บทความ (Article)mary mist
The origin of human under the world of mirror shadow
  • The origin of human under the world of mirror shadow

    By. MARY MIST


     

     

    "The strange is made familiar and the familiar strange as we seek to understand ourselves through texts that question our ideas of who we are and what we are not. Whether we look within our society or to other nations, into the future or to another world, we learn about the alien within ourselves which we may not always recognise or want to admit."

     


                จากเรื่องราวของโลก มนุษย์ และมนุษย์ต่างดาวในเรื่อง The War of the Worlds และ The Story of Your Life นั้นเป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาวหรือเอเลี่ยนอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองเรื่องเล่าไปในทิศทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงแม้ว่าใจความหลักคือ “การบุกโลกของเอเลี่ยน” ถ้าหากได้อ่านเพียงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งคงไม่อ่านเห็นข้อแตกต่างหรือข้อเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนแต่สองเรื่องนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนของกันและกัน การมีอยู่ของมนุษย์และโลกที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เรื่องราวของดินแดน และความเป็นกลุ่มของชาติพันธุ์และผลประโยชน์ที่มนุษย์ใฝ่หาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด รากฐานทางวัฒนธรรมและศาสนาและการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์บนผืนโลกสะท้อนซึ่งกันและกันผ่านมนุษย์เช่นกัน

     

    ประเด็นที่ต้องการจะอภิปรายในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองหัวข้อใหญ่นั่นคือ การยึดครองดินแดน และ จิตวิญญาณของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นไปที่เอเลี่ยนแสดงตัวอย่างไรและเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์เองอย่างไร ไม่เพียงแค่นั้น ทั้งสองหัวข้อยังเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างโลกในแบบฉบับของยูโทเปีย หรือโลกในอุดมคติขึ้นมาอีกด้วย (Utopia)

     

                ในเรื่องของการยึดครองดินแดนนั้นตามเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ทุกคนเห็น ประเทศที่มีอำนาจมากกว่า มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากกว่า เช่น เทคโนโลยี ความคิด อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ นั้นมักจะรับบทบาทเป็นผู้ล่าเสมอเพราะมีความสามารถและความเป็นไปได้ในการยึดครองประเทศอื่น ๆ มากกว่า ในเรื่อง The War of The Worldฉากที่เริ่มมีการเอ่ยถึงมนุษย์ต่างดาวและได้ปรากฏออกมาในรูปแบบที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง มีพลังมากกว่า การพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีนั้นก้าวไกลยิ่งกว่ามากและจุดประสงค์ของการมายังโลกมนุษย์ก็ชัดเจนคือเพื่อยึดครองสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์กลับไปเพื่อให้ดาวเคราะห์ของตนเองนั้นไม่สูญสลาย สิ่งที่ชวนสงสัยคือ ในขณะที่ดาวเคราะห์ของมนุษย์ต่างโลกกำลังอยู่ในจุดที่วิกฤติทำไมเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวยังคงใช้งานได้จนสามารถทำลายโลกจนยุ่งเหยิง นั่นเป็นเพราะความสามารถในหลาย ๆ อย่างของพวกเขาก้าวไกลไปเกินกว่าบนโลกหลายเท่าและมาด้วยความโหดเหี้ยม ไร้ความสำนึกหรือรู้สึกผิด ไม่มีความคิดที่จะล่าถอยเป็นลักษณะที่ตรงข้ามกับนิยามของ “ความเป็นมนุษย์” ที่บนโลกรู้จักกันดี ซึ่งไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นไปตามนั้นเช่นกัน ในหลายรอยปีที่ผ่านมามีการก่อสงครามมากมายนับไม่ถ้วน มนุษย์ต่อสู้กันเพื่อแย่งบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ของฝ่ายตน ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเป็นเจ้าของ การกระทำและความคิดของพวกเอเลี่ยนก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ทำร้ายกันและกันมาตลอด 

    ประเด็นสำคัญคือมองว่าการล่าอณานิคมนั้นเป็นเรื่องปกติของผู้ที่มีอำนาจ ฝ่ายที่รู้ตัวว่าอำนาจน้อยกว่าก็ไม่แปลกใจอะไรที่จะมีการล่าอณานิคมพื้นที่ของตนเองเพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็สร้างผลประโยชน์เช่นกัน อย่างเช่น การพัฒนาให้พื้นที่ที่จนกว่าเจริญมากขึ้นจนเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้เข้ามามากมาย การสู้รบเพื่อแย่งชิงหรือครอบครองจึงกลายเป็นเรื่องที่อยู่คู่มากับมนุษย์


    “This isn’t a war,” said the artilleryman “It never was a war, any more than there’s war between man and ants.”

    “But what if there is? They’ll get it right again. And even if there’s a delay, how can it alter the end? It’s just men and ants. There’s the ants builds their cities, live their lives, have wars, revolutions, until the men want them out of the way, and then they go out of the way. That’s what we are now—just ants. Only——” “Yes,” I said. “We’re eatable ants.”

      

    จากตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามนุษย์เปรียบตัวเองเป็นมดตัวเล็ก ๆ ที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงและกำลังในการต่อสู้และเปรียบผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าเป็นดั่งมนุษย์ที่ซึ่งเป็น ‘เพศชาย’ ผู้มีทั้งพละกำลังและอำนาจเหนือกว่า หลักฐานยืนยันความเป็นผู้ปกครองของมนุษย์ที่เป็นเพศชายที่ได้รับความนับถือจนได้ชื่อว่าเป็นอัศวินหรือนักรบการได้รับการเยินยอหรือถูกจารึกก็เป็นผลมาจากการแหกกฎบางอย่างของการมีอยู่ของมนุษย์เช่นกันซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อของโลกในอุดมคติภายหลัง แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่ามนุษย์นั้นทำกับคนอื่นไว้อย่างไรโดยเฉพาะประเทศอังกฤษเองที่ผู้เขียนตั้งใจที่จะนำเสนอถึงพื้นที่ของประเทศนี้และนำเสนอเกี่ยวกับการล่าอณานิคมของประเทสอังกฤษในยุควิคตอเรียนโดยเปรียบประเทศที่ถูกล่าอณานิคมเป็นมดตัวเล็กที่ไร้กำลังและสามารถถูกกลืนกินไปโดยหมดสิ้นจนไร้ซึ่งพื้นที่ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมและความคิดไปเสียหมด

     

    ความเคยชินเหล่านี้ทำให้มนุษย์ไม่เกิดการตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป ในเรื่อง The Story of Your Life ทันทีที่มีการพบมนุษย์ต่างดาวบนผืนโลกเรื่องก็ถูกโยนให้ฝ่ายทหารของประเทศจัดการทันทีและมีการเตรียมอาวุธพร้อมอีกทั้งทุกคนต่างเกรงกลัวและคิดไปว่า “เอเลี่ยนจะมาทำร้ายมนุษย์” แม้ว่าตลอดการทำงานในครั้งนี้จะมุ่งหาจุดประสงค์ของการมาก็ตามแต่ทุกคนไม่สามารถละทิ้งความกลัวการถูกทำร้ายได้ ส่วนหนึ่งเพราะเรามองว่าฝ่ายที่บุกรุกนั้นเป็นศัตรูเสมอซึ่งในบางครั้งเป็นพวกเดียวกันแต่มนุษย์กลับมีความเกรงกลัวในอำนาจซึ่งกันและกันเอง



     

    Chapter 1

    พวกเดียวกัน

     

                วรรณกรรมทั้งสองเรื่องเป็นเหมือนกระจกสะท้อนกลับซึ่งกันและกัน เรื่องนึงนำเสนอในเชิงเสียดสีมนุษย์แต่ไม่ได้บอกตรง ๆ เพราะอาจอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่าเอเลี่ยนคือสิ่งมีชีวิตคนละพวกกับมนุษย์ซึ่งหมายถึง ศัตรู จึงใช้เอเลี่ยนเป็นเครื่องมือหรือสื่อกลางในการช่วยนำเสนอความโหดเหี้ยมของมนุษย์เอง ในมุมมองนี้ทำให้เกิดคำถามว่าและมันต่างจากการที่เขียนเล่าเรื่องของการทำสงครามอย่างไร ทำไมจึงไม่เขียนในแง่ประวัติศาสตร์ไปเลย เพราะต้องการให้คนที่อ่านได้เห็นว่าคนที่จะสามารถทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นได้ต้องเป็นคนละพวกเท่านั้น เพราะเอเลี่ยนนั้นไม่ใช่มนุษย์แน่นอนและการกระทำของเอเลี่ยนในวรรณกรรมเรื่องนี้ก็ไม่ควรเป็นฝีมือของมนุษย์เช่นกัน ในช่วงท้ายของเรื่องที่ท้ายที่สุดเอเลี่ยนก็ตายไปและทั้งเมืองเต็มไปด้วยสีแดง ความตายนั้นเกิดจากเชื้อโรคในอากาศและอาหารบางอย่างที่ทำให้เอเลี่ยนนั้นตายเพราะร่างกายไม่สามารถทนต่อสิ่งแปลกปลอมของคนคนละพวกได้ ท้ายที่สุดโลกก็ไม่ได้ถูกยึดไปแต่อย่างใดเป็นแนวคิดของความปรองดองและสันติสุขระหว่างมนุษย์ที่ควรเกิดขึ้นมากกว่าการฆ่าล้างกันเอง 


              ขอยกตัวอย่างจากในภาพยนตร์เรื่อง Arrival ซึ่งเป็นการนำเนื้อเรื่องจากนิยายเรื่อง The Story of Your Life ไปสร้างเป็นหนัง จุดประสงค์ของการมาของเอเลี่ยนคือเพื่อมาเตือนมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ภาษาของ Heptapod มาเพื่อเปิดความคิดของมนุษย์ มันมาพร้อมกับวัฒนธรรมของตัวภาษาทำให้ผู้ที่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งสามารถเข้าใจวิธีการคิดของภาษานั้นได้ ซึ่งในส่วนนี้ตัวละครในวรรณกรรมเองก็ได้เอ่ยไว้เช่นกัน และเมื่อวิเคราะห์ร่วมกับเรื่อง The War of The Worlds ทำให้เห็นว่าทั้งสองเรื่องสื่อถึงประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกันของมนุษย์บนโลกเอาไว้เหมือนกัน


     

                “More interesting was the fact that Heptapod B was changing the way I though” (The Story of Your Life, pp. 21) 

     

    ความคิดเกี่ยวกับความเป็นพวกเดียวกันพัฒนามาจากการจับตัวเป็นกลุ่มของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมาแต่แรก การแบ่งแยกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ข้อบัญญัติ ศาสนาเป็นสิ่งที่คอยแบ่งและปลูกสร้างคนแต่ละกลุ่มขึ้นมาเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในโลกเดียวกัน และมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต่อสู้กันเช่นกันไม่มากก็น้อย การเข้าครอบครองของลัทธิหรือศาสนาอื่นมีเกิดขึ้นจริงบนโลก การที่มนุษย์ถูกแบ่งกลุ่มนั้นก็ยังคงอยู่ภายใต้คำว่าโลกแห่งยูโทเปีย หรือเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบเพราะมนุษย์ที่ต่างมีขีดจำกัดมากมายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอิสระ แต่เพราะความแตกต่างนี้เองที่ควรจะส่งผลดีเพียงอย่างเดียวกลับทำให้คนบางบกลุ่มเกิดความโลภและต้องการให้มีเพียงสิ่งที่ตนยึดถือเท่านั้นที่มีอำนาจอยู่บนโลกใบนี้ เช่น การเข้ามาเผยแพร่ของศาสนาคริสต์ในช่วงสงคราม หรือการเกิดสงครามครูเสด มีการล่าผู้นำศาสนาของลัทธิอื่นเพื่อทำลายและให้มนุษย์เปลี่ยนจุดศูนย์กลางที่ทุกคนกำลังยึดถืออยู่

     

    ดังนั้นสิ่งที่ต้องการที่จะนำเสนอคือโลกใบแบบที่คนบนโลกต้องการนั้นมีนิยามหรือคำจำกัดความที่แตกต่างกันออกไปแต่อยู่ภายใต้คำจำกัดความเดียวกัน โลกในอุดมคติ หรือ Utopia ในความหมายหนึ่งคือโลกที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้แม้ว่าจะมีความแตกต่างแต่อยู่ในพื้นที่ของตนเองและยึดถือตามหลักชาติพันธุ์ที่ตนเองนับถือและนั่นจะหมายถึงการสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างแท้จริง แต่ในอีกความหมายหนึ่งคือเป็นความหมายที่คนบางกลุ่มนั้นไม่ยึดมั่นในความแตกต่างหรืออำนาจที่สามารถมีพลังได้เช่นกันแต่กลับต้องการให้สิ่งที่ตนเองยึดถือเผยแพร่ไปสู่มนุษย์กลุ่มอื่นด้วยจึงทำให้เกิดการแย่งชิงดินแดนขึ้นและทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ผู้ยึดอำนาจนั้นต้องการ และหลักความคิดจากการสร้างผลงานทั้งในวรรณกรรม The Story of Your Life และในภาพยนตร์ Arrival ที่บอกถึงความเป็นโลกในอุดมคติหรือมนุษย์ในแบบอุดมคติได้ชัดเจนมากขึ้น

     


     

    Chapter 2

    โลกยูโทเปียและจิตวิญญาณ

     

    ในเนื้อเรื่อง The Story of Your Life ได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงเจตจำนงของผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในความเชื่อของศาสนาไหน ๆ ก็ตาม ตัวละครอย่างด็อกเตอร์หลุยส์ แบงค์ ที่เป็นมนุษย์แบบอย่างที่เนื้อเรื่องได้นำเสนอ โดยเริ่มจากการเป็นคนธรรมดาที่มีความสามารถทางด้านภาษาและศึกษาทางด้านนี้มาโดยตรง เนื้อเรื่องค่อย ๆ สอดแทรกความลึกซึ้งของการศึกษาภาษาว่าการที่เราจะสามารถเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างได้นั้นจำเป็นต้องเข้าใจพื้นเพอื่น ๆ ให้ได้อย่างถ่องแท้ แต่ไม่ใช่แค่กับความสามารถทางภาษาที่เก่งขึ้นเท่านั้น ในเนื้อเรื่องได้แสดงให้เห็นวิวัฒนาการต่าง ๆ ของหลุยส์ ทั้งการได้ยินหรือเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในท้ายเรื่องได้เฉลยว่าสิ่งนั้นที่เกิดขึ้นกับหลุยส์คือการเห็นอนาคตซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ถึงภาษานั้นอย่างลึกซึ่งจนรับเอาวิธีการคิดหรือพื้นเพ วัฒนธรรมของภาษาเหล่านั้นมาด้วย หลุยส์เปรียบเสมือนตัวแทนของมนุษย์ที่มีความเป็นมนุษย์ปกติทั่วไปที่มีความรู้สึก มีตัวตน มีความรัก ความโลภ ความหวัง มีการสร้างครอบครัว มีความต้องการมากมายในชีวิต แต่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนที่รับการสั่งสอนมาจากศาสนาใดศาสนานึงนั่นคือการต้องละทิ้งสิ่งที่มนุษย์นั้นมีออกไปให้หมดเพื่อพบกับเส้นทางของชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งการเข้าถึงภาษานั้นทำให้เหมือนจิตวิญญาณของหลุยส์ถูกยกระดับขึ้นไปเหนือกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ 


    และจากชื่อเรื่องของวรรณกรรมนั้นจะเห็นได้ว่าทุกคน ที่ซึ่งหมายถึงผู้อ่านเองสามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ เพราะการตัดสินใจของหลุยส์เองก้เกิดจากความเข้าใจวงจรชีวิตของมนุษย์ซึ่งความเจ็บปวดและความตายไม่ส่งผลกระทบตัวเธอแล้วและถ้าเรียกตามหลักศาสนาสามารถเรียกเป็นคำที่คุ้นชินได้ว่า “บรรลุ” ซึ่งการบรรลุนี้ถือเป็นจุดที่เกือบจะสูงที่สุดแล้วของจิตวิญญาณดวงหนึ่งที่จุติขึ้นมาบนโลกและตัวละครเองก็ทำสำเร็จในขั้นนี้ สิ่งนี้คือภารกิจของมนุษย์เสียด้วยซ้ำตามหลักของศาสนา เพื่อยุติการเวียน ว่าย ตาย เกิดโดยการเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตและโลกอย่างถ่องแท้ ถ้าหากทุกคนทำได้แบบนี้ก็จะสามารถทำให้มนุษย์ทุกคนหลุดจากบ่วงได้ทั้งหมด ความต้องการ ความโลภต่าง ๆ มากมายก็จะหมดไปซึ่งหมายถึงการต่อสู้ของมนุษย์ด้วยไม่ว่าจะทางใดก็ตาม จะเห็นได้มาตั้งแต่โลกอุบัติขึ้นนั้น ศาสนาก็อยู่คู่กับมนุษย์มาตลอดและคำสอนนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย สาเหตุที่การมีอยู่ของศาสนานี้ยังคงต้องมีอยู่ต่อไปก็เป็นเพราะโลกใบนี้ยังไม่สามารถเป็นโลกในอุดมคติได้ และจากในเรื่อง Arrival เองก็ยังคงเห็นว่ามีตัวละครที่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงของมนุษย์และความเป็นจริงของโลกใบนี้ได้

     

    ความเป็นมนุษย์ที่สำเร็จของหลุยส์นั้นยังคงสมบูรณ์แบบเพราะหลุยส์เองก็ยังเข้าใจมนุษย์บางกลุ่มอย่าง แกรี่ เองที่ยังคงไม่สามมรถยอมรับได้โดยไม่ไปบังคับแต่อย่างใดและปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกของโลกและเส้นเวลาไม่มีผลกระทบต่อหลุยส์อีกต่อไป Heptapod ดำรงอยู่โดยปราศจากเส้นแบ่งเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต กาลเวลาไม่มีผลทำให้รู้สึกเจ็บปวดในอดีตเพราะได้หลุดพ้นจากเส้นเวลานั้นแล้วและเหตุกาณ์ในอนาคตที่ชวนปวดใจอย่างการที่ลูกสาวของเธอจะเป็นโรคร้ายและตายจากไปและสามีที่ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับอนาคตของตนเองที่ต้องเผชิญเช่นเดียวกัน หลุยส์หลุดพ้นจากเส้นเวลาทั้งหมดและเข้าใจวงจรชีวิตที่เป็นเรื่องปกติของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแท้จริง

     


    At that stage of your life, there'll be no past or future for you; until I give you my breast, you'll have no memory of contentment in the past nor expectation of relief in the future. Once you begin nursing, everything will reverse, and all will be right with the world. NOW is the only moment you'll perceive; you'll live in the present tense. In many ways, it's an enviable state. (The Story of Your Life, pp. 27)


     

    การมีอยู่ของหลุยส์เองยังเทียบได้กับศาสดาอีกด้วย ยกตัวอย่าง เจ้าชายสิทธัตถะที่ชาวพุทธรู้จักกันดี เมื่อสำเร็จมาถึงขั้นบรรลุแล้ว การเผยแพร่ศาสนาต่อก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติหรือสามารถทำได้โดยไม่เป็นการบังคับใคร ซึ่งเธอได้เขียนหนังสือบอกเล่าเกี่ยวกับภาษา Heptapod B อีกนัยนึงเหมือนกันการให้มนุษย์ได้สัมผัสด้วยตนเองและเปิดความคิดด้วยตนเองซึ่งถ้าทุกคนทำได้นี่ก็อาจเป็นการเกิดขึ้นได้จริงของโลกแบบอุดมคติในรูปแบบหนึ่ง


    ภาพที่ได้ถูกสะท้อนกับไปเป็นไปในรูปแบบของเรื่อง The War of The Worlds ตั้งแต่การมีอยู่ของมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ทุกคนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาไปถึงขั้นของด็อกเตอร์หลุยส์ แบงค์ อย่างที่ได้นำเสนอไปว่าภาพของเอเลี่ยนในเรื่องได้เป็นเงาสะท้อนของมนุษย์อีกทีนึงซึ่งยังคงมีทั้งความโลภที่เต็มเปี่ยม แม้ว่าสุดท้ายก็ตายไปตามวงจรชีวิตแต่ภาพภายหลังจากที่มนุษย์ดาวอังคารได้ตายไปนั้นเมืองก็เต็มไปด้วยสีแดงกลบไปหมดและแม้ว่าเราจะยังไม่เห็นชีวิตความตายของหลุยส์แต่ก็สามารถบอกได้ว่าจิตวิญญาณของทั้งของสิ่งนี้แตกต่างกันมากซึ่งเป็นไปได้อีกตามหลักศาสนาที่มนุษย์หรือเอเลี่ยนที่เป็นตัวแทนในเรื่อง The World of The Worlds นั้นจะกลับมาเวียน ว่าย ตาย เกิด หรือเรียกได้ว่าเข้าวัฏฐจักรชีวิตใหม่อีกครั้งและยังไม่นิพพาน ซึ่งในเส้นทางของหลุยส์นั้นสามารถพัฒนาไปถึงขั้นนั้นได้

     

    และทั้งหมดนี้คือการนำเสนอความเป็นมนุษย์ในด้านของการเติบโตในทางจิตวิญญาณที่กำลังถูกพัฒนาและอยู่คู่กับมนุษย์มาตลอดตั้งแต่โลกใบนี้กำเนิดขึ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ที่วรรณกรรมทั้งสองเรื่องได้นำเสนอออกมานั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังคงเป็นอยู่และเพื่อให้ได้มองย้อนพฤติกรรมของมนุษย์และเรียนรู้ข้อความจริงผ่านงานเขียนในปัจจุบันโดยกำลังหาทางมุ่งไปสู่หนทางที่สามารถถือกำเนิดความเป็นอุดมคติในแง่ใดแง่หนึ่งได้ผ่านการพัฒนาของมนุษย์ตามตัวอย่างผลลัพธ์ที่สำเร็จไปอีกขั้นจากตัวละครในวรรณกรรม

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in