Lost in ConversationBUNBOOKISH
คำนำ

  • Lots of Conversation


    เคยนับไหมว่า วันทั้งวันเราต้องพูดคุยกับใครบ้าง
    ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ตัวหนังสือ หรือจะแค่มองตา
    เพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างออกไป

    ตอนเจอ ‘ป่าน’ (ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์) ครั้งแรก
    เราคุยกันไม่มาก
    ป่าน—ในวันนั้นมีแววตายิ้มแย้ม อยู่ในท่าทางนิ่ง สงบ
    ก็…ตามประสาคนเจอกันครั้งแรก

    มันไม่ง่ายที่เราจะรู้จักใครดีพอตั้งแต่การเจอกันครั้งแรก
    แต่ก็ไม่ยากที่การพบกันครั้งแรก
    จะทำให้มีวันที่ได้รู้จักกันมากขึ้น

    ตอนเจอกันวันแรก ป่านบอกว่า ‘อยากเขียนหนังสือ’
    ไม่กี่นาทีก่อนที่เราจะแยกย้ายกันที่สถานีรถไฟฟ้า

    ถ้าไม่รู้ว่าพูดกับไม่พูดอย่างไหนดีกว่ากัน
    แล้วทำไมจะเลือกไม่พูด...

    ได้คุยกันนิดหน่อย
    เราเกิดความรู้สึกอยากถามป่านว่า ‘อยากเขียนหนังสือไหม...’
    โชคดีที่ป่านพูดมันออกมาก่อน

    บางทีหลายอย่างในชีวิตก็เกิดขึ้น
    เพราะคำพูดประโยคเดียว
    หรือมันอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
    เพียงเพราะไม่ได้พูดประโยคเดียวออกไป

    ป่าน—เป็นคนชอบครุ่นคิดอะไรแปลกๆ
    หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คอนเซ็ปต์แรกที่ป่านเอามาคุยให้เราฟัง
    มันแค่แปลกน้อยกว่า...

    คนไม่พูด บางทีไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด
    แต่เพราะไม่คิดว่าพูดแล้วจะมีคนฟัง

    อย่างที่บอก—ป่านเป็นคนครุ่นคิด
    แทบทุกบทในหนังสือเล่มนี้มาจากการเฝ้าสังเกต
    ปะติดปะต่อเรื่องราว
    และมองให้ลึกลงไปเกินกว่าสิ่งที่ตาเห็น

    อย่างที่ยังไม่ได้บอก—ป่านก็ทำให้เราครุ่นคิด
    ว่าแต่ละวันเราพูดคุยกับผู้คนมากมายแค่ไหน
    ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ตัวหนังสือ หรือสายตา
    เราไม่รู้เลยว่าเคยมองข้ามอะไรไปมากมายแค่ไหน
    —ระหว่างสนทนา...




  • 1.

    ความสัมพันธ์ของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและหลายครั้งก็เป็นเรื่องน่าสงสัย

    มันเป็นส่วนผสมระหว่างคนสองคนหรือมากกว่านั้นที่มาสร้างสมการความสัมพันธ์ร่วมกัน
    ถ้าเปลี่ยนตัวแปรไปแค่คนเดียว ส่วนผสมของเรื่องราวก็อาจเปลี่ยนไปทันที

    เราเลยชอบสังเกตความสัมพันธ์ของคน

    เราเชื่อว่าทุกคำพูดทุกการกระทำมันมีที่มาของมัน (เกิดจากอารมณ์หรือเหตุผลก็ว่ากันไป)
    เพราะงั้นไม่ว่าใครจะแสดงออกมายังไง เราชอบเดาเอาเองเล่นๆ ว่าเขาทำไปด้วยความคิดหรือความรู้สึกแบบไหน ซึ่งมันก็เป็นแค่ความคิดของเราที่อาจเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาคิดจริงๆ ก็ได้ เราเลยได้แค่คิด แต่ไม่ค่อยได้พูดออกไป

    มีบางครั้งที่เราบังเอิญได้อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคน ได้รับรู้เรื่องราวจากทั้งสองฝ่าย ก็พบว่าถ้าเขาแค่เปิดปากพูดกัน เรื่องราวมันจะง่ายกว่านี้มาก

    ...เราคิด แต่เราก็ไม่ได้บอกเขาทั้งสองไปเช่นกัน

    อาจเพราะเราอยู่ในโลกที่ความคิด คำพูด และการกระทำไม่จำเป็นต้องตรงกันทุกอย่าง
    และถ้าเรามองให้มันสนุก มันก็น่าสนุกดี

    อาจเพราะบางอย่างถ้าพูดออกไปแล้วมันอาจจะดีขึ้น แต่บางอย่าง ยิ่งพูดออกไปอาจยิ่งแย่
    และบางอย่าง ถึงพูดออกไปแล้วมันก็ยังคงจบเหมือนเดิม

    ...แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเข้าใจก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์อยู่ดี เพราะงั้นหลายสิ่งหลายอย่าง เราอย่าปล่อยให้มัน Lost in Conversation เลย


    2.

    เราโตมากับหนังสือ เวลาเห็นคนเขียนหนังสือก็คิดว่า ดีจัง ที่ได้บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เราเองก็อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองบ้าง แล้วโอกาสก็มาถึงจนได้

    ทั้งหมดทั้งมวลในเล่มนี้เริ่มต้นจากเรื่องสั้นที่เคยเขียนเอาไว้เมื่อสองปีก่อน เป็นเรื่องสั้นว่าด้วยความคิดสองฝั่งของคนสองคน พอได้กลับไปอ่าน เรารู้สึกว่าการเล่าเรื่องแบบนี้มันยังบอกเล่าอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง เลยพยายามรวบรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่เคยเจอมาแต่งเป็นเรื่องเป็นราว
    เล่าผ่านความคิดของคนสองคน (ที่อาจจะไม่ได้พูดออกมา) ในความสัมพันธ์หลายๆ แบบ

    ก่อนจะเขียนเล่มนี้ เราก็เคยเขียนอะไรมาบ้างด้วยหน้าที่การงานและความชอบสมัยเรียน เลยคิดว่าการจะเขียนหนังสือสักเล่มคงไม่ยากเท่าไหร่

    จนถึงตอนที่เขียนจริงๆ ในขณะที่เดดไลน์ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เราเลยได้รู้ซึ้งว่ามันยากกว่าที่คิดมาก เราบอกตัวเองว่ากำลังเขียน Fiction แต่ยังไม่ชำนาญพอ เลยเผลอหยิบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของหลายคนในชีวิตเข้ามาผสมด้วยในบางเรื่อง (จริงๆ คือคิดพล็อตไม่ทัน) ถ้าใครอ่านแล้วเจอตัวเองในนั้นก็อย่าได้แปลกใจเลย

    และสำหรับหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มแรกในชีวิตของเรา ใครอ่านแล้วรู้สึกงงหรือหลงทางระหว่างบทสนทนาไปบ้างก็ขอให้พับเก็บไว้ก่อน ยังไม่ต้องอ่านรวดเดียวจบ อ่านวันละเรื่องสองเรื่องก่อนนอนก็ได้

    แค่มีคนเปิดอ่านแล้วรู้สึกอะไรบางอย่างกับสักเรื่องในเล่ม เราก็ดีใจแล้วค่ะ




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in