ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่นBUNBOOKISH
01: อยู่กับอี๊
  • “อี๊คือใคร”

    ผมมักโดนถามด้วยคำถามนี้เวลาบอกใครว่าผม “อยู่กับอี๊” เช่นเดียวกับวันที่รุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่งเอ่ยถาม

    ปกติ สำหรับคนที่ไม่สนิทมากนัก หรือต่อให้เป็นคนที่เคารพรักแต่ไม่ค่อยมีเวลาอธิบาย ผมมักตอบสั้นๆ เพื่อให้บทสนทนาลื่นไหลไปต่อได้ว่า ‘อี๊’ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว ใช้เรียกพี่สาวหรือน้องสาวของแม่ ถ้าเป็นภาษาไทยก็คือ ป้าหรือน้าสาว และนี่น่าจะเป็นประโยคคำตอบที่ผมใช้บ่อยที่สุด 

    ซึ่งคำอธิบายนี้มักทำให้คู่สนทนาเลิกสงสัยได้ชะงัด เพราะเป็นความหมายที่เข้าใจร่วมกันดีอยู่แล้ว และบ่ายวันนั้นผมก็ใช้คำตอบนี้ แม้ในความรู้สึกส่วนลึก ผมรู้ว่าคำอธิบายที่ว่านั้นเป็นเพียงคำอธิบายที่ใช้ตัดบท วันเวลาทำให้คำว่า ‘อี๊’ สำหรับผมไม่ได้มีความหมายเพียงแค่นั้น แต่กินความยืดยาว ยากจะอธิบายให้จบภายในบทสนทนาสั้นๆ 

    ผมจำไม่ได้ว่าตอนเจออี๊ครั้งแรกผมรู้สึกอย่างไร ด้วยสมองส่วนบันทึกความทรงจำในตอนนั้นยังไม่ทำงาน แต่ผมรู้ว่าอี๊คงจำความรู้สึกนั้นได้แม่นยำ 

    จากคำบอกเล่า ตอนที่แม่ผมคลอดนั้น อี๊ซึ่งเป็นพี่สาวมาเยี่ยมด้วยหวังเห็นหน้าหลานชายถึงโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรก ตอนที่เพิ่งลืมตาดูโลก ผมยังดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร จึงอาจกล่าวได้ว่า อี๊รู้จักผมก่อนที่ผมจะรู้จักอี๊

    บ้านของแม่ผมในตอนนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของอี๊ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ด้วยความที่ต้องการแบ่งเบาภาระของน้องสาวซึ่งมีลูกชายสองคน อี๊จึงไปอุ้มผมมาช่วยเลี้ยง พูดก็พูดเถอะ ผมใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับอี๊มากกว่าผู้เป็นแม่เสียอีก และชีวิตในวัยเด็กของผมดำเนินอย่างนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่แม่ผมย้ายบ้าน แล้วพาพี่ชายผมไปด้วย ปล่อยผมไว้ให้อยู่กับอี๊เพียงลำพัง

  • นิสัยของอี๊ไม่ใช่คนตามใจ และดุเกินมาตรฐานผู้ปกครองไทย ในช่วงวัยเด็กผมจึงมักโดนตีบ่อยครั้งด้วยเหตุผลร้อยพันจนรู้สึกเข็ดขยาด

    บางครั้งผมถึงกับคิดในใจว่าแม่ทิ้งขว้างผม ปล่อยให้ผมต้องมาตกระกำลำบากอยู่กับอี๊

    นานๆ ครั้ง แม่จึงจะมารับผมไปอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังใหม่ของแม่ที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จำได้ว่าถ้ารู้ว่าสุดสัปดาห์ไหนจะได้ไปนอนค้างบ้านแม่ ผมจะตื่นเต้นจนออกอาการและตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันเวลาที่กำลังจะมาถึงด้วยใจจดจ่อ เพราะบ้านของแม่หลังใหญ่กว่า แถมยังได้เล่นกับพี่ชายที่มักมีของเล่นใหม่ๆ มาอวดเสมอทุกครั้งที่ได้เจอหน้าและในวันอาทิตย์แม่ผมจะพาไปห้างสรรพสินค้า กินอาหารร้านโปรด ก่อนปิดวันด้วยการพาผมไปซื้อของที่อยากได้

    ในตอนนั้นผมรู้สึกว่า ผมมีความสุขเวลาอยู่กับแม่มากกว่าอยู่กับอี๊ จนกระทั่งคืนหนึ่ง

    เหมือนทุกครั้ง คืนนั้นเมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ผมซ้อนมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปบ้านแม่ที่อยู่ฝั่งธนฯ ด้วยจิตใจเบิกบาน ในขณะที่ลมตีหน้า ผมคิดว่าคืนนี้จะเล่นอะไรกับพี่ชายดี

    ผมไปถึงบ้านแม่ช่วงค่ำๆ หลังมื้ออาหาร ในขณะที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ ฟ้าข้างนอกมืดสนิท มีดาวไหมไม่แน่ใจแต่ผมพอจำได้ว่ามันเป็นบรรยากาศที่ชวนเงียบเหงาเหลือเกิน แล้วอยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงอี๊ 
  • ย้อนมองกลับไป ครั้งนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่าคิดถึง ซึ่งใครบางคนอาจจะเพิ่งมาเข้าใจความหมายแท้จริงของมันในวัยหนุ่มสาว แต่ผมรู้สึกว่าคำคำนี้มันทำงานเต็มความหมายในค่ำคืนนั้น แล้วผมก็ร้องไห้ออกมา 

    เป็นเดือดเป็นร้อนให้ผู้เป็นแม่ต้องถามไถ่ถึงที่มาของน้ำตา ก่อนจะต่อสายหาอี๊ให้ผมคุย ความทรงจำของผมมันสิ้นสุดลงตรงนี้ ผมจำไม่ได้ว่าคืนนั้นแม่ต้องพาผมไปส่งบ้านอี๊หรือเปล่า แต่ทุกวันนี้ผมยังจำเหตุการณ์ที่ร้องไห้ในคืนนั้นได้แม่นยำ คล้ายว่ามันถูกฝังอยู่ในความทรงจำชนิดลบไม่ออก

    พอนึกทบทวนก็รู้สึกแปลกดี อยู่กับแม่แท้ๆ แต่กลับร้องไห้หาป้า

    เมื่อเวลาผ่านพ้น เมื่อผมเริ่มเติบโต และเมื่อผู้เป็นแม่จากโลกไปด้วยโรคร้าย อี๊จึงทำหน้าที่แทนแม่ผมแบบเต็มรูปแบบ 

    และเมื่อมานั่งนึกย้อนมองในวันนี้ มันยิ่งตอกย้ำว่าวันนั้น แม่ไม่ได้ทิ้งขว้างผม แต่แม่รู้ว่าอี๊ทำหน้าที่ของแม่ได้

    ความผูกพันแบบแม่ลูกไม่ได้เกิดเพียงเพราะการให้กำเนิดเท่านั้นหรอก แต่มันยังเกิดได้ด้วยวิธีการที่อี๊ปฏิบัติเสมอมา แม้มันจะไม่ใช่วิธีแสดงความรักเหมือนที่ผมเห็นพ่อแม่คนอื่นปฏิบัติต่อลูก แต่มันก็ให้ผลปลายทางคล้ายกัน ผมอาจไม่ได้สบายเหมือนเพื่อนๆ ที่ผมเคยอิจฉา แต่มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย—อี๊ลำบากกว่าผมมาก

    สำหรับผม การบอกใครต่อใครว่า อี๊คือป้า จึงเป็นเพียงคำตอบที่ใช้ตัดบท เพราะถ้าจะอธิบายให้เข้าใจความสัมพันธ์ของผมกับอี๊แบบแท้จริง เราอาจต้องใช้เวลาคุยกันยาวเหยียด 

    ต่างจากอี๊ที่เมื่อถูกถามว่า “ผมคือใคร” ไม่ว่าผู้ถามจะสนิทสนมหรือห่างเหินแค่ไหน อี๊จะตอบด้วยคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ —ไม่ต้องคิด

    “ลูกชาย”

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in