่าพวกเขาหยาบคายแค่ไหน คุยมือถือเสียงดังในแถว และมองไปที่พวกเขาให้มากกว่านี้ขึ้นว่ามันไม่ยุติธรรมยังไง


    หรือแน่น่อนล่ะ ถ้าหากผมอยู่ในสังคมของศิลปศาสตร์ของการตั้งค่าเริ่มต้นของตัวเอง ผมจะใช้เวลาในช่วงสิ้นสุดของวันในขณะที่รถติดไปกับการก่นด่าถึงยานพาหนะทั้งหลายแหล่จากน้ำมันที่พวกมันได้เสียไปอย่างไร้ประโยชน์ราว 40 แกลลอน และผมก็อาจจะคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากไอ้รถคันที่อยู่ข้างหน้าผมที่มันมีสติกเกอร์พวกจำพวกศาสนาแปะอยู่ ว่ามันเป็นรถที่ใหญ่ที่สุด น่ารังเกียจที่สุด และเห็นแก่ตัวที่สุด และขับได้ทุเรศที่สุด และนี่เป็นตัวอย่างของการที่ไม่ได้คิดอย่างระมัดระวัง การที่ผมเห็นคนขับรถแย่ๆและมีนิสัยที่ก้าวร้าวขับรถน่ารังเกียจพวกนั้น มันทำให้ผมคิดได้ว่าเด็กๆในอนาคตของพวกเราพอโตขึ้นมาอาจจะเป็นเหมือนคนพวกนั้นที่อาจจะทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านควันจากเครื่องพาหนะของพวกเขา แล้ววันหนึ่งพวกเขาคงโตมาเป็นคนเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจไม่ต่างอะไรจากที่พวกเราเป็นในตอนนี้เช่นเดียวกัน พวกคุณคงเข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่อใช่มั้ยครับ


    และถ้าผมคิดว่าอย่างนี้ล่ะในกรณีร้านสะดวกซื้อล่ะ ยกเว้นแต่ว่าทางนี้มันอาจจะดูพูดง่ายแต่ทำยากไปหน่อยและมันอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เราจะเลือกเป็นอันดับแรก มันคือการตั้งค่าเริ่มต้นธรรมชาติของผม การที่ผมรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่สบอารมณ์ และรำคาญผู้คนที่เบียดเสียดกันไปมา ความรู้สึกพวกนี้มันเป็นเรื่องอัตโนมัติโนมัติิโนมัติของผมซึ่งสิ่งนี้มันเป็นความเชื่อของผมเองโดยที่ผมก็ไม่รู้ตัวว่าผมนั้นเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก และผมไม่ทันรู้ตัวเลยว่าเมื่อผมอยากจะได้อะไรผมก็จะต้องได้อย่างนั้นและตัวผมเองก็สำคัญกว่าคนอื่น แน่นอนว่ามันมีหลายหนทางที่จะคิดถึงสถานการณ์ในทำนองเดียวกันแบบนี้


    ในกรณีการจารจรที่ยานพาหนะทั้งหลายหยุดและขวางทางผมอยู่ มันอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าผู้คนเหล่านี้ที่ขับรถ SUV นั้นเคยประสบอุบัติเหตุอันเลวร้ายมาก่อนในอดีต ผู้ให้บำบัดพวกเขาอาจจะแนะนำให้พวกเขาซื้อรถ SUV ใหญ่ๆมาขับเพื่อที่พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยอย่างเพียงพอในตอนขับรถเป็นการบำบัดเรื่องการขับรถของพวกเขา


    หรือแม้แต่รถ Hummer คันนั้นที่พึ่งปาดหน้าผม บางทีคุณพ่อซึ่งเป็นคนขับอาจจะมีลูกที่กำลังป่วยอย่างหนักนั่งข้างๆเขา และเขาก็เลยพยายามจะรีบพาลูกไปที่โรงพยาบาลให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาอาจกำลังจะมีปัญหาอย่างหนักและต้องรีบเร่งมากกว่าผมก็ได้ เพราะงั้นมันอาจจะเป็นผมเองก็ได้ที่กำลังไปขวางทาง “เขา” อยู่

     

    หรือผมอาจจะเลือกที่จะฝืนตัวเองก็ได้ว่า คนหลายๆคนที่อยู่ในซูเปอร์มาเก็ตเหมือนกันกับผมก็คงรู้สึกทั้งเหนื่อย เบื่อหน่าย และอารมณ์ไม่ดีอยู่ไม่ต่างอะไรจากตัวผม และบางทีพวกเขาอาจจะมีชีวิตที่ลำบากกว่าผมอยู่ก็เป็นได้


    และผมขอพูดอีกครั้งว่าผมไม่ได้กำลังจะมาสอนหรือให้คำแนะนำอะไรกับพวกคุณ หรือจะบอกพวกคุณว่าควรคิดในแบบเดียวกันกับผมสิ หรือผมคาดหวังให้คุณเป็นได้เหมือนผม เพราะว่าของแบบนี้มันยาก มันต้องใช้ความตั้งใจและความพยายาม และถ้าคุณเหมือนกับผม วันหนึ่งคุณอาจจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้แล้วก็ได้ หรือบางทีคุณแค่อาจจะอยากเลิกคิดและเลิกทำแบบนี้แล้ว


    แต่ถ้าส่วนมากคุณตระหนักรู้มากพอที่จะเลือกมองคน อย่างเช่นคุณเลือกที่จะมองป้าอ้วนแก่ที่แต่งหน้าหนาเตอะที่สภาพไม่ได้ต่างอะไรกับซอมบี้ที่เพิ่งตะคอกใส่ลูกของหล่อนในแถวจ่ายสินค้าในมุมที่แตกต่างไปได้ว่าหล่อนอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนี้ตลอด บางทีหล่อนอาจจะไม่ได้นอนมาสามคืนแล้วและหล่อนอาจจะเฝ้าสามีที่กำลังจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หรือบางทีหล่อนอาจจะได้ค่าจ้างน้อยจากที่ทำงานยานพาหนะที่เมื่อวานที่พึ่งช่วยคู่สมรสของคุณแก้ปัญหาจากเรื่องปัญหาเลวร้ายของระบบราชการผ่านการช่วยเหลือดีๆอย่างเล็กๆน้อยๆ


    แน่ล่ะ มันคงจะไม่มีอะไรเหมือนแบบนี้หรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นได้นี่ครับ มันขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณจะมองมันยังไง ถ้าคุณเชื่ออย่างอัตโนมัติโนมัติว่าความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ นั่นก็หมายความว่าการตั้งค่าเริ่มต้นของคุณนั้นเริ่มทำงานได้แล้ว งั้นคุณคงเป็นเหมือนผมที่จะไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ต่างๆของเรื่องที่น่ารำคาญใจและน่าสังเวช ถ้าคุณได้เรียนรู้แล้วจริงๆถึงวิธีการให้ความสนใจ คุณก็จะเห็นว่ามันมีหลายทางเลือก มันจะเป็นพลังอยู่ภายในตัวคุณ ผ่านประสบการณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นฝูงชน อากาศร้อน คนทำอะไรเชื่องช้า หรือลูกค้าแย่ๆที่ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย แต่มันเป็นสิ่งที่เราบูชาพลังงานเดียวกันที่สร้างขึ้นจากดวงดาวพร่างพรายนั่นก็คือ ความรัก ผู้ติดตาม ความเป็นหนึ่งเดียวจากทุกอย่าง


    เรื่องอะไรแบบนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป แต่สิ่งที่มันจริงก็คือคุณสามารถเลือกได้ว่าจะพยายามมองเห็นหรือตัดสินอะไรยังไง


    นี่ ผมขอเสนอเลยว่ามันคืออิสระจากการเรียนที่แท้จริงที่พวกเราสามารถเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน และพวกคุณก็สามารถตัดสินใจอย่างมีสติได้ว่าอะไรมีความหมายและอะไรไม่มีความหมาย พวกคุณจะต้องตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเราบูชา มันอาจจะฟังดูแปลกแต่มันคือเรื่องจริงของชีวิตวัยผู้ใหญ่ว่ามันไม่มีอะไรหรอกที่เกี่ยวกับพวกไร้ศาสนา มันไม่มีอะไรที่เราจะไม่บูชามันเลยในชีวิต เพราะทุกคนล้วนมีสิ่งที่ต้องบูชา

     

    มันมีทางเดียวคือเราเลือกได้ว่าเราจะบูชาอะไรในชีวิต การบูชาที่ผมว่านั้นมันแตกต่างจากเหตุผลที่คุณเลือกที่จะเชื่อศาสนาต่างๆอย่างเช่น พระเยซู พระอัลเลาะห์ พระแม่มารี หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้คือการบูชาที่ว่านั่นมันเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะใช้มันเพื่อการดำรงอยู่รอดในชีวิต


    ถ้าคุณบูชาเงินและสิ่งของคุณจะไม่มีวันรู้สึกว่าคุณมีพวกมันอย่างเพียงพอ นั่นคือเรื่องจริง


    ถ้าคุณบูชารูปร่าง หน้าตา ความสวยงาม ความหล่อเหลา และสิ่งยั่วยวนทางเพศ คุณจะรู้สึกตลอดเวลาว่าคุณเป็นคนขี้เหร่ และเมื่อถึงเวลาที่อายุคุณมากขึ้น คุณจะตายไปแล้วร้อยล้านครั้งก่อนที่อายุขัยของคุณจะมาถึงเสียอีก 


    ที่จริงพวกเราต่างรู้เรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เราได้รับมันผ่านจากเรื่องเล่าต่างๆ สุภาษิตต่างๆ เรื่องเล่าจำเจต่างๆ คำคมต่างๆ นิทานสอนใจต่างๆ และโครงสร้างเรื่องราวดีๆต่างๆมามากมาย สิ่งที่เป็นกลอุบายก็คือความจริงเหล่านั้นมันโผล่ขึ้นมาให้พวกเราเจอในวันปกติของพวกเรา


    ถ้าคุณบูชาอำนาจ คุณจะรู้สึกว่าคุณนั้นอ่อนแอและหวาดกลัว และคุณจะต้องการอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อจะกลบความกลัวของคุณออกไป


    ถ้าคุณบูชาสติปัญญาและชอบถูกมองว่าตนเองเป็นคนฉลาด คุณจะจบลงด้วยความโง่เขลา คุณจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ตลอดเวลา และท้ายที่สุดคุณก็จะโกงเพราะคุณไม่อยากให้ใครจับได้ว่าคุณนั้นไม่ได้ฉลาดอะไรเลย 


    แต่สิ่งที่มีเงื่อนงำเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ  การบูชารูปแบบพวกนี้มันไม่ได้เข้าข่ายในเรื่องชั่วร้ายหรือเป็นเรื่องบาปอะไรเลย การบูชาเหล่านั้นมันแค่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่ได้ตระหนักอยู่ พวกมันคือการตั้งค่าเริ่มต้นของพวกเรา พวกมันเป็นการบูชาที่เข้าไปในตัวเราอย่างเงียบๆในแต่ละวันที่ผ่านไป และมันก็เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้พวกคุณเลือกว่าจะมองสิ่งต่างๆและให้ค่าสิ่งต่างๆยังไงดีโดยที่ตัวพวกคุณเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และโลกส่วนใหญ่ที่เรารู้จักนั้นไม่ได้ช่วยส่งเสริมเราจากการตั้งค่าค่าเริ่มต้นของพวกเราเลย เพราะโลกส่วนใหญ่ของผู้คน เงิน และอำนาจนั้นมันไปด้วยกันกับบ่อน้ำของความหวาดกลัว ความโกรธ ความไม่สบอารมณ์และความปรารถนา และการบูชาตนเอง 


    วัฒนธรรมปัจจุบันของเรานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยการจำนนจากพวกคนรวย และอิสรเสรีของบุคคล อิสระที่มนุษย์อย่างพวกเราอยากจะเป็นผู้ควบคุมสิ่งต่างๆคนเดียว หรือจะพูดสั้นๆให้เข้าใจ พวกเรานั้นอยากเป็นจุดศูนย์กลางของโลกแต่เพียงคนเดียว


    อิสระแบบนี้มักจะถูกพูดถึงอยู่เสมอ  แต่แน่นอนว่ามันมีอิสระที่คล้ายๆกันกับแบบนี้แต่มันแตกต่างออกไป และมันเป็นแบบที่มีล้ำค่าที่คนไม่ค่อยพูดถึงกันเท่าไหร่นัก ในโลกที่ผู้คนนั้นต่างต้องการและทำทุกอย่างให้สำเร็จตามใจที่ต้องการ ความอิสระที่สำคัญจริงๆนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเอาใจใส่ ความตระหนักรู้ ระเบียบ และความสามารถที่จะแคร์คนอื่นและเสียสละให้คนมากมายที่ไม่มีอะไรมากกว่าพวกเรา


    นั่นแหละคือความอิสระที่แท้จริง นั่นมันเป็นสิ่งที่พวกเราถูกสอน และมันเป็นความเข้าใจของการคิด การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พวกเราไม่ได้ตระหนัก เปลี่ยนค่าเริ่มต้นของเรา ให้พ้นจากความวิตกกังวลและสิ่งที่นับไม่ได้


    ผมรู้ว่าเรื่องที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้มันไม่ได้สนุกเลยสักนิดเดียว หรือมันไม่ได้ทำให้คุณได้รับแรงบันดาลใจเหมือนคนอื่นๆที่ออกมาพูดก่อนหน้าผม 


    สิ่งที่ผมเห็นก็คือความจริง ความจริงทั้งหมดภายใต้คำอุปมาต่างๆ แน่ล่ะว่าพวกคุณมีอิสรเสรีที่จะคิดอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ แต่ได้โปรดอย่าเมินเฉยเพราะว่าสิ่งที่ผมออกมาพูดนั้นไม่ได้เกี่ยวกับศีลธรรมหรือศาสนาเลยสักนิด มันไม่แม้แต่จะเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายอะไรพวกนั้นด้วย ความจริงที่สำคัญก็คือมันเกี่ยวกับชีวิต “ก่อน” ตาย ต่างหากล่ะ 


    มันเกี่ยวกับคุณค่าของการศึกษาที่แท้จริงว่ามันเกือบที่จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้อะไรเลย แต่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องง่ายๆทุกอย่างในชีวิตของเรา มันเป็นการตระหนักรู้ว่าอะไรนั้นแท้จริงและสำคัญ อะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องเรียบๆในสายตาพวกเราที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ พวกเรานั้นจะต้องพยายามเตือนตัวเองเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


    “ว่านี่แหละคือน้ำ”


    “ว่านี่แหละคือน้ำ”


    มันเป็นเรื่องไม่ยากอะไรเลยที่จะตระหนักรู้และใช้ชีวิตอย่างผู้ใหญ่ ซึ่งมันหมายความว่าเรื่องที่พวกเรามักได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นต่างเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น การศึกษาของพวกคุณนั้นมันเป็นงานจริงๆของช่วงชีวิต และมันก็เริ่มต้นแล้ว ณ ตอนนี้ 


    ผมขอให้พวกคุณทุกคนโชคดีมากๆนะครับ



    .....

    ผู้แปล: ไม่อนุญาติให้นำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากใครเอาผลงานนี้ไปอ้างอิงโปรดให้เครดิตด้วยค่ะ


    คลิปเสียงและเนิ้อหาภาษาอังกฤษ




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in