เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Kat-san Diary -TOKYO-Vuttiphong Mahasamut
Kat-san Diary -TOKYO- DAY 2
  • DAY 2 // NAKA MEGURO-DAIKANYAMA-JIUGAOKA-SHIBUYA

    เริ่มต้นวันที่สองด้วยอาการเหนื่อยล้า วันนี้ตื่นราวๆ 8 โมง  Kat-san ชวนทำโยคะเพื่อเป็นการยืดเส้น เปิดดูคลิปจากยูทูปที่คุ้นเคย(ครูฝึกคนเดิม productionฟิวประมาณวีดีโอสื่อการสอนโยคะของโรงเรียนมัธยม) ผมมีปัญหากับกล้ามเนื้อต้นขา จำได้ว่าเมื่อก่อนสามารถยืดได้มากกว่านี้ แต่ทำจนจบแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมานิดนึง ประมาณ 20% 

    ใครไม่สนใจโยคะ ข้ามไปได้!!



    ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากที่พัก ผมรู้เลยว่าวันนี้น่าจะยาวนาน เท้าซ้ายมีอาการเจ็บตั้งแต่ก้าวออกมา แต่ก็ต้องเริ่มภาระกิจแรกของวัน ทิ้งขยะ!!!

    ต้องแยกขยะ เผาได้ กับ เผาไม่ได้



    ออกจากที่พักตอน 9 โมง  วันนี้ลองเดินไปสถานี Otsuka จากอีกด้านนึง ข้ามสะพานมาจนถึงระแวกร้านค้า แถวนี้ดูเหมือนจะมีร้านอาหารประเภทราเม็งเยอะดี เริ่มหิวแต่ไม่รู้ว่าควรจะกินอะไรที่ไหน เดินไปเรื่อยแล้วก็คุยตลอดทางว่า อันนี้น่าสนใจ!! ร้านนี้น่าลอง!! เดี๊ยวมาลองกัน!!  สุดท้ายมาจบที่ร้านสะดวกซื้อ ข้าวปั้น2ก้อน กับน้ำหนึ่งขวด (เก็บท้องไว้ก่อน)  ข้าวปั้นที่ญี่ปุ้นอร่อยมาก นุ่ม กินง่าย รสชาติถูกปากทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่(มีหลายไส้ หลายหน้า)  บางเจ้าใช้ข้าวข้าวโคชิฮิการิจากจังหวัดนิงาตะ แต่เท่าที่ผมลองมา ข้าวเขาก็อร่อยนุ่มทุกเจ้าเลยนะ



    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    Traveling Tips 01
    บัตร Suica 
    ภาพจาก Google ของที่ใช้จริงลืมถ่ายรูปและโดนยึดไปแล้วตอนแลกเงินคืน

    ชีวิตสะดวกสบายขึ้นเมื่อมีบัตรนี้ เนื่องจากทริปที่ผมไปค่อนข้างมาราธอนและคงจะเสียเวลาโดยรวมหลายชั่วโมงในการกดตู้ซื้อบัตรทุกครั้งที่ต้องขึ้นรถไฟ  ผมคิดว่ามันประหยัดกว่าการซื้อบัตรรายวันเพราะบางที เราขึ้นรถไฟไม่คุ้มกับค่าบัตร (เพราะบางสถานีสามารถเดินไปหากันได้) แถมยังใช้ซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้ --Recommended for marathon shoppers and tourists--



  • Naka Meguro Walk To Daikanyama
    (เดินเลียบคลองน้ำแห้ง-หลบฝนที่ร้านหนังสือ2แห่ง-อาหารกลางวันในบ้านสไตล์Kyoto)

    ลงรถไฟที่สถานี Ebisu  แล้วต่อ Metro Hibiya Line มาลงที่ Naka Meguro ทันทีที่ลงมา สภาพอากาศด้านนอกอึมครึม เราตั้งใจว่าจะเดินชมวิวไปจนถึง Daikanyama 

    ตอนลงที่ Ebisu สถานีนี้น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยร้านขนมและร้านขายของ อีกครั้ง!!! ผมเจอตู้กาชาปอง( Gachapon หรือตู้หยอดเหรียญหมุนไข่) คอลแลคชั่นของสายรถไฟ Yamanote!! (อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่อง กาชาปอง เพราะว่า Kat-san หมดเงินไปกับมันเยอะมาก ไว้ค่อยเล่า)  

    เดี๊ยวมาแกะรวมคอลเลคชั่นให้ดูว่าได้อันไหนบ้าง รอลุ้นวันสุดท้าย!!!


    เมื่อถึง Naka Meguro ท้องฟ้าเริ่มอึมครึมทึบ คาดว่าฝนน่าจะตกลงในไม่ช้า มองในแง่ดี แดดจึงไม่ร้อน พวกเราเลียบคลอง ผ่านร้านค้าต่างๆตามมุม เดินชื่นชมบรรยากาศรอบๆ




    เดินมาจนถึงโซนของ Daikanyama  ผ่านร้านขายเบียร์(เห็นที่บ่มเบียร์ด้วยนะ) เพื่อเข้าไปใน Log Road

    แวะกินโดนัทกับกาแฟ


    สถานที่ต่อไปคือ Daikanyama T Site  ศูนย์รวมหนังสือหลากหลายชนิด พื้นที่ขนาด2คูหา(มีทางเชื่อมตรงกลาง เป็นร้านอาหารหรู)  เดินวนไปวนมาซักพัก ฝนตกลงมาอย่างหนัก รอจนฝาหยุด ซื้อร่มมาติดตัวไว้เผื่อตกลงมาอีก แล้วเดินทางไปต่อ


    ระหว่างรอ Kat-san มีคนด้านบนกำลังปลูกผักสวนครัวอย่างขมักเขม้น (ไม่ทราบว่าทำไมต้องปิดปาก)

    ในที่สุด มาถึงจุดไฮไลท์ของวัน เนื่องจากเมื่อวานเราได้กินแต่อาหารฝรั่ง (สปาเกตตี้,แซนด์วิช, เครป, ไอศครีม, ขนมปัง) วันนี้เราเลยตัดสินใจที่จะกินแต่อาหารญี่ปุ่น  ร้านที่ลองค้นหาแล้วถูกใจคือร้าน Aoya Next Door  ร้านที่อยู่ในบ้านพักสไตล์ญี่ปุ่น

    ร้านนี้ขายแต่ขนมของฝาก ร้านอาหารต้องเดินไปตรงตรอกที่อยู่ถัดออกมา
    ตรอกทางเข้า


    คนขายน่ารักมาก(หน้าตา!!) แต่ถ้วยชามบังหน้าเธออยู่

    ชุดอาหารกลางวันของKat-san

    ปิดท้ายด้วย Warabi Mochi


    สรุปร้านนี้ผมให้ 9 เต็ม 10  อาหารอร่อยมาก(ผมสั่งอุด้งเย็น เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกล่อมๆ) ข้าวนิ่มหอม อาหารสะอาด รสชาติดี ราคาปานกลาง(สำหรับญี่ปุ่น) บรรยากาศร้านอบอุ่น การบริการได้ระดับประทับใจ (ขอบคุณลูกค้าไม่หยุดหย่อน และเป็นเหมือนกันแทบทุกที่เลย) แต่ที่ไม่ให้เต็มก็เพราะผมยึดคอนเซ็ปเดียวกับคุณครูศิลปะ(ในความคิดของผม) ที่มักจะไม่ค่อยให้คะแนนนักเรียน10เต็ม เหลือไว้อีก1คะแนนเพื่อให้นักเรียนปรับปรุงและพัฒนาต่อไป ถึงแม้ว่าจะประทับใจมากแค่ไหนก็ตาม





  • JIUGAOKA  -  เมืองสีขาว

    ในช่วงสายๆของวัน สถานที่แห่งที่3คือย่าน Jiugaoka ถ้าเกิดผมเลือกได้ว่าจะอาศัยอยู่แถบย่านไหนของญี่ปุ่น คำตอบคือที่นี่แหละ  มันเล็กๆแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ มีที่พักอาศัย มีซุปเปอร์มาเก็ต สวน ศาลเจ้า แต่ก็ยังมีโซนธุรกิจที่เต็มไปด้วยร้านขนมและร้านขายของเก๋ๆ มีสไตล์ของตัวเอง เช่น ร้าน Village Vanguard ที่ขายของแนววินเทจเกี่ยวกับตัวการ์ตูนเก่าๆ (ผมได้เสื้อมะม่วงจังมาจากร้านนี้ด้วยนะ Kat-san รู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นอลิส ที่หลงเข้ามาในดินแดนมหัศจรรย์แล้วหาทางออกไม่ได้ ผมได้ห้ามปรามและยับยั้งสินค้าที่เธอจะซื้อได้บางส่วน แต่เธอก็ได้อะไรกลับติดมือออกมาเยอะอยู่)

    รวมitemส่วนนึงของ Kat-san ที่ได้จากย่านนี้


    แวะพักกินทาโกยากิตรงหน้าซุปเปอรมาเก็ต นั้งกินตรงป้ายรถเมล์





  • Shibuya ความวุ่นวายที่รับได้!!

    ตกเย็นก็เป็นช่วงเวลาของแสงสี เหตุผลหลักที่มาก็เพื่อจะมาให้เห็นด้วยตา (และเพื่อมาซื้อของที่คนอื่นฝากมาซื้อและตัวเองอยากได้(ถ้าเจอ)) โดยรวมบรรยากาศประมาณสยามแต่ใหญ่กว่า เจริญกว่า ทันสมัยว่า เป็นย่านธุรกิจที่ไม่เคยหลับใหล แต่ในความวุ่นวายผมยังแอบรู้สึกถึงความเป็นระเบียบ เป็นความวุ่นวายที่รับได้

    มาญี่ปุ่นทำให้ผมได้เห็นความเร่งรีบที่มีระเบียบแบบแผน คนยืนรอรถไฟจะให้คนด้านในออกก่อนเสมอและจะต่อคิว ขึ้นรถเมล์ก็ต้องยืนต่อคิวในระหว่างรอ ไม่ได้แย่งกันขึ้นแบบบ้านเรา สูบบุหรี่ต้องสูบในที่ให้สูบเท่านั้น เวลากินขนมก็จะต้องยืนกินให้หมดก่อนแล้วค่อยเดิน  และถึงแม้จะไม่มีของกินตามข้างทาง หรือร้านสะดวกซื้อเยอะติดกันมากมายเหมือนบ้านเรา แต่ก็มีในปริมาณที่มากพอ คละกันไปตามทาง พอให้ไม่ลำบาก และไม่ให้สะดวกสบายเกินไป

    ทุกคนที่มาญี่ปุ่นเมื่อกลับไปจะต้องทำการเปรียบเทียบกับเมืองไทย แต่การเปรียบเทียบแบบนี้ผมได้ทำไปแล้วตั้งแต่สมัยที่ต้องไปอยู่ที่อเมริกากับแม่ พอได้ไปอาศัยอยู่จริงๆ(ไม่ใช่แค่ไปเที่ยว) ทุกๆทีมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป  สิ่งที่ผมตามหา ไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น ในอเมริกา หรือในเมืองไทย

    มันอยู่ในตัวผมเอง


    (To Be Continued)

    ติดตามต่อตอนต่อไป Day 3


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in