A Part Time Wanderermaycndp
สวัสดีลมหนาว ณ คันไซ (1)
  •                

                  ถ้าให้พูดถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออก ประเทศญี่ปุ่นคงเป็นประเทศที่ใครหลาย ๆ คนก็ต่างนึกถึงและเป็นตัวเลือกแรก ๆที่คนให้ความสนใจที่จะไปเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต และเราก็เป็นหนึ่งในนั้น

                นี่เป็นการเที่ยวต่างประเทศเองครั้งแรกในชีวิต มีแค่เรากับเพื่อนอีกหนึ่งคนที่ช่วยกันจัดการทุกอย่างตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายเพราะแบบนั้นเลยยิ่งทำให้รู้สึกตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ โดยการไปเที่ยวในครั้งนี้เรากำหนดวันเที่ยวไว้ประมาณหนึ่งอาทิตย์เท่านั้นเลยทำให้เที่ยวได้แค่ภูมิภาคเดียวหรือถ้าไปมากกว่านี้อาจทำให้เหนื่อยมากและเก็บสถานที่ได้ไม่ครบสุดท้ายเราก็ตกลงกันได้ว่าทริปญี่ปุ่นในครั้งนี้เราจะเดินทางไปสัมผัสอากาศในแถบภูมิภาคคันไซกันโดยไปหลัก ๆ สามเมืองได้แก่ โอซาก้า เกียวโต และนารา 

                  และการไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงเดือนธันวาคมถือว่าเป็นฝันหวานของเราเลยแหละ

    .

    .

    .

    .

    .

                เราเดินทางมาถึงสนามบินคันไซช่วงประมาณสาย ๆ โดยกะว่าถ้าเดินทางจากที่นี่ไปถึงโรงแรมก็น่าจะเที่ยงพอดีเพื่อที่ว่าจะได้หาอะไรกินแถวนั้นแล้วเข้าที่พักเลย ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีจนกระทั่งนั่งรถไฟมาถึงที่หมายเรากับเพื่อนดันหลงทางขึ้นมา จากสถานีรถไฟถึงโรงแรมเราใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงทั้งๆ ที่ความจริงแล้วต้องใช้เวลาเดินทางเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้น นึกแล้วก็ยังขำไม่หาย

              ถึงแม้อุณหภูมิข้างนอกหนาวถึงสิบกว่าองศาแต่การที่ต้องเดินลากกระเป่าใบโตขึ้นลงจากทางเดินใต้ดินทำให้เหงื่อออกไม่น้อยเลยถ้าเป็นที่ไทยคงแย่เพราะอากาศร้อนไปแล้ว แต่ที่นี่อากาศดีมาก ๆ เหมือนที่คิดไว้แถมบ้านเมืองก็สะอาดหูสะอาดตาตามที่ใคร ๆ ก็ต่างบอกกล่าว นั่นทำให้สองชั่วโมงที่เสียก็คุ้มอยู่เหมือนกัน

    บ้านเมืองสวยมาก ไม่ว่าจะถ่ายมุมไหนก็ดูดีไปหมด เหมือนในซีรี่ส์เลย

                เพราะมัวแต่เดินหาโรมแรมเลยยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงตามที่คิดไว้และเพราะเหนื่อยเกินที่จะเดินหาร้านอาหารต่อเรากับเพื่อนเลยตัดสินใจเดินเข้ามินิมาร์ทข้างโรมแรมแทน ด้านในมีของเยอะแยะมาก แล้วแต่ละอย่างก็น่าสนใจทั้งนั้น สมกับเป็นประเทศญี่ปุ่นจริง ๆ เลย และได้ไปลองชิมอันนี้มาอร่อยมาก ถ้าใครชอบกินพีชโยเกิร์ตอยู่แล้วไปลองได้ค่ะ ราคาไม่แพงด้วย

    รีบถ่ายไปหน่อยเพราะอากาศหนาวมาก แต่อร่อยจริง ๆ นะ

     

                พอมาถึงห้องก็หลับเป็นตายเลยเพราะบนเครื่องบินก็แทบไม่ได้นอน แถมเดินเหนื่อยหลังจากลงเครื่องบินอีกตื่นมาอีกทีก็หกโมงกว่าแล้ว และนี่เป็นวิวที่ได้จากหน้าต่างโรงแรม เราค่อนข้างชอบ เหมือนที่ดูในหนังเลย ริมหน้าต่างก็กลายเป็นมุมที่เราชอบที่สุดในห้อง ตอนไปถึงตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจะได้เจอมุมแบบนี้กับเขาบ้าง



                คืนนี้เรากับเพื่อนตัดสินไปกินอาหารเย็นกันที่ย่าน Dotonbori ชื่อดังที่ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องมาเมื่อมาที่โอซาก้า และบอกเลยว่าจากสถานที่ทั้งหมดที่ไปมาเราชอบที่นี่มากที่สุดเพราะให้ความรู้สึกเหมือนเดิน walking street ตอนกลางคืนที่อากาศเย็นสบายแล้วอารมณ์ดีมาก ๆ แถมได้กินของอร่อยอีก วันนี้ได้ลองแวะชิมอาหารหลากหลายตามที่คิดไว้ทั้งยากิโซบะ ทาโกยากิ เกี๊ยวซ่า และโอโคโนมิยากิ ทั้ง ๆที่ปกติแล้วเราเป็นคนกินอาหารญี่ปุ่นไม่ค่อยเก่งแต่อาหารที่นี่อร่อยมากจนหยุดแทบไม่อยู่เลย แต่ว่าเราได้ถ่ายรูปเก็บไว้เพียงแค่ทาโกยากิเท่านั้นเพราะมัวแต่ห่วงกินและตื่นเต้นกับสถานที่จนลืมไปหมด

    ป้ายกูลิโกะที่ต้องมาถ่าย





    หลังจากกินข้าวเสร็จก็ได้เดินเล่นอยู่สักพักถึงแม้จะดึกแล้วแต่คนก็ยังพลุกพล่านอยู่แถมร้านค้าก็ยังเปิดต้อนรับลูกค้าเป็นอย่างดีเดินไปเดินมาก็ไปได้กาชาปองติดมือกลับมาด้วยตู้กาชาปองที่ญี่ปุ่นมีให้เลือกหลากหลายแถมของข้างในก็น่ารักตามแบบฉบับของญี่ปุ่นด้วย ระหว่างที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็มีคนเดินมาไม่หยุดเลยพูดได้ว่ามีคนให้ความสนใจค่อนข้างเยอะทีเดียว

    พอเริ่มดึก อากาศก็หนาวขึ้นเรากับเพื่อนจึงตัดสินใจเดินทางกลับที่พักไปพักผ่อนหาความอุ่นใส่ร่างกายสักหน่อยแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเดินทางกันต่อ สำหรับวันนี้ทั้งหมดนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้วสำหรับครึ่งวันที่ผ่านมา

    .

    .

    .

    .

    .

                วันที่สองในญี่ปุ่นก็ได้เริ่มต้นขึ้น วันนี้เริ่มชินกับอากาศข้างนอกบ้างแล้วเลยรู้สึกสบายขึ้นมาบ้างแต่ก่อนออกเดินทางต้องหาอะไรลองท้องกันก่อน จริง ๆ ปกติแล้วเราไม่ค่อยกินข้าวเช้าเท่าไหร่แต่เพราะวันนี้ตื่นเช้าและอาจจะต้องใช้พลังงานไปกับการเดินทางเยอะเลยขอซื้อตุนไว้หน่อย

                เรามาเริ่มกันที่สถานีรถไฟ Osaka Station หรือ Umeda Station ซึ่งตรงนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมรถไฟจากทั่วทุกสารทิศทำให้การเดินทางสะดวกมาก ๆ และยังใกล้ที่พักเราด้วย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ต้องมาตรงนี้ที่แหละซึ่งวันนี้เป้าหมายของเราไม่ใช่การเที่ยวในโอซาก้าแต่เป็นการออกนอกเมืองไปที่เกียวโตเมืองข้าง ๆ นั่นเอง


                นั่งรถไฟได้สักพักก็มาถึงเมืองเกียวโตแล้วเมืองนี้เงียบสงบกว่าโอซาก้ามาก ผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าและยังรู้สึกถึงความเป็นเมืองเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นโบราณอีกด้วย เราเลือกนั่งรถบัสจากสถานีเกียวโตไปยังวัดน้ำใสซึ่งใช้เวลาเพียงแค่สิบกว่านาทีเท่านั้นระหว่างนั้นก็ได้นั่งชมบ้านเมืองไปในตัวด้วย จนกระทั่งมาถึงทางเดินเข้าซึ่งเป็นทางเดินเล็ก ๆ ไต่ระดับขึ้นไปโดยที่ด้านข้างเป็นบ้านทรงเก่าแก่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปด้านนอกกันอย่างเต็มที่ พูดเลยว่าเราเสียเวลาตรงถนนเส้นนี้้ไปมากเพราะมัวแต่ชื่นชมความสวยงามของเมือง


                เดินมาเรื่อย ๆ ก็ถึงประตูทางเข้าวัด Kiyomizu-dera Temple ที่เต็มไปด้วยผู้คนและสถาปัตยกรรมอันสวยงามตั้งอยู่แต่น่าเสียดายที่ช่วงนั้นตัววัดนั้นได้ปิดซ่อม เลยทำให้เราไม่ได้เห็นตัววัดเต็ม ๆ ตามที่ได้คิดไว้ แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ได้พลาดการดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องลือของที่นี่เรียกได้ว่าถ้าใครได้มาก็ต้องมาต่อแถวเข้าร่วมอย่างแน่นอน ยืนรออยู่นานพอสมควรเพราะคนเยอะมาก ๆ เลย ทั้งคนญี่ปุ่นเองและคนต่างชาติก็ต่างมาร่วมดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์กัน



                เนื่องจากว่าพื้นที่ในวัดมีขนาดที่ใหญ่และมีกิจกรรมมากมาย จึงทำให้เราใช้เวลาในวัดไปเป็นชั่วโมง ข้างบนนั้นอากาศบริสุทธิ์มาก ๆ จนแทบจะไม่อยากไปไหนเลย ได้สัมผัสกับบรรยากาศบนภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้นั้นเหมือนดีท็อกซ์ปอดไปในตัวเลย และก่อนหน้าที่เราจะไปถึงได้มีฝนตกบาง ๆ ยิ่งทำให้กลิ่นดินและหญ้าชัดขึ้นไปอีกมาก

                ระหว่างทางเดินกลับ เราต้องเดินผ่านทางเดิมซึ่งเมื่อถึงช่วงบ่ายๆ เย็น ๆ ร้านค้าตามบ้านเรือนต่าง ๆ เปิดกันเยอะมากขึ้น มีทั้งของที่ระลึก เช่าชุด หรือแม้แต่อาหารทั้งคาวหวานเต็มไปหมดเรียกได้ว่าเรากับเพื่อนแทบจะแวะกันทุกร้านเลยทีเดียวและเพราะเดินเที่ยวกันมานานเลยแวะกินของหวานเพิ่มน้ำตาลในเลือดกันหน่อยซึ่งที่นี่มีร้านขนมที่ทำจากชาเขียวเยอะมาก ๆ จนแทบเลือกเข้าไม่ถูกเลย

     .

     .

    .

                จากโตเกียวถึงโอซ้าใช้เวลาไม่นานมาก เย็นวันนี้เรากลับมาถึงที่พักรอให้ค่ำแล้วค่อยออกไปเที่ยวต่อเพราะสถานที่ที่เราจะไปนั้นเราอยากจะไปตอนกลางคืนมากกว่า เลยขอใช้เวลาตรงนี้ในการพักผ่อนและเก็บพลังสักสองถึงสามชั่วโมงกันสักหน่อย

                อากาศวันนี้หนาวถึงสิบองศาและลมยังแรงอีกด้วยแต่เพราะจากโรงแรมเราสามารถเดินไปได้ เรากับเพื่อนเราคิดว่าถ้าเดินไปอาจจะดีกว่าเพราะถือซะว่าได้ชมบ้านเมืองไปด้วย แต่เพราะเป็นตอนกลางคืนทำให้เรากับเพื่อนหลงอยู่แถวสถานีรถไฟอยู่สักพักหนึ่ง แต่โชคดีที่พอจะมีคนพูดภาษาอังกฤษได้จึงทำให้เราได้ทางที่จะเดินไปยังจุดหมายได้ถูกต้องทางเดินระหว่างที่ไปติดไปประดับเต็มทั้งสองข้างทาง เพราะใกล้ช่วงคริสมาสต์แล้วจึงมีการตกแต่งเยอะเป็นพิเศษ

    พูดเลยว่าทางตรงนี้ถ้ามากับแฟนคงดีไม่น้อยเลย โรแมนติกมาก ๆ

             

               สุดท้ายเราก็มาถึงตึกอูเมดะ หรือ Umeda Sky Building ตึกชมวิวในโอซาก้านั่นเอง แต่ที่เซอร์ไพรสกว่าคือด้านล่างตึกมี Christmas Market ตั้งอยู่ด้วยมีของขายมากมายให้คนจับจ่าย เราก็ได้ลองซื้อขนมปังราดช็อคโกแลตมาไม้นึง กินให้ร่างกายพออุ่น ๆ บ้าง รสชาติก็ใช้ได้เลย แต่เพราะคนด้านในแน่นหนามากทำให้ได้เดินเพียงแค่แป๊บเดียวเราก็ตัดสินเดินเข้าตึกไป

    รูปอาจไม่ชัดมากเพราะถ่ายตอนกลางคืน
    ที่ตกแต่งอยู่ภายในตึก สวยมาก ๆ


                เมื่อมาถึงจุดชมวิว เราแทบจะไม่อยากลงไปด้านล่างเลยถ้าให้เราให้คะแนนก็คงจะเป็น 100 เต็ม 10 จากที่ชอบชมวิวตอนกลางคืนอยู่แล้วยิ่งมาแบบนี้ยิ่งทำให้ชอบมากขึ้นไปอีกแต่น่าเสียดายที่กล้องถ่ายรูปไม่สามารถเก็บความสวยของมันได้หมดเรายืนชมวิวอยู่ด้านบนสักพักใหญ่ ๆ เลย แต่เพราะอยู่ที่สูงแบบนั้นอากาศก็หนาวมากเช่นกันแถบลมยังแรงอีก ถ้าอากาศอุ่นกว่านี้เราน่าจะได้อยู่ด้านบนนานกว่านั้นสักหน่อย ตอนไปถึงเราแทบจะถ่ายทั้งรูปทั้งคลิปส่งไปหาทุกคนที่รู้จักเลย

             ด้านบนมีหลายมุมให้เรายืนชมวิวรอบเมืองแถมยังมีให้คล้องกุญแจด้วย แต่เพราะเราไปตอนมืดแล้วเลยมองไม่ค่อยเห็นอะไรสักเท่าไหร่ ถ้าไปตอนกลางวันน่าจะทำได้สบาย ๆ


              หลังจากได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศด้านบนสักพัก พอถึงเวลา เรากับเพื่อนก็ตัดสินใจพากันเดินออกมาเนื่องจากว่าวันนี้เรามีนัดกับเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นคนนึงต่อ เพราะฉะนั้นเราเลยมุ่งหน้าไปที่ห้างแทนที่จะกลับที่พัก หลังจากนั้นเราก็ได้ไปกินของกินเล่นแล้วนั่งคุยกันต่อนิดหน่อย ถือซะว่าได้มาเจอเพื่อนอีกคนสมัยเรียนมัธยม
             เราต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตให้อีกฝ่ายฟัง เหมือนเวลาผ่านไปแป๊บเดียวก็ดึกมากแล้ว ถึงเวลาที่ต้องลากันกลับที่พักแล้ว ☺


            แม้จะผ่านไปแค่สองวัน แต่เราก็เริ่มชินกับชีวิตที่นี่แล้ว ถึงตอนแรกมี culture shock หลายอย่างเลย แต่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับคนในพื้นที่จะได้เที่ยวได้สบายขึ้น แถมยังได้ศึกษาวัฒนธรรมความเป็นอยู้ของคนญี่ปุ่นในคันไซไปตัวอีก เราสนุกทุกครั้งที่ได้เริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ และได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่มาเจอกับตัวแบบนี้ และตอนนี้เราก็พร้อมแล้วสำหรับการผจญภัยในวันต่อไป

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in