HOW DEEP IS YOUR DREAMBUNBOOKISH
02: การเริ่มต้น
  • หลายครั้งที่ฉันให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่าอยากทำอะไรบางอย่าง แต่ระหว่างทางก็มักจะมีอะไรมาทำให้เป้าหมายนั้นลบเลือนไปเสียทุกที ไม่ว่าจะเป็นเพราะมันยากจนทำให้ฉันท้อ หรือเพราะมีเป้าหมายใหม่ที่ง่ายกว่าเข้ามาแทนที่ ทำให้สุดท้ายก็มักจะเผลอลืมมันไปทั้งที่ยังทำไม่ได้

    เมื่อนึกถึงมันขึ้นมาอีกครั้งก็ได้แต่รู้สึกผิดที่ทำให้ตัวเองต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่อย่างน้อยการนึกถึงนั้นก็ช่วยให้ฉันมีแรงฮึดขึ้นมา

    ขึ้นอยู่กับว่าครั้งนี้พลังนั้นจะมีีมากพอให้ฉันใช้ไปจนถึงปลายทางได้หรือเปล่า...

    แต่บางเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าเราจะตั้งมั่นกับมันแค่ไหนก็ไม่ได้มีแค่เราที่เป็นผู้กำหนดว่าจะทำได้หรือไม่ เหมือนกับเป้าหมายที่ฉันอยากจะกลับมาเดินและใช้ชีวิตตามปกติให้ได้ จนถึงตอนนี้ฉันก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่พอจะทำได้ต่อไป…

    ทั้งนี้สุดท้ายแล้วคนเราคงไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้เหมือนกันทุกคน แต่อย่างน้อยเราก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นจากระหว่างทางเสมอ

    ถึงจะทำสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่เป้าหมายหนึ่งของฉันที่ไม่เคยหายไปไหนเลยก็คือการเดินทาง ฉันชอบเดินทาง จึงคอยหาเรื่องให้ตัวเองได้ออกเดินทางกับเขาบ้าง แม้จะเป็นแค่การออกจากบ้านไปเจออะไรใหม่ๆ อาจไปได้ไม่ไกลเท่าที่ใจอยากไป แต่แค่ให้โอกาสตัวเองได้ออกจากที่เดิมที่เคยอยู่ ออกจากบ้านไปไกลขึ้นอีกนิด ฉันก็รู้สึกเหมือนได้ใกล้จุดหมายของตัวเองเข้าไปอีกหน่อยแล้ว
  • อาจเป็นเพราะนิสัยไม่ชอบอยู่นิ่งของฉัน พอร่างกายขยับไม่ได้แล้วจิตใจก็ยิ่งพลุกพล่าน อยากออกไปไหนมาไหนโดยที่ไม่กลัวหรืออายถ้าจะมีสายตาคนอื่นมองมา เพราะความอายที่ถูกมองว่าแตกต่างนั้นเทียบไม่ได้กับความสุขเวลาที่ฉันได้ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ

    วันที่ฉันได้กลับบ้านหลังจากเกิดอุบัติเหตุและเข้ารักษาที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่ ฉันก็ยังขอแวะเที่ยวที่ต่างๆ ทั้งที่ตัวเองนั่งวีลแชร์และยังใส่เสื้อเกราะประคองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนอยู่ เพราะรู้ว่าถ้ากลับถึงบ้านแล้วฉันคงจะไม่ได้ไปไหนมาไหนอีกนาน

    ซึ่งหลังจากกลับมาอยู่บ้านแล้วก็นานจริงๆ กว่าฉันจะได้ออกไปข้างนอกอีกครั้ง เพราะการออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ สำหรับฉันหรือคนพิการอีกหลายคนนั้นไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่นัก

    กว่าจะได้ออกจากบ้านแต่ละครั้ง ฉันก็ต้องใช้โอกาสอย่างการนัดตรวจที่โรงพยาบาลหรือวันสอบที่โรงเรียนตามระบบการศึกษาทางไกลซึ่งมีแค่เทอมละครั้ง หรือนานๆ ทีถึงจะได้ออกไปเที่ยวซื้อของในห้างกับแม่

    นอกจากเรื่องความสะดวกสบายแล้ว การออกเดินทางยังมีค่าใช้จ่ายอีกด้วย ฉันจึงพยายามเก็บเงินที่ญาติผู้ใหญ่ให้เป็นของขวัญในวันสำคัญต่างๆ ไว้เป็นเงินทุนให้พ่อกับแม่พาไปเที่ยว โดยมีฉันรับหน้าที่เป็นคนวางแผนการเดินทางทั้งหมด เริ่มตั้งแต่เลือกจุดหมาย ศึกษาเส้นทาง และวิธีการเดินทางที่เหมาะกับคนที่นั่งวีลแชร์

    จนกระทั่งฉันเก็บเงินก้อนแรกได้ แม้จะไม่มากนัก แต่ก็พอจะจัดทริปแบบไปเช้าเย็นกลับในจังหวัดใกล้ๆ ได้สักทริป

    ซึ่งฉันเลือก ‘สวนองุ่น’ เป็นจุดหมายแรก เพราะอยากเห็นต้นองุ่นตามชื่อเล่นของตัวเองสักครั้งในชีวิต
  • 9 มกราคม 2556
    สวนองุ่นเอเดน จังหวัดเชียงใหม่

    จุดหมายแรกที่ฉันออกจากบ้านเพื่อไปเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่เพราะความจำเป็นที่ต้องไปโรงพยาบาลหรือสอบเหมือนทุกที

    แต่การเดินทางไกลสำหรับฉันไม่เคยง่าย อุปสรรคสำคัญอีกอย่างที่ต้องเจอก็คือการเข้าห้องน้ำ เพราะฉันขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องใช้วิธีสวนปัสสาวะในท่านอน อย่าว่าแต่เข้าห้องน้ำทั่วไปเลย แม้แต่ห้องน้ำสำหรับคนพิการฉันก็ยังเข้าไม่ได้ เวลาเดินทางไกลจึงต้องคอยหาที่แวะพักที่สะดวกพอให้ฉันทำธุระขับถ่ายได้ อย่างครั้งนี้พวกเราก็แวะที่หอพักของพี่สาวที่รู้จักคนหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะออกไปเที่ยวกันต่อ

    แปลงปลูกต้นองุ่นที่สวนเอเดนอยู่ในโรงเรือนที่คลุมด้วยพลาสติกใสเพื่อให้แสงแดดส่องถึง กิ่งก้านของต้นองุ่นเลื้อยพันอยู่บนนั่งร้านที่สูงพอให้คนเดินลอดผ่าน ฉันที่นั่งวีลแชร์ก็ยังสามารถเอื้อมมือจับพวงองุ่นที่ห้อยลงมาได้

    ฉันถามแม่ว่าทำไมถึงตั้งชื่อเล่นให้ฉันว่า ‘องุ่น’ แม่ตอบว่าเพราะมีคนรู้จักตั้งชื่อลูกว่าองุ่น เป็นเด็กที่โตมาแล้วเก่งมาก แม่เลยอยากให้ฉันเป็นอย่างนั้นบ้าง ส่วนชื่อจริง ‘สุดารัตน์’ มาจากตอนที่พ่อไปทำเรื่องแจ้งเกิดที่อำเภอแล้วไม่ได้ตั้งชื่อไป เจ้าหน้าที่จึงแนะนำชื่อที่เหมาะกับคนเกิดวันเสาร์ให้ สุดท้าย
    พ่อเลยเลือกชื่อที่ขึ้นต้นด้วย ส.เสือ เหมือนชื่อของพ่อ ง่ายๆ แค่นั้นเลย
  • ทางเดินในสวนองุ่นไม่ใช่ทางราบที่เหมาะกับวีลแชร์นัก เนื่องจากเป็นทางดินบริเวณเนินเขาที่มีความสูงต่ำสลับกันไป แต่พวกเราก็ช่วยกันออกแรงเข็นวีลแชร์ไปได้อย่างทุลักทุเล มันตลกจนพวกเราหัวเราะออกมาพร้อมกันอยู่หลายครั้ง

    ด้านข้างแปลงองุ่นเป็นแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่กับพืชผักเมืองหนาว แต่ทางเดินระหว่างแปลงแคบเกินไปสำหรับวีลแชร์ ฉันเลยได้แต่มองดูอยู่ด้านนอกเท่านั้น

    การได้เจออุปสรรคในสถานที่จริงทำให้ฉันเรียนรู้ว่าอะไรที่ฉันคิดว่าทำได้ จริงๆ แล้วฉันทำได้แค่ไหน และอะไรบ้างที่ฉันยังทำไม่ได้ มันทำให้ฉันรู้จักชีวิตและข้อจำกัดของตัวเองมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันอยากจะขยับตัว ออกกำลังกาย และทำกายภาพบำบัดเพื่อพัฒนาตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก

    หลังจากได้ออกเดินทาง ฉันเลยลองฝึกสวนปัสสาวะในท่านั่งโดยมีแม่คอยช่วย ต่อมาฉันจึงสามารถเข้าห้องน้ำสำหรับคนพิการตามสถานที่ต่างๆ ได้ และไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น

    การเดินทางครั้งนี้เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันรู้ว่า การเดินทางของคนพิการไม่ยากอย่างที่คิด และถึงแม้ครอบครัวของเราจะไม่มีรายได้มากพอให้ฉันออกเดินทางได้บ่อยๆ แต่มันก็ทำให้ฉันมีกำลังใจหารายได้ เก็บเงิน และสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ออกเดินทางในครั้งต่อๆ ไป


  • กรกฎาคม 2556

    ฉันใช้โอกาสในการประกวด Miss Wheelchair เป็นข้ออ้างชวนแม่ไปเที่ยวกรุงเทพฯ และใช้วิธีเพ้นต์เสื้อยืดขายเพื่อหาทุนค่าตั๋วรถไฟจากแพร่ไปกรุงเทพฯ (เคยเล่าไว้ในหนังสือ พลังที่ซ่อนอยู่ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ KOOB)

    ที่จริงจุดหมายของฉันไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่ฉันดันตกรอบการประกวดเสียก่อนที่จะได้ไปทำกิจกรรมเก็บตัวที่ทะเล ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันตัดสินใจเข้าประกวดรายการนี้ ฉันเลยต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านหลังจากที่ไปถึงแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น

    สุดท้ายทะเลก็ยังคงเป็นจุดหมายที่ฉันไปไม่ถึงสักที...

    อาจเป็นเพราะฉันเกิดที่แพร่ บ้านของฉันมีแต่ป่าและภูเขา การไปเที่ยวทะเลจึงเป็นเหมือนความฝันของเด็กต่างจังหวัดที่บ้านอยู่ไกลทะเลอย่างฉัน แม้ว่าจะเคยไปทะเลมาแล้วตั้งแต่ก่อนประสบอุบัติเหตุ แต่มันก็เนิ่นนานจนกลายเป็นความทรงจำที่รางเลือนไปแล้ว

    และด้วยร่างกายตอนนี้ที่ไม่เหมือนเดิม ถ้าได้ไปทะเลอีกครั้งมันก็คงเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับฉันอยู่ดี

    ร่างกายของฉันมีความรู้สึกตั้งแต่หัวลงไปถึงแค่ช่วงอกกับแขน แต่น่าแปลกที่เวลานอนหลับฉันกลับฝันว่าตัวเองล่องลอยอยู่ท่ามกลางเรื่องราวต่างๆ เสมือนว่าฉันยืนและเดินเองได้แล้วยังมองโลกในมุมมองของคนที่ลอยได้ ไม่ใช่มุมมองที่อยู่ต่ำกว่าคนอื่นเหมือนตอนนั่งวีลแชร์เวลาตื่น

    ความรู้สึกนั้นทำให้ฉันอยากรู้ว่าถ้าตัวเองลอยอยู่ใต้น้ำจะรู้สึกเช่นเดียวกับในฝันหรือไม่

    ฉันจึงลองหาข้อมูลและสอบถามจากหลายคนที่น่าจะให้คำปรึกษากับฉันได้ ทั้งหมอ นักกายภาพบำบัด เพื่อนๆ หรือแม้แต่นักเดินทางที่พอรู้จักว่า คนอย่างฉันจะดำน้ำได้ไหม

    แม้ทุกคนจะตอบว่าทำได้ แต่ไม่มีใครบอกได้ว่า ฉันควรเริ่มต้นเรื่องการดำน้ำนี้อย่างไร

    ฉันเข้าใจว่าสำหรับคนที่บังคับร่างกายเองไม่ได้อย่างฉัน ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจู่ๆ จะไปดำน้ำเองได้ แต่พอไม่มีใครช่วยแนะนำช่องทางและวิธีการให้ได้จริงๆ ฉันก็เริ่มอยากจะยอมแพ้ในสิ่งที่ยากเกินตัว

    หรือที่จริงฉันควรคิดถึงแค่การไปเที่ยวทะเลก็พอ...


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in