ห้องตรวจหมายเลข 5thanramon
เพื่อนเก่ากลับมา
  • หลังจากที่ฉันทำงานพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในที่ทำงานจนบริษัทต้องเสียหายเพื่อนเก่าของฉันที่ยา  Serlift ที่ได้พรากไปก็กลับมา ไม่ว่าจะเป็นอาการเดิม ๆ จินตนาภาพเดิม ๆ ทะเลแห่งความคิดชั่วร้ายทั้งหลายไม่เพียงแต่เท่านั้น มันยังมีภาพใหม่เข้ามาด้วยมันคือภาพของฉันยืนอยู่กลางแสงไฟวงกลมสีเหลือง ๆ รอบข้างมืดมิดเพื่อนร่วมงานยืนล้อมรอบฉัน ทุกคนมองฉันอย่างไม่เป็นมิตรเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเริ่มบ่นเรื่องเงิน 2 หมื่นที่ต้องสูญเสียไปส่วนเพื่อนร่วมงานอีกคนก็ชี้หน้าด่าฉัน

                เธอคิดว่าเธอป่วยแล้วจะทำผิดยังไงก็ได้อย่างนั้นเหรอ

                ภาพทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่ฉันคิดไปเอง เป็นเพียงโปรเจคเตอร์ในหัวสมองแต่ครั้งนี้มันชัดเจนจนฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้ ไม่ว่าจะตอนเดินในซอย, นั่งรถไฟฟ้า,กินข้าว หรือแม้แต่ก่อนนอน มีอีกอย่างหนึ่งที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าฉันคิดไปเองหรือมันคือความจริงนั่นคือ สายตาของคนในบริษัท ฉันรู้สึกว่าพวกเขามักจะมองมาที่ฉันแปลก ๆ เวลาที่ฉันเผลอและอาจจะนินทาฉันเวลาที่ฉันไม่อยู่ในห้องทำงาน

                ฉันเริ่มค้นหาวิธีฆ่าตัวตายในอินเทอร์เน็ตแล้วก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง คือ การปราณีฆาต หรือการุณยฆาต (Euthanasia)

                การการุณยฆาต คือการที่แพทย์จบชีวิตของบุคคลหนึ่ง ๆ ตามเจตนาของบุคคลนั้นในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนและได้รับความยินยอมจากทั้งตัวบุคคลและครอบครัว

                การการุณยฆาตแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือVoluntary Euthanasia, Non-Voluntary Euthanasia และ InvoluntaryEutanasia[1]

                1.Voluntary Euthanasia คือการการุณยฆาตโดยสมัครใจของผู้ป่วยเองในขณะที่มีสติครบถ้วนโดยความช่วยเหลือทางการแพทย์อาจเป็นการฉีดสารบางอย่างเข้าไปในตัวหรือให้ผู้มีความประสงค์ทานยาที่มีฤทธิ์ถึงแก่ชีวิตด้วยตัวเองประเทศที่มีกฎหมายการุณยฆาตชนิดนี้มีทั้ง ประเทศเนเธอแลนด์, สวิสเซอแลนด์,เบลเยี่ยม, ลักแซมเบิร์ก และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น โอเรกอนและวอชิงตันผู้ที่จะกระทำการการุณยฆาตในประเทศดังกล่าวนี้จำเป็นต้องผ่านการประเมินยิบย่อยมากมายเพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นสมควรได้รับการจบชีวิตด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์จริง ๆเช่นว่าเป็นผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคที่ร้ายแรงระยะสุดท้ายอย่างไม่มีหนทางรักษาเป็นต้น

                2. Non-VoluntaryEuthanasia คือการการุณยฆาตที่ไม่ได้เกิดจากเจตนาของตัวบุคคลนั้น ๆ เองเนื่องจากในขณะนั้นตัวบุคคลไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะแสดงเจตจำนงใด ๆ ได้แต่เป็นการตัดสินใจจากบุคคลใกล้ชิดที่เหมาะสม เช่น ครอบครัวให้ลองนึกถึงฉากในละครที่หมอถามครอบครัวว่าจะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจออกหรือจะให้นอนเป็นผักโดยมีเครื่องช่วยหายใจส่งเสียงดังติ๊ด ๆ อยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา

                3. Involuntary Euthanasia คือการจบชีวิตโดยความไม่สมัครใจของผู้ป่วยถ้าในมนุษย์ด้วยกันเองจะเรียกว่า ฆาตกรรม ให้ลองนึกถึงฉาก คุณตุ๊ก ดวงตา ตุงคมณีตัดสินใจฆ่าลูกตัวเอง(คุณวิลลี่ แมคอินทอร์ช) ในละครเรื่องบาปรัก โดยการใช้หมอนปิดหน้าเอาไว้ไม่ให้หายใจได้โดยที่คุณวิลลี่ไม่ยินยอมเช่นนั้นแต่อยู่ในสภาพที่ขัดขืนไม่ได้ (เอ๊ะ! เป็นการสปอยละครหรือเปล่า)ยังไงก็ตามวิธีการุณยฆาตแบบนี้มักเกิดขึ้นในทางสัตวศาสตร์ เช่นคนเลี้ยงม้าจะฆ่าม้าที่ใช้งานไม่ได้แล้วทิ้งเสีย หรือฆ่าสัตว์ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือหายใจเองได้

                ถึงแม้ตอนนี้ในประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายการุณยฆาตแต่ก็มีกฎหมายมาตราที่ 12(ณ ตอนที่เขียนนี้คือปี 2562และกฎหมายข้อนี้ยังมีผลอยู่) หรือการแสดงเจตจำนงของผู้ป่วยขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนว่าไม่ต้องการให้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อยื้อชีวิต รึไม่ต้องการการรักษาใด ๆ ทางการแพทย์โดยที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำตามเจตจำนงนั้นจะไม่ถือว่ามีความผิดแต่อย่างใดเรียกอีกอย่างว่า พินัยกรรมชีวิต (Living Will)

                ในเมื่อประเทศไทยยังไม่ยอมรับกฎหมายการการุณยฆาตแบบสมัครใจ(VoluntaryEuthanasia) และต่อให้ฉันเก็บเงินไปกระทำการปราณีฆาตที่เมืองนอกก็คงไม่ผ่านการทดสอบทางด้านสุขภาพจิตรวมทั้งตัวฉันเองคงรอให้ป่วยหนักจนถึงขั้นทำพินัยกรรมชีวิตไว้ไม่ไหวจากความกังวลและความเครียดในที่ทำงาน ฉันจึงเริ่มค้นหาวิธีฆ่าตัวตายอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการแขวนคอ,ยิงตัวตาย, กระโดดตึก และดื่มยาฆ่าแมลง

                ระหว่างที่ฉันกำลังค้นหาวิธีการฆ่าตัวตายทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ไปพบกับสถิติที่น่าสนใจมีงานวิจัยหลายแหล่งที่บอกว่าผู้หญิงและผู้ชายเลือกลักษณะการฆ่าตัวตายที่แตกต่างกันนั่นคือผู้ชายมักจะเลือกวิธีที่มีโอกาสได้ผลมากที่สุด และเร็วที่สุดในขณะที่ผู้หญิงมักจะเลือกวิธีที่คำนึงถึงระยะเวลาในการตายและความเจ็บปวดก่อนตายนั่นทำให้มีสถิติพบว่าผู้ชายมีโอกาสฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าผู้หญิง

    ข้อมูลข้างล่างต่อไปนี้คือข้อมูลสถิติน่าสนใจที่ฉันหาเจอจากอินเทอร์เน็ตเท่านั้นไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้คนที่มีความคิดสืบค้นวิธีฆ่าตัวตายนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อกระทำการใดๆ ที่เป็นการทำร้ายตัวเอง ฉันจึงขอไม่ลงรายละเอียดที่มาของข้อมูลหากใครมีความคิดฆ่าตัวตายหรือกำลังหาวิธีฆ่าตัวตาย กรุณาโทรไปที่ 1323 สายด่วนสุขภาพจิต หรือ 02-713-6793 สมาคมสะมาริตันส์ประเทศไทย

                จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตได้แสดงสถิติความเจ็บปวดของวิธีฆ่าตัวตายตามระดับความเจ็บปวดจาก0 ถึง 100 ความเจ็บปวดระดับ 0 หมายถึงไม่เจ็บ และความเจ็บปวดระดับ 100 หมายถึงเจ็บมากที่สุดและนี่คือ Top 5 วิธีฆ่าตัวตายที่เจ็บมากที่สุด เรียงจากมากไปหาน้อย

    1.     การเผาตัวเอง ระดับความเจ็บที่ 95

    2.     ติดในพื้นที่ไฟไหม้ เช่นเผาบ้านแล้วไม่หนีออกมา ระดับความเจ็บที่ 91.5

    3.     ทำให้คอขาด ระดับความเจ็บที่ 86

    4.     ทำให้ตัวเองจมน้ำ ระดับความเจ็บที่ 79

    5.     ใช้ของมีคมแทงหน้าท้อง ระดับความเจ็บที่ 78

    ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายที่พบได้บ่อยจากสถิติคือ

    1.     มีภาวะซึมเศร้า รวมไปถึงโรคทางจิตเวชต่าง ๆเช่น ไบโพล่าร์ และอาการเครียดที่เกิดขึ้นหลังเหตุสะเทือนใจ (PTSD)

    2.     โรคจิตเภทคืออาจจะมีอาการหูแว่วหรือเห็นภาพหลอนที่ชักนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

    3.     มีอาการติดสารเสพติด เช่น ยาเสพติดหรือสุรา

    4.     ไม่สามารถหาทางออกจากปัญหาที่พบเจอได้

    5.     เคยทำผิดพลาดและเกิดอาการโทษตัวเอง

    ณ ตอนนั้นเหมือนฉันจะเข้าข่ายเหตุผลข้อที่5 ฉันรู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่มีค่าไม่คู่ควรกับอะไรเลยบนโลกใบนี้รวมถึงตำแหน่งงานที่ทำอยู่นี้ด้วยในชีวิตของฉันมีครบแล้วทุกอย่าง มีทั้งบ้าน ทั้งงานเงินเดือนที่พอใช้ได้มีครอบครัวที่ไม่ลำบากอะไรเลย มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย แต่สิ่งเดียวที่ฉันไม่มีคือความสุข

    พอแล้วฉันพอใจแล้วที่มีสิ่งเหล่านี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าที่จะเดินทางไปค้นหาชีวิตต่อแล้วล่ะ

    บางคนอาจจะคิดว่าเฮ้ย! ทำไมคิดสั้น ทำไมไม่คิดถึงคนรอบข้างบ้าง ฉันอยากถามกลับไปเหลือเกินว่าแล้วคนรอบข้างเคยคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า?’ ไม่มีใครรู้ว่าคนที่สมองจมอยู่ใต้มหาสมุทรแห่งจินตนาภาพชั่วร้ายต้องทุกข์ทรมานขนาดไหนไม่มีใครมาช่วยหาสาเหตุหรือช่วยหาวิธีแก้ไข ฉันจะบอกอะไรให้รู้ไว้นะว่า คนที่คิดจะฆ่าตัวตาย(จริง ๆ) ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดถึงคนรอบข้างแต่เขาคิดถึงคนเหล่านั้นมากเกินไปจนลืมคิดถึงตัวเองต่างหากมีคนที่ฆ่าตัวตายหลายคนรวมถึงฉันมีความคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ

    ถ้าหากไม่มีตัวฉันคนรอบข้างจะไม่เจอปัญหาขนาดนี้ บริษัทจะไม่เสียหาย

    ถ้าหากไม่มีตัวฉันพ่อแม่จะไม่สิ้นเปลืองค่าเลี้ยงดูต่าง ๆ

    ถ้าหากไม่มีตัวฉันหลายคนอาจดีใจและมีความสุข

    เพราะฉะนั้นคนที่คิดฆ่าตัวตายไม่ใช่คนที่คิดสั้นแต่คิดมานานมากพอแล้วจนทนไม่ไหวต่างหากพวกเขาเหล่านั้นคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าสิ่งที่ครอบครัวจะสิ้นเปลืองเป็นอย่างสุดท้ายเพื่อเขาคือเงินที่เอามาซื้อโลงศพก็เท่านั้นเอง ฉันได้ตัดสินใจเขียนจดหมายลาตายแผ่นเล็ก ๆ ไว้แผ่นหนึ่งและใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์เผื่อว่าวันใดที่ฉันตัดสินใจได้และฆ่าตัวตายสำเร็จขึ้นมาจะมีคนมาเจอมันและรู้ถึงเจตนาจริง ๆ ของฉันเสียที

    ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากเรียกร้องให้คนในสังคมมองคนที่คิดฆ่าตัวตาย(รวมถึงตัวฉัน)เสียใหม่ วางความเชื่อทางศาสนาลงก่อนและคิดถึงความเป็นจริงที่แต่ละบุคคลต้องเผชิญ อย่ากล่าวโทษกันเลย ให้แต่ละคนเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเถอะใครอยากตายก็ปล่อยให้ตายไป ใครอยากมีชีวิตอยู่ก็ดิ้นรนสู้ชีวิตกันต่อไปคนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะตายได้ ถ้าฉันเลือกเกิดได้คงอยากจะย้อนกลับไปบอกแม่ว่า ทำหมันเถอะค่ะแม่

    มีหลายครั้งตอนไปทำงานที่ฉันเห็นคนมาขอทานพร้อมป้ายระบุว่าเอาไปฟอกไตให้แม่’, ‘เอาไปรักษาโรคหัวใจให้ลูกสาวหรือ เอาไปรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายฉันเดินผ่านโดยที่ไม่ใส่เงินลงไปเลยสักบาทเดียวฉันอยากจะเดินไปบอกพวกเขาเบา ๆ ว่า เชื่อเถอะโลกมันไม่ได้น่าอยู่ขนาดนั้นหรอก คุณได้โอกาสไปแล้ว จงไปเสียเถอะฉันไม่ได้ทำอย่างนั้นจริง ๆ หรอกนะ ฉันรู้ว่ามันเป็นคำพูดที่บั่นทอนจิตใจขั้นสูงสุดของผู้ที่เจ็บป่วยทางกาย

    ทำไมไม่เป็นฉัน ความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่เดินผ่านขอทานเหล่านั้นมันดังก้องไปมา

    ขอสักโรคเถอะอะไรก็ได้ มะเร็ง,หัวใจ, ไตวาย หลอดเลือดในสมองแตก

    บางคนอาจจะขัดแย้งอยู่ในใจว่าเฮ้ย! ชีวิตมันไม่ได้ตายกันง่ายๆอย่างนั้นโรคทางกายมันก็ทรมานพอๆกับโรคทางใจ คุณอาจต้องอยู่กับโรคนั้นไปอีก 10 ปีหรือ 20 ปี กว่าคุณจะตาย ก็ใช่อันนี้ฉันรู้ แต่ถ้าฉันเป็นโรคทางกายแล้วฉันมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะจบชีวิตลงไม่ใช่เหรอ? โชคร้ายที่โรคพวกนี้มันมักเกิดกับคนที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่เพราะคนที่เป็นโรคทางจิตเวชต้องออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลสารในสมองทำให้ร่างกายแข็งแรงไปโดยปริยาย ในโลกใบนี้ควรจะมีสำนวนที่ว่า การมีโรคคือลาภอันประเสริฐ’ นะ

    ทั้งหมดที่ว่ามาในบทนี้คือผลจากการที่ฉันไปพบจิตแพทย์เป็นครั้งที่2 และต้องเพิ่มยา Serlift จากวันละ 1 เม็ด เป็นวันละ 2 เม็ด รวมถึง Tranavan ยานอนหลับชนิดอ่อน ฉันว่ายานี้มันชักจะแปลก ๆ แล้วล่ะ



    [1] แปลจากPhil Riche. (2018). What are Euthanasia and Assisted Suicide?.Retrieved 5th March 2019.https://www.medicalnewstoday.com/articles/182951.php 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in