เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Life of PoonPoon :)
ว่าด้วยการลาออกและสิ่งที่คนไม่เคยทำงานควรรู้ :)
  • สวัสดี เราชื่อปูน จบนิติ มธ. รุ่น 54 (จบปีที่แล้ว) นี่คือการเขียนลง minimore ครั้งแรก แฮ่ ^^

    จบมา 1 ปี กว่า ทว่าทำงานไปแล้ว 4 ที่ และกำลังจะเริ่มที่ที่ 5 
    (ไม่นับที่ไปทำวันเดียวแล้ววันต่อมาลาออกนะ 555+) ในวันที่ 1 พ.ย.นี้  

    จากสถานการณ์นี้ หลายคนคงมองว่า “เปลี่ยนงานบ่อยจัง” 
    หรือถ้าในมุมของประชากรรุ่นพี่ที่เป็นคนรุ่น Gen X 
    หรือรุ่นพ่อแบบ Baby Boomer ก็คงส่ายหัวให้กับการกระทำเช่นนี้ 
    และคงกล่าวได้ว่า “ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย” 

    แต่ทำไมในฐานะคน Gen Y ด้วยกัน กลับมองว่า 
    “ก็เป็นสิทธิของเรา” 
    “ชีวิตเราเราเลือกได้ว่าจะทนต่อหรือออกมา” 
    “ทำงานที่ทำแล้วมีความสุขเถอะ” 

    ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่คิดว่าพบในตลาดแรงงานปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่าเป็นแค่ในไทยไหมหรือทุกประเทศ 
    (เพราะยังไม่เคยไปนั่ง research จริงจัง 55) 
     เราคิดว่าช่องว่างระหว่าง generation และการไม่ปรับตัว หรือ compromise เข้าหากัน 
    ไม่จูนกัน และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า Ego นำ 
    ทำให้ปัญหาที่เกิดกลายเป็นว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งลาออกไป เพราะไม่มีใครคิดจะแก้อะไร 
    หรือคิดหาวิธีแก้ฝ่ายเดียวก็คงไม่ช่วยอะไร #ตบมือข้างเดียวกี่ครั้งมันก็ดังไม่ได้ 555  

    Q: แล้วทำไมไม่ทนอยู่ต่อไปก่อน เผื่อจะแก้ไขปัญหาได้ในอนาคต?  
    หรือ ทำไมไม่ปล่อยวาง แล้วฟังผู้ใหญ่ เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนนะ ฯลฯ 
    A: อันนี้ส่วนตัวนะ เราคิดว่าเราเป็นคนที่ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า 
    เรา analyze คนที่เราทำงานและมี effect กับเราโดยตรง ว่าเขาเป็นคนยังไง จะดีลด้วยยังไง 
    ถ้าจะไฝว้เขาจะฟังไหม หรือฟังแล้วจะ take action อะไรไหม? 
    โดยส่วนตัวเราประเมินแบบนี้ แล้วถ้าเรามองว่าใครฟัง เราก็จะเสนอทุกอย่างที่เรามองเห็นและคิดว่าควรแก้ แก้ยังไง บลาๆ  
    แต่ทว่า ถ้าเจอคนอีกกลุ่มที่เขาไม่ open-minded เราก็จะหยุด เพราะเรารู้สึกว่าเราเปลี่ยนความคิดหรือ mindset เขาไม่ได้ เราก็จะไม่ทำอะไร แต่ก็ไม่ได้ปล่อยตัวเองเป็น deadwood หรอกนะ 

    Q: Deadwood คือไรอะ? 

    Deadwood คือคนที่เป็นลูกน้องที่มีผลงานและศักยภาพต่ำ เป็นบุคคลที่องค์การเรียกว่า Low Performance and Low Potential พบว่าลูกน้องประเภทนี้ไม่สามารถผลิตผลงานที่มอบหมายในปัจจุบันได้ตามเกณฑ์ที่หัวหน้างานต้องการ เป็นพวกที่ทำงานล่าช้ามาก ทำงานผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงเป็นบุคคลที่ไม่มีแววของการเป็นหัวหน้างานหรือผู้นำ ไม่ชอบคิดหรือตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น ปล่อยให้ปัญหาเป็น หน้าที่ของหัวหน้างานเท่านั้น เป็นบุคคลที่มีทัศนคติไม่ดี มองโลกในแง่ร้าย ชอบพูดถึงองค์การและบุคคลอื่นในทางลบเสมอ 

    สำหรับเราตอนนี้ เราก็ไม่แน่ใจว่าเราเป็นอะไร และคงไม่สามารถตัดสินด้วยตนเองได้ ต้องให้หัวหน้าตัดสิน 55555 

    ทีนี้ตัดภาพมาปัจจุบัน น้องรุ่น 55 เพิ่งจบ และตระเวนหางานทำ 
    สิ่งที่เราคิดว่าเด็กๆหรือคนที่ยังไม่เคยทำงานควรรู้และนำไปปรับกับความคิดตัวเองก็คือ 

    1. อย่าตั้งคำถามถ้ายังไม่ได้ลองทำ - บางครั้งกังวลกับนู่นนี่นั่นมาก จนแบบ เยอะ ดูจุกจิก 
    และไม่เกิดประโยชน์อะไรในความกังวลเหล่านั้น แนะนำว่าถ้าอยากรู้ว่างานไหน หรือที่ไหนเป็นยังไง 
    ก็ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองและพาตัวเองไปทดลองอยู่ในจุดนั้นให้ได้ก่อน ชอบหรือไม่ชอบค่อยว่ากันนะ :) 

    2. อยากได้งานไม่หนักแต่เงินเยอะ – อันนี้เป็นปัญหาทั่วไปนะ พบเจอในทุกเพศทุกวัย เราก็เคยเป็นแต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่ายังไง 555 อยากให้มองว่ายิ่งเขากล้าให้เงินเราเยอะ = ปริมาณงานหรือความกดดัน ความเครียด ก็จะพุ่งเข้ามาเหมือนกัน เตรียมใจไว้ แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราได้เห็นสกิลหรือการพัฒนาของตัวเองมากขึ้นไม่มากก็น้อย ;)

    3. พาตัวเองออกจาก comfort zone ซะบ้าง - ใช่ อะไรที่ผู้ใหญ่ว่าดีมันก็ดี 
    แต่บางทีมันก็ไม่เหมาะกับทุกคนนะ อย่างเรารู้ตัวว่าชอบพาตัวเองไป try new things ทดลองทุกสิ่งตลอดเวลา (เอาตัวเองเป็นหมูทดลอง 55) ก็พบว่ามีบางครั้งที่อารมณ์เศร้าหรือขุ่นมัว ว่าออกมาทำไมวะ ? 555 แต่พอมองอีกแง่ก็สนุกดี 
    เช่น ทำงาน law firm เดือนมิถุนา 1 เดือน ลาออก นั่งรอผลสอบราชการ 
    (แป้กซะด้วยไง ละออกมาทำไม?) ระหว่างนั้นได้มีโอกาสเป็นฟรีแลนซ์แป๊บๆ รับงานแปลเอกสาร รับงานแปล subtitle และคีย์ข้อมูลวันละ 300 บาท ชีวิตไฝว้มากตอนนั้น แต่ก็มันส์ดี เลือกช่วงเวลาได้ว่าวันไหนไปไหน ทำให้รู้ว่าชอบงานแบบหลากหลาย ยุ่งๆ ทำแบบนี้อยู่เดือนนิดๆ ก็เออ เปิดโลกใหม่ 5555 

    4. คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา(ถ้าทำได้) - อย่ามองว่ามันเสี่ยงมั้ย มันคุ้มมั้ย 
    แต่ให้มองว่ามันคือพื้นที่ที่จะสอนอะไรบางอย่างให้เรา 
    อย่างเช่นที่ที่เรากำลังจะลาออก เรามองว่าอย่างน้อยเราได้รู้ว่าเราทำงานคนเดียวไหวว่ะ handle งานกฎหมายและเอกสารของทั้งโรงแรมไหว ดีลงานกับธนาคารและคนนอกไหว 
    #แต่เหนื่อยและไม่คุ้มเงินและทำงานหกวันไง 
    ก็เลยรู้สึกพอละ ได้สกิลเลขาฯ จดรายงานการประชุม ได้สกิลติดต่อเจ้าหน้าที่ ได้สกิลทำเอกสารทุกอย่างกลั่นจากสมองเราเอง แต่งานไม่มีระบบมันก็ทำให้เรา overload นั่นแหละ พอมาเจอที่ใหม่ที่เงินดีกว่า ทำงาน 5 วัน และดูมีระบบ ก็เลยต้องลองดู เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า 

    สรุปนะ เรียนจบมาบอกเลยว่าชีวิตไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น 
    ไม่ใช่ว่าตอนนี้เราไม่เคว้งนะ เราก็เคว้ง เรามองไม่เห็นตัวเองในรอบ 5 ปีนี้หรอก แต่แค่ต้องลองคลำหาเส้นทางที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเองดู อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป ให้ passion นำเราไป 
    อย่าปล่อยตัวเองอยู่เป็น deadwood เกะกะที่ทำงานเปล่าๆ 
    ชีวิตตัวเราเองก็ไม่มีอะไรดีขึ้น หมั่นพัฒนาตัวเอง หาสิ่งที่สนใจและอยากเป็น specialist ให้เจอ 
    เพราะชีวิตไม่ได้จำกัดให้คุณอยู่ในเส้นทางเดียว หรือทำงานตรงสาย หรือต้องตายคาที่ทำงาน 
    สู้ต่อไปนะทุกคน by #นักกฎหมายสายแอดมิน :3 #ความในใจ 55555555 -/|- 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in