เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
miscellaneous thoughtslinwawrites
สิ่งที่ฉันพอจะรวบรวมได้ในปีที่ไม่มีอะไรเลย
  • นี่ก็เดือนสุดท้ายแล้วสินะ

    ไม่รู้ว่าปี 2021 ทำให้เรามีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันรึเปล่า 
    หรือมี แต่ไม่ได้รู้สึกเพราะเรียนออนไลน์แทบจะเต็มปี 
    เท่าที่นับ ก็จำได้ว่าไปเรียนที่คณะแค่ 1 ครั้งเท่านั้น (ไม่นับการสอบ)
    เลยไม่ได้รู้สึกถึงอะไรที่ "เป็นชิ้นเป็นอัน" อย่างจริงจัง

    ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเลย
    โชคดีว่าปีนี้เริ่มลงมือทำกระบวนการ Deep thoughts* อย่างจริงจัง
    จนได้สิ่งที่ตกผลึกใหญ่ ๆ ในปีนี้อยู่สามสี่เรื่อง

    ขออนุญาตเล่าให้ฟังบ้าง




    * deep thoughts เป็นกระบวนการที่เราได้รับอิทธิพลจากคลิปของคุณ DARIRYN,
    (https://www.youtube.com/watch?v=RF5gMU5QbIo)
    ซึ่งเมื่อลงมือทำและทำความเข้าใจแล้ว ทำให้เรา "เข้าใจ" สิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
  • ข้อที่ 1: สูญเสียคือสามัญ จากลานั้นธรรมดา

    เปิดมาต้นปี น้องสาวของยายเราเสีย

    ฟังดูจะห่างไกล แต่จริง ๆ คุณยายคนนี้คือญาติใกล้มาก ๆ ของบ้านเราคนนึง
    ใกล้ชนิดที่ว่าทุกครั้งที่เชงเม้ง เราจะใช้เวลากับบ้านน้องสาวยายเยอะมาก ๆ

    แน่นอน พอรู้ข่าว สิ่งที่เราคิดแทบจะทันทีต่อจากความเศร้าเสียใจ
    คือ จะพายายขึ้นไปที่นั่น (นครสวรรค์) ยังไง และปัญหานี้จบลงอย่างรวดเร็ว
    เราไปนอนที่ปากน้ำโพ แล้วขับรถขึ้นไปที่บ้านเกิดยาย 

    ในงานวันนั้น ยายไปนั่งคุยกับตา ๆ (พี่น้องของยาย) ที่เหลืออยู่ บอกว่าเราเหลือกันแค่นี้แล้วเนอะ
    บทสนทนาเต็มไปด้วยการทบทวนความหลัง ญาติฝั่งยายกี่คนต่อกี่คนก็มากันทั้งนั้น
    แม้กระทั่งป้าสะใภ้ที่หย่ากับลุงคนโต และเลี้ยงลูกของลุงทั้งสามคนก็มา

    รวมถึงเพื่อน ๆ วัยเด็กของยาย
    ด้วยความที่ยายเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ย้ายลงไปกรุงเทพ เพื่อน ๆ จึงคิดถึงยายเป็นพิเศษ
    หลายคนสวมกอดยาย หลายคนถามยายว่าจำฉันได้มั้ย

    ยังมิพักถึงผู้มีพระคุณ หรือคนคุ้นเคยที่ล้มหายตายจากราวกับใบไม้ร่วงในปีนี้

    แม้ยากจะทำใจ แต่การสูญเสียคือเรื่องสามัญธรรมดา
    การจากลาก็สามัญมิแพ้กัน 
    คำว่า "มีพบก็มีจาก" เป็นคำที่ได้ยินมานานแสนนาน
    แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง เรา hold มันแทบจะไม่ไหว

    ในขณะเดียวกัน การสูญเสียและจากลามีฟังก์ชันอีกอย่างคือ "การทบทวน"
    ให้เห็นว่าเราทำอะไรผิดพลาดต่อผู้ที่จากไปรึเปล่า - ทั้งจากเป็นและจากตาย
    หากเราทำทุกสิ่งเต็มที่ที่สุดแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะติดค้าง หรือเสียดาย

    หากทำอะไรผิดพลั้งไป คือบทเรียนที่เราจะไม่ไปทำสิ่งเหล่านั้นกับใครอีก

  • ข้อ 2: "โลกหมุนไว เราก็แค่ก้าวตามให้ทัน"

    วันหนึ่งก่อนประกาศล็อกดาวน์ไม่กี่วัน
    เรากลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า เพราะคุณครูที่เรารักกำลังจะได้ย้ายถึงสองท่าน
    เพราะตรงจังหวะวันว่างพอดี
    แถมยังบังเอิญเจอกับคุณครูที่เรารักอีกท่านหนึ่งที่เกษียณไปหลายปีมากแล้ว

    เมื่อเจอหน้ากัน พวกเราพูดคุยสัพเพเหระมากมาย
    ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "ความเปลี่ยนแปลง" ที่เกิดขึ้นจากความตื่นตัวทางสังคม
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยนักเรียน ที่พ้องกับความเป็น "วัยหนุ่มสาว"​ 
    ผู้มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

    ความรู้สึกที่มีต่อความตื่นตัวเหล่านั้นแตกต่างกัน
    ทั้งตกใจ ทั้งรับไม่ได้ ทั้งเข้าใจ และคัดค้าน
    จนกระทั่งครูผู้มีอาวุโสสูงสุดในวงสนทนาม้วนประเด็นทั้งหมดด้วยคำว่า

    "โลกหมุนไว เราก็แค่ก้าวตามให้ทัน"

    เออ จริง -- ฉันเห็นด้วยแต่ในใจ เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้ต้องการคนที่เป็นแค่ "พลเมืองไทย" แล้วนี่นา
    เราต้องการ "global citizen" ที่มีสำนึกในเรื่องที่เป็นสากล
    เราต้องการคนที่เข้าใจสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมอย่างถึงแก่น 
    และสามารถคุยกันในแบบที่โลกทั้งโลกเขาคุยกันได้

    มิเพียงแต่ความตื่นตัวต่อประเด็นทางสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความก้าวหน้าของโลกใบนี้ในแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี
    หรือแม้กระทั่งประเด็นหลายประเด็นที่เราเข้าใจไม่ดีพอ

    เราก็แค่ "ก้าวตามให้ทัน"
  • ข้อ 3: เพราะเธอเป็นเพื่อนที่ดี จึงมีแต่เพื่อนดีดีรายล้อม

    ช่วงที่นอยด์กับชีวิตมาก ๆ ก็มานั่งย้อนคิดว่า ชีวิตนี้มีอะไรดีบ้าง
    เพื่อนสนิทส่งข้อความมาหา

    "เพราะเธอเป็นเพื่อนที่ดี จึงมีแต่เพื่อนดีดีรายล้อมไงจ๊ะ"

    นี่อาจจะเป็นเรื่องจริงอีกเรื่องในชีวิต หลังจากคัดคนที่ไม่อาจร่วมอยู่ในชีวิตได้ออกไป
    แม้ว่าจะไม่มีโชคเรื่องอะไร แต่อย่างน้อยโชคเรื่องเพื่อนก็ยังอยู่ (อย่างน้อยคือในตอนนี้)
    คนพวกนี้เชียร์อัปเก่งมากในเวลาที่ควรเชียร์อัป
    ในวันที่รู้สึกว่าโลกใจร้ายกับเรา เรายังโชคดีที่ได้เจอคนเหล่านี้
    ในวันที่เรารู้สึกดีดี พวกเขาก็อยู่ด้วย
    หรือแม้แต่เรื่องที่เราซุ่มซ่าม ไม่ค่อยระวัง ก็มีคนเหล่านี้เนี่ยแหละที่อยู่ด้วย
    คนเหล่านี้จึงเป็นบุคคลที่เราไม่สงสัยในความจริงใจที่เขามี
    แม้จะเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ และสมาทานว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล

    เห้ออออ ไม่รู้จะเข้ามาอ่านกันไหมนะ
    แต่ถ้าอ่าน ก็ รักพวกแกจังเล้ย 

    นอกจากนี้ พาร์ตที่ดีมาก ๆ อีกพาร์ตคือเพื่อนร่วมงาน
    รู้สึกว่าโชคดีที่เจอเพื่อนร่วมงาน (หรือรุ่นพี่ เพื่อน รุ่นน้อง) ดีดีหลายคน
    บางส่วนอยู่ในเอกเดียวกัน หรืออยู่คณะเดียวกัน 
    แบบว่าเคยเดินสวนกัน เคยลงวิชาเดียวกัน
    และบางส่วนคือคนใหม่ ๆ ที่ได้พบในการทำงาน

    ดีใจจังที่ได้พบคนเหล่านี้ เพราะว่าเก่งกันมาก ๆ 
    และเป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองขึ้นมากกว่าที่หวังไว้เสียอีก
    ขอบคุณนะ :-D ถ้าเธออ่านอยู่
  • ข้อ 4: อย่างน้อยก็ขอให้ห่วงตัวเองบ้าง

    ช่วงทำงานหนัก กรำอ่านหนังสือในสถานการณ์เรียนออนไลน์เป็นช่วงที่ลำบากช่วงหนึ่งของปีนี้

    เมื่อสบโอกาส ก็ได้ยกหูไปหาใครคนหนึ่ง - คนที่เคยเป็นดวงใจมานาน**
    เธอไต่ถามสารทุกข์สุกดิบอย่างคนคุ้นเคยเหมือนที่เคยทำมาตลอดเวลาที่เคยเป็นดวงใจ
    ซักไปซักมา เธอถามถึงการเรียนออนไลน์

    เธออึ้งเมื่อฉันบอกเธอว่า ช่วงนี้นอนตีหนึ่ง
    ซ้ำยังอึ้งเมื่อรู้ว่าทานกาแฟ -- ซึ่งฉันคนที่เธอมักคุ้นไม่เคยดื่มมาก่อน
    เพียงเพื่อให้สามารถทำงานได้นานและมากขึ้น

    "ถ้ามันตัดจากงานไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้ห่วงตัวเองบ้าง"
    เธอพูด อย่างที่รู้ว่าฉันเป็นคนกรำงาน และไม่ยอมหยุดจนกว่างานจะเสร็จ
    และเสร็จอย่างที่ออกมาดีด้วย

    รู้ใจขนาดนี้มันจะไปมีใครใหม่ได้ยังไงเนี่ย

    แต่ก็นั่นแหละนะ การจมอยู่กับความรักครั้งเก่าช่างดูไม่ห่วงตัวเองเอาซะเลย
    เฮ้อออออ อย่างน้อยที่สุดฉันก็รู้สึกว่า ได้รักตัวเองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา 
    และแผ่ความรักไปสู่คนรอบข้างได้มากขึ้น

    แม้หัวใจจะไร้รักจากคำที่เรียกกันว่า "คนรัก" น่ะนะ

    ก็ขอให้ยังรักตัวเองได้เรื่อย ๆ เผื่อแผ่ความรักให้คนอื่นได้เรื่อย ๆ
    และหากจะมีใครผ่านเข้ามา ก็ขอให้เป็นคนที่เข้ากับเราได้ดี
    ไม่ต้องเหนื่อยกับความรักจนเกินไปอย่างที่เป็นมา

    ** เค้าเคยเป็นดวงใจของเรา (ฝ่ายเดียว) ขณะเดียวกันเรายัง keep ความสัมพันธ์กับเค้าไว้เรื่อย ๆ 
    ทุกวันนี้โทรไประบายได้แทบทุกเรื่องเลย ขอบคุณที่ be there for me ค่า

  • ข้อ 5: สิ่งที่เคยฝันอาจไม่ใช่อีกต่อไป

    ทุกคนรู้ แฟนคลับรู้ คนที่เคยชอบรู้ จริง ๆ แล้วฉันอยากเป็นครู

    ทว่าเมื่อเลือกเรียนคณะหนึ่งที่สอนให้เข้าใจมนุษย์ ประกอบกับเกณฑ์การสอบบรรจุบังคับให้ต้องจบครุศาสตร์ในสาขาที่ฉันเรียน ก็ชวดโอกาสไป

    ตอนนั้นฉันร้องไห้ คิดว่าฉันไม่มีวาสนากับ "ความฝัน" แล้วใช่ไหม
    แต่ระบบลงทะเบียนเรียนก็จับพลัดจับผลูมาให้ลงเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสอน

    ขอบอกก่อนเลยว่า เรามีประสบการณ์สอนพิเศษที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ 
    แต่กระนั้น ทุกคนก็บอกว่าถ้ามีโอกาสก็ลองดูสักตั้ง
    แล้วนี่โอกาสมาถึงแล้ว ได้ทำในสิ่งที่เราฝันมานาน ก็ทำเลย

    แต่พอลงมือทำจริง ๆ มันดันไม่ใช่ 
    โอเค เรามีความสุขกับการสอน แต่เรื่องระบบอะไร เราคงไม่ไหวจริง ๆ 
    นี่ยังแค่เล็ก ๆ แต่หากเรามีปัญหากับทั้งระบบการศึกษาล่ะ
    แล้วเป็นพวกยอมหักไม่ยอมงอด้วย

    ฉันนอนเสียใจอยู่พอควรกับเรื่องนี้ นี่ยังไม่รวมบรรยากาศการเรียนวิชานี้ที่ดูจะกดดันนิสิตเสมอมา
    นั่นทำให้ฉันยิ่งรู้สึกคิดผิดอีกล้านเท่า

    แต่วันหนึ่งก็ทำใจได้ว่า
    บางครั้งสิ่งที่เราเคยฝันมันอาจเป็นเพียงฝันเท่านั้น
    กลับกัน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่จริง อาจไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
    แต่วันนึงเราอาจอยู่กับมันไปตลอดชีวิตก็ได้

    ใครจะไปรู้ล่ะ ว่ามั้ย
  • นี่เป็นเพียงส่วนของความคิดที่ได้มาจากปีที่แทบไม่ได้อะไรเลย
    เหมือนก็อปวาง 2020 มา แต่แตกต่างในรายละเอียด

    ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายละเอียดเหล่านั้น ทำให้เราเติบโตขึ้น
    และขอให้การเติบโตที่จะก้าวต่อไปในศกหน้าเป็นปีที่ใจดี
    แม้จะพอคาดเดาได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะผันแปรไปอย่างไร 

    ขอให้เป็นปีที่ "สำเร็จ" แน่นอน
    ในทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้

    เธอคนอ่านก็เช่นกันนะ
    สวัสดีปีใหม่ ขอให้ปลอดภัยเสมอ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in