ห้องตรวจหมายเลข 5thanramon
An Empower Man
  • น่าจะมีหลายครั้งที่ฉันพูดถึงหมอ J ในเรื่องนี้ หมอ J คือหมอที่รักษาฉันตอนที่ฉันต้องนอนอยู่ในวอร์ดจิตเวทครั้งที่ 2 เขาเป็นผู้ชายสูงหล่อ หน้าตาดี คอยาวเหมือนยีราฟ แต่มีเสียงที่นุ่มนวลสมเป็นจิตแพทย์ หมอ J รักษาฉันอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ ก่อนที่ฉันจะออกไปอยู่ที่บ้าน หลังจากนั้นเราก็มีเจอกันบ้างตอนที่ฉันไปหาหมอที่ OPD และตอนที่ฉันให้ยาเคตามีน ส่วนใหญ่ที่ฉันเจอหมอ J ก็เพียงแค่ป้ายชื่อที่ติดอยู่หน้าห้องตรวจที่ปิดไฟสนิทไม่มีใครใช้ และแน่นอนว่าหลังจากที่ฉันได้คุยกับหมอ J หลายครั้งและด้วยความที่อายุเราไล่เลี่ยกัน ฉันก็รู้สึกชอบหมอ J ขึ้นมา ‘เธอน่ะรู้สึกชอบทุกคนที่มาทำดีด้วยทั้งนั้นแหละ เธอมันชอบคนง่าย’ เสียงอดีตเพื่อนสนิทของฉันดังขึ้นมาในหัวตีคู่มาทุกครั้งกับภาพของหมอ J มันอาจจะจริงที่ฉันชอบคนง่าย ไม่เว้นว่าคนๆนั้นจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง หรือแม้แต่ LGBTQ+ ประวัติความชอบของฉันมันบ่งบอกอย่างนั้น หมอ J ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น ฉันเริ่มสืบหาทุกอย่างเกี่ยวกับหมอเหมือนสโตกเกอร์ วันเวลาออกตรวจ Facebook Instagram Google History และอะไรหลายๆอย่าง แน่นอนว่าสกิลสโตกเกอร์ของฉันใช้ได้ผลระดับหนึ่ง ฉันรู้มาว่าหมอ J เป็นคนที่ค่อนข้างจะระวังตัวในโลกโซเชี่ยล จะขอเป็นเพื่อนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากถึงขนาดเป็นไปไม่ได้ ฉันล้มเลิกความตั้งใจตรงส่วนนั้นไปหลังจากที่พยายามอยู่พักใหญ่ ฉันฝากจดหมายฉบับหนึ่งไปพร้อมกับหนังสือ Actually, I am an introvert ฉันระบุไปว่าฉันเป็น introvert นะ และรู้ด้วยว่าหมอ J ก็เช่นเดียวกัน ถึงอย่างนั้นฉันก็อยากรู้จักหมอ J ให้มากขึ้นกว่าชื่อจริงและนามสกุล และได้แนบลิงค์เพลงหนึ่งไปให้หมอ J ฟัง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเพลง The Scientist ของ Coldplay ถือเป็นเพลงเปิดทางที่ไม่เลว ไม่มีแอคชั่นใดๆจากหมอ J ตอบกลับมา เพราะฉันไม่ให้ช่องทางติดต่อใดๆกลับมาเลย และฉันไม่คิดว่าหมอจะอยากตอบกลับมาด้วย มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือและเจอกับหนังสือเกี่ยวกับชีวิตแสนยากในการเรียนคณะแพทย์ ของ พี่เพลีย ฉันซื้อมันมาและอ่านทุกคำ เพื่อให้ทราบซึ้งว่าการเป็นหมอมันยากเย็นอย่างไร (ฉันเคยโดนเพื่อนชาวชิลีเตือนสติมาว่า The doctor studied hard for you so you can’t kill yourself) ฉันไม่ลืมเก็บหนังสือเล่มนั้นใส่ซองแล้วส่งไปให้หมอ J (คราวนี้ฝากหมอ A ไปให้) และเขียนโน๊ตไปว่า This is how I try to know you even you don’t want to know me. คราวนี้ฉันใส่จดหมายลาตายเอาไว้โดยไม่ได้ใส่ช่องทางติดต่อกลับอีกเหมือนกัน เพราะเหมือนเดิม ฉันรู้อยู่แล้วว่าหมอ J ไม่อยากติดต่อฉันกลับมาแน่นอน (ฉันแนบลิงค์เพลงไว้ให้หมอฟังเหมือนเดิม แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่าเพลงอะไร) หลังจากนั้นฉันพยายามเข้าไปใน Facebook ของหมอและได้ข้อมูลดีๆมานั่นคือวันเกิดของหมอ แต่ ณ ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันคงไม่มีชีวิตอยู่ไปจนถึงวันเกิดของหมอแน่นอน (ต้นเดือนธันวาคม) ฉันจึงสั่งโปสเตอร์วงดนตรีที่หมอชอบ Coldplay ของแท้ไปให้หมอถึงแผนกจิตเวชผู้ใหญ่ ฉันสั่งคนขายไว้ว่าห้ามลงชื่อฉันเด็ดขาด รวมทั้งเขียนโน๊ตไปให้ว่า สุขสันวันเกิดล่วงหน้ามากๆ ฉันไม่รู้ว่าหมอจะได้รับของมั้ย หรือหมออาจจะเป็นฝ่ายปฏิเสธของเองรึเปล่าก็ไม่รู้ ฉันรู้แต่หลังจากนั้นเราก็ยังทักทายกันปกติเมื่อเจอกัน ฉันยกมือไหว้ หมอพยักหน้ารับไหว้ (หมออายุมากกว่าฉันไม่ถึงปี) ฉันเพิ่งมารู้สึกตัวว่าฉันเป็นสโตกเกอร์ที่น่ากลัวมากเมื่ออดีตเพื่อนสนิทของฉันทักขึ้นมา ‘ใครที่เป็นคนที่เธอชอบนี่โคตรโชคดี ได้ของโน่นนี่ตั้งเยอะ’ เขาเคยพูดอย่างนั้น ฉันรู้มาว่าหมอได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ รู้ว่าหมอเรียนจบมาจากโรงเรียนอะไร เข้าเรียนหมอที่ไหน รู้ว่าหมอเป็นคนตรงไปตรงมา เฮฮาปาร์ตี้เมื่ออยู่ในหมู่เพื่อน เป็นศรัตรูกับอ.สมัยเรียนม.ปลาย (ฮา) และมีท่าถ่ายรูปสิ้นคิดคือการชูสองนิ้ว ทั้งหมดที่รู้เพราะฉันไปสำรวจFacebookทุกซอกทุกมุม และวิเคราะห์จากรูปถ่ายและคอมเม้นของหมอ (ฉันนี่มันน่ากลัวจริงๆ และรู้สึกคิดถูกแล้วที่ปิดFacebookของตัวเองไปตั้งนานแล้ว) ฉันเริ่มเซฟรูปหมอจากในFacebookแล้วนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย คงจะมีคนตลกมากที่เห็นฉันวิ่งบนลู่วิ่งโดยมีมือถือเปิดรูปหมอวางไว้ข้างๆ แต่ก็นั่นแหละ หมอถึงเป็น Empower man คนสำคัญของฉัน ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคิดค้นวิธีฆ่าตัวตายหลากหลายวิธีอย่างที่ฉันเขียนบรรยายไว้ในเรื่องนี้ 
    และแล้วจดหมายฉบับสุดท้ายก็มาถึง ฉันเขียนไปบอกหมอตรงๆว่าฉันอยากทำความรู้จักกับหมอมากๆ ฉันใส่ไลน์ไอดีและอีเมล์ของตัวเองแนบไว้ท้ายฉบับจดหมายและส่งไปพร้อมกับหนังสือ Before the Coffee Gets Cold เล่ม 2 นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ฉันหวังให้หมอ J ตอบกลับมา ฉันเขียนบอกไปว่าถ้าจะปฏิเสธก็ขอให้บอกมา หรือเราจะเป็นได้แค่เพียงเพื่อนก็ไม่เป็นไร ในจดหมายฉบับนี้ฉันเรียกหมอ J ว่าพี่ J อย่างที่ฉันอยากเรียกมานานแล้ว ที่ซองจดหมายฉันเขียนลิงค์เพลง Maps ของ Maroon5 ไปให้ และฝากพี่ T ไปให้หมอ J น่าผิดหวังที่หมอ J ก็ไม่ได้ take action ใดๆกลับมา สิ่งที่ฉันหวังไม่ใช่คำว่า ‘อ๋อได้เลยคร้าบบบ’ หรืออะไรประมาณนั้น ฉันหวังเพียงคำปฏิเสธและคำอธิบายสั้นๆเท่านั้น แต่มันก็ไม่มีอะไรส่งมา ระหว่างช่วงเวลาที่รออยู่นั้นฉันรู้สึกผิดมาก ในหัวมีแต่คำว่า ‘ไม่น่าเลย’ ฉันกลัวว่าสิ่งที่ฉันส่งไปมันอาจเป็นสิ่งที่เป็น toxic ในชีวิตหรือความคิดของหมอไปแล้ว ฉันคิดวนเวียนถึงคำขอโทษในหัวสมองไม่หยุด อยากจะไปเจอหมอตรงๆหน้าแล้วบอกขอโทษไปให้มันจบๆไป ‘คุณเป็นคนที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองมากเลยนะรู้มั้ย’ อ.พญ.คนหนึ่งเคยบอกฉันไว้ ตอนที่ฉันส่งจดหมายและของไปให้ฉันคิดแค่เพียงว่า ก็ฉันอยากทำ ฉันทำแล้วฉันสบายใจ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าหมอจะรู้สึกยังไง คิดหนักมั้ย อึดอัดรึเปล่า ลำบากใจขนาดไหน ไหนจะเรื่องจรรยาบรรณ คติคนรอบข้าง และอะไรอีกหลายๆอย่าง ฉันไม่เคยคิดถึงขนาดนั้นเลย และมาคิดได้ทีหลังตอนที่สายไปแล้ว สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด ฉันก็กลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ฉันนั้น หวังว่าจดหมายทั้งหมดหมอจะโยนทิ้งไปแล้วอย่างไม่ให้ราคา ฉันเข้าไปใน Facebook ของหมอ J ทุกครั้งที่คิดถึงหรือต้องการกำลังใจ ยิ่งเห็นหน้าของหมอที่เฮฮากับเพื่อนฝูงมากเท่าไหร่ความคิดฆ่าตัวตายก็ยิ่งล้นเหลือมากขึ้นเท่านั้น ฉันคิดแค่ว่าฉันต้องหายไป เพื่อไถ่โทษต่างๆที่บังอาจเดินเข้าไปในชีวิตหมอ ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ตาม 
    หลังจากนั้นเมื่อวันที่ฉันพบกับพี่ T เพื่อทำบำบัด CBT ฉันคิดว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ฉันจะได้เจอพี่ T เพราะแผนฆ่าตัวตายคราวนี้ค่อนข้างจะอันตราย เรียกได้ว่าถ้าไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โตแล้ว ฉันสารภาพกับพี่ T ว่าฉันชอบหมอ J ฉันส่งจดหมายไปให้หลายครั้งแล้วแต่หมอ J ก็ไม่ take action อะไรกลับมา 
         พี่ T : อ๋อ หมอ J อ่าเป็นคนนิ่งๆอย่างนั้นแหละ เข้าถึงยาก ขนาดพี่ทำงานด้วยนะ ส่งไลน์ไปสามวันไม่ตอบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนส่งของให้หมอ J ในเชิงชู้สาว มีครั้งหนึ่งมีคนฝากผลไม้ไว้ให้ในตู้เย็น หมอ J ก็ไม่ยอมไปเอา ปล่อยให้เน่าไปอย่างนั้นแหละ
    บอกตรงๆว่าฉันรู้สึกโล่งอกหลังจากฟังคำพูดของพี่ T อย่างน้อย case ของฉันก็ไม่ใช่ worst case ไอ้ผลไม้เน่านั่นต่างหากที่เลวร้ายยิ่งกว่า ฉันล่ะนับถือในความเข้าถึงยากของหมอจริงๆ ฉันคิดว่าจนถึงป่านนี้หมออาจจะยังไม่เปิดจดหมายฉันซักฉบับด้วยซ้ำ ความรู้สึกผิดและคำขอโทษจางหายไปจากใจฉัน เหลือไว้เพียงความรู้สึกคิดถึงอันบางเบา วันนั้นหลังจากที่ฉันเสร็จธุระจากการบำบัดกับพี่ T ฉันบังเอิญเดินผ่านหมอ J (และพรรคพวก) บน skywalk เรามองตากันสองสามครั้งและเดินผ่านกันไปเหมือนคนไม่รู้จัก หมอก็คงมองอยู่ว่าฉันจะทักทายหมอรึเปล่า ส่วนฉันก็มองและชั่งใจว่าจะทักทายหมอดีมั้ย สุดท้ายเราก็ทำได้แค่มองตาและเดินผ่านไป ถึงตอนนี้ฉันอยากบอกหมออะไรซักอย่าง ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่จะให้หมอ
    “หมอคะ สวัสดีค่ะถ้าหมอเข้ามาอ่าน เราอยากจะบอกขอบคุณหมอเป็นครั้งที่ร้อยที่พัน หมอคงจะเบื่อแล้วที่ต้องมาอ่านจดหมายลาตายของเราหลายต่อหลายรอบและสุดท้ายก็เห็นเราไหว้ทักทายหมอทุกครั้งที่เจอกันอยู่ดี แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม วิธีฆ่าตัวตายครั้งนี้มันอันตรายมาก ถ้าเราไม่ตายเราก็คงจะไม่มีแรงยกมือไหว้ทักทายหมออยู่ดี สิ่งที่เราอยากจะขอบคุณไม่ใช่เพียงแต่การรักษาที่หมอทำไปตามหน้าที่อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่มันคือความ Empower ของหมอที่มีต่อเรา หมออาจจะไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ดี แต่หมอเป็นคนที่ทำให้เราผ่านอุปสรรคเล็กๆน้อยๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ทุกครั้ง ในครั้งนี้อุปสรรคมันใหญ่เหลือเกิน เท่าที่เรารู้หมอก็เคยเป็นคนที่มีปัญหากับการก้าวผ่านช่วงชีวิตจาก Teenage สู่วัยผู้ใหญ่เช่นกัน ตอนนั้นหมอมี Coldplay เป็นที่พึ่ง แต่เราในตอนนี้มันไม่มีใครแล้ว แม้แต่หมอก็คงดึงเราเอาไว้ไม่ได้แล้ว ถึงอย่างนั้นเราก็อยากขอบคุณหมอที่เป็นสาเหตุของความรู้สึกดีๆที่ก่อในใจเรา และขอโทษที่จดหมายและของที่เราให้อาจจะไปกวนใจหมออยู่บ้าง (แต่เราเดาว่าหมอคงไม่ใส่ใจจะเปิดมันด้วยซ้ำ เราจะเดาถูกมั้ยนะ) เราจะรู้สึกดีมากถ้ารู้ว่ามันเป็นเพียงขยะที่ไม่ได้กวนใจหมอเลย เอ้อ! เรารู้แล้วล่ะหมอว่าอะไรคือสิ่งที่กั้นระหว่างเรากับหมอ หมอเป็นหมอ ส่วนเราเป็นคนไข้ เราต้องเศร้าถึงจะได้เจอหมอ ส่วนหมอก็พยายามรักษาเราไม่ให้เศร้า มันแปลกๆมั้ย? เราฝันนะว่าจะมีซักวันที่เราจะเอาป้ายคำว่า ‘ผู้ป่วยจิตเวช’ ออกไปจากคอเราซักที และได้อยู่ต่อหน้าหมอในฐานะผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง เราขอลาหมอแต่เพียงเท่านี้ ไม่รู้ว่าเราเป็นคนไข้คนแรกของหมอรึเปล่าที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ เราขอโทษมา ณ ที่นี้นะคะ สุดท้ายนี้ขอฝากไว้ให้เป็นเพลงสุดท้าย 

    สวัสดีและลาก่อนค่ะ”

    ปล. จรรยาบรรณแพทย์ : ไม่ลุอำนาจแก่อคติ 4 คือ ความลำเอียงด้วยความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหลง(โง่)
    Ps. I just wanna be loved once in my life, sorry doctor.

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in