เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
แวะเก่งmissporiuz
Bangkok Art Biennale 2020 : ESCAPE Route ศิลป์สร้างทางสุข DAY 1 & 2 @ หอศิลป์
  • เราไม่รู้ว่าปีนี้เรากลายมาเป็นสายเดินเล่นงานนิทรรศการตั้งแต่เมื่อไหร่ คือปีนี้เป็นปีที่เราเหมือนพยายามลองหาอะไรทำไปเรื่อยเปื่อย เพื่อตามหาตัวตนที่ไม่เคยหามาก เคยไหมล่ะ ตอนสมัยเรียน พออยากเที่ยว ผู้ใหญ่ที่บ้านบอกว่า "ไว้โตก่อนนะ ค่อยเที่ยว" ปรากฏว่าพอโตแล้วจริงๆ งานเยอะจนไม่ได้เที่ยว แล้วก็ลืมไปเลยว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไรอ่านะ

    ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าอยากจะติดตามนิทรรศการซีรีส์ BAB อะไรขนาดนั้นจริงๆ นะ ใช้คำว่า เราน่ะ "หลงไปหอศิลป์ช่วงนี้พอดี" น่าจะถูกต้องมากกว่า (ฮา) พอลองไปเดินดูเท่านั้นแหละ เราว่าเราชอบคอนเซ็ปต์ของนิทรรศการนะ แบบว่าช่วงโควิดที่ผ่านมา หลายๆ คน เครียดจากวิกฤตินี้ เครียดจากการที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน อาจจะมีอารมณ์ที่อยู่กับโซเชียลมากไป ไม่ได้ออกไปไหนมาไหน แล้วเราจะมีวิธีการค้นหาความสุขให้กับตัวเองอย่างไร

    มันไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวเบอร์นั้น เราแนะนำว่า ไปดู ไปมีส่วนร่วมเองเลยดีกว่า

    สำหรับเรา เราจะมารีวิว เฉพาะส่วนจัดแสดง หรือชิ้นงาน ที่เราคิดว่าจะเอามาชวนคุยจริงๆ เอาเฉพาะที่เราคิดว่าโดนใจ เอาเฉพาะที่เราคิดว่ามันเจ๋ง เรารู้สึกอย่างไรกับแต่ละสิ่ง บอกเลยว่า มันคือกรอบความคิดของเรานะคะ เหมือนเดิมค่ะ หากอยากรู้สึกโดยไม่มีใครชี้นำ ให้ลองไปเองจะดีที่สุด

    แต่บอกเลย ว่าหากได้หลงไป 1 ที่ คุณอาจจะอยากไปเก็บให้ครบอีก 9 ที่ๆ เหลือ เพราะ BAB ไม่ได้จัดที่เดียว มันมีทั้งหมด 10 ที่ นี่มันแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวดีๆ นี่เอง

    ของหอศิลป์จะมี 2 ชั้น ที่จะจัดถึงแค่สิ้นเดือน พ.ย. นี้ หากจะไป แนะนำเก็บหอศิลป์ให้ครบไปเลยก่อน เพราะแค่ที่นี่ที่เดียวก็ใช้เวลาหมดไปทั้งวันแล้ว เราใช้เวลาเก็บ 2 วัน ถึงจะหมดน่ะ คิดดู (เป็นพวกเดินเพลินแหละนะ ดูออก อิอิ)

    ส่วนที่อื่นๆ สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บของเขา เพื่อสำรวจเส้นทาง และวางแผนในการเก็บนะคะ

    บางสถานที่ อาจต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะเป็นการจัดแสดงในวัดค่ะ ลองดูรายละเอียดให้ดีๆ วางแผนให้ครอบคลุม

    ซึ่งจะมีจัดแสดงยาวๆ ไปจนถึงประมาณปลายเดือน ม.ค. 63 จ้า





  • "ผนังแดง"


    หากไปดูด้วยตัวเอง จะเจอกับงานชิ้นนี้ก่อนเป็นส่วนแรกๆ รูปยัยหนูผมม้าเปิดไหล่น่ะ จริงๆ เป็นจอนะคะ เป็นวิดิโอเคลื่อนไหวเลยแหละ กำลังทำท่ายั่วยวนอยู่ ส่วนจอด้านบนสุดที่เป็นพระ เป็นพระกำลังสวดบทสวดศพอยู่จริงๆ

    ไม่รู้ว่าศิลปินอยากสื่ออะไร ไม่ได้จำรายละเอียดขนาดนั้น หากเราได้ดูองค์ประกอบของภาพต่างๆ ที่อยู่รายล้อม โดยมีเสียงพระสวดศพอยู่เหนือสุด มันอาจจะหมายถึง ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รสนิยมแบบไหน ความเชื่อเป็นยังไง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเองต้องเจอเหมือนๆ กันละมั้งนะ


  • "กล่องถ้ำมอง"

    อันนี้เป็นชิ้นที่เราว่า แกงทุกคนเจ็บสุดแล้ว มันคือกล่องถ้ำมองที่ล้อมเป็นวงกลม

    เริ่มที่กล่องไหนก็ได้ มันจะมีรูตาแมวอยู่ให้เราส่อง

    เห็นอะไรนะ เอ้อ เราว่าเราเห็นแม่บ้านที่ทำกับข้าวอยู่แต่ใจลอยอ่ะ จะมองแค่นี้หรือจะมองให้ทั่วก็แล้วแต่เนอะ (บางกล่องหญ้าประดับข้างนอกคือรกจนทิ่มตา มองลำบากเลยล่ะ อาจทำให้มุมมองหายไปเพราะหญ้าทิ่มตา)

    มีสมุดหนึ่งเล่ม อยากรู้ไหม ว่าคนอื่นเขาคิดยังไงกับสิ่งที่เห็น

    เปิดอ่านเลย...... โอโห หลากหลายความคิดเห็นมาก แต่สิ่งที่เห็นก็แค่ภาพนิ่งของผู้หญิงที่กำลังทำอาหารแบบเหม่อๆ เองนา

    หลังจากส่องวนไปทุกกล่องจนเวียนมาครบลูป
    เราก้าวออกมาจากจุดนี้เพื่อจะไปดูงานอื่นต่อ
    หันกลับมาอีกที... คุณคะ เอ่อ ดิฉันด้วยค่ะ
    ทุกคนโดนศิลปินแกงเรียบร้อย คิดอย่างไรกับภาพรวมที่เห็นตรงหน้าล่ะคะ?
    (ขออภัยทุกคนที่ถ่ายติดด้วย แต่เราเซนเซอร์หน้าเอาไว้ให้แล้วนะ)

  • "โลกที่ถูกเชื่อมต่อด้วยหน้าจอ และอินเตอร์เน็ต"


    ส่วนจัดแสดงนี้ พอเข้าไปแล้วจะเป็นห้องดำ ที่มีจอแบบนี้ วางไว้รอบห้อง หากลองไปด้วยตัวเองจริงๆ เราจะรู้สึกเหมือน เราได้เชื่อมต่อโลกภายนอก ผ่านจอเหล่านี้

    แต่ละจอ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เกี่ยวกับน้ำ

    พอมีโอกาสได้ออกมาอ่านรายละเอียดที่เกี่ยวกับส่วนจัดแสดงนี้ ได้ความว่า ศิลปินเขาขอคลิปที่เกี่ยวกับน้ำมาจากเพื่อนๆ ของเขา ที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น ทุกจอที่เราเห็นในห้องน่ะ คือบรรยากาศที่เกี่ยวกับน้ำที่มาจากรอบโลกเลยจริงๆ

    ในวันที่เราออกไปไหนไม่ได้
    แต่ทุกคนก็ยังคงเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ตนะ

  • "หนังสั้น Again and again"


    จะบอกว่า ชอบห้องนี้สุดแล้ว นอนสบายมาก จนอยากรู้เลย ว่าไอ้เบาะยวบๆ มันเรียกว่าอะไร? เผื่อจะไปซื้อมานอนเล่นที่บ้านบ้าง (ฮา)

    หนังสั้นนี่ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจตรงกับที่ศิลปินสื่อไหม เราจำชื่องานหน้าห้องไม่ได้ แต่โซนใกล้ๆ มันจะมีคำว่า #FANTASY อันเบ้อเร่ออยู่น่ะนะ

    คล้ายๆ กับว่า เรื่องทั้งหมดที่เกิดในหนังสั้น อาจเป็นภาพที่อธิบายสมองของคนๆ หนึ่ง หรือจิตใจของคนๆ หนึ่งที่แลดูวุ่นวาย และต้องการที่จะหาทางสงบ เพื่อไม่ให้ถูกเจ้าพวกหนูกัดกินไปมากกว่านี้ หากแต่ พอเข้าสู่โมเม้นท์ที่สงบสุข เจ้าพวกหนูก็อาละวาดอีก

    คล้ายๆ กำลังจะตั้งคำถามว่า อะไรที่มากไป ไม่ว่าจะฝั่งไหน มันดีแล้วจริงๆ หรือ?

    อยากให้ไปดูแล้วทำความเข้าใจกันเองจริง อย่างที่เราบอก เรื่องพวกนี้ควรตกผลึกเองน่ะ แต่พอดีอันนี้ไดอารี่เรา เราอยากบันทึกสิ่งที่ตกผลึกในมุมเรา (อิอิ)

  • "เมื่อวันหนึ่ง แอนดรอยด์จะมาทำงานแทนมนุษย์"


    ชิ้นงานที่ถูกจัดแสดงในส่วนนี้ เป็นจอทีวีสองจอ ที่บอกเลยถ้าอยากได้อรรถรส โปรดใส่หูฟังด้วยนะ

    แอนดรอยด์ (A.I.) ไม่มีวันแก่ มันจะยังคงเป็นสาวไปได้ตลอด
    และดูเหมือนว่าจะทนทำงานซ้ำๆ ที่ไม่ต้องใช้หัวใจได้แบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงในเวลานี้ ศิลปินต้องการจะสื่อเช่นนี้จริงๆ ว่า วันหนึ่งหุ่นยนต์จะมาทำงานแทนมนุษย์นะ ซึ่งเอาเข้าจริง ความจริงข้อนี้ กำลังเกิดขึ้นแล้ว

    ขอเล่าย้อนความไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เรามีโอกาสไปร่วมงานที่ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่เพจคุยกับ HR จัดเพื่ออบรมและพูดคุยการเขียนโปรไฟล์รีซูเม่ใหม่เบื้องต้น ในช่วงต้นๆ ก่อนพูดถึงเรื่องการสัมภาษณ์งาน เขาเล่าให้ฟังถึงแนวโน้มของการจ้างงานในอนาคต

    ซึ่งองค์กรต่างๆ มีแนวโน้มที่จะลีนขนาดองค์กรลงมาอยู่แล้ว แล้วเอา AI มาแทนที่ หากแต่ความเปลี่ยนแปลงนี้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด มันเกิด แต่ไม่ได้เร็วขนาดนี้

    พอการมาถึงของโควิดเกิดขึ้น วิกฤติโควิดจึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กลายเป็นอย่างนี้ไปเลย

    เอาเข้าจริงๆ บางที การที่เราเก่งเพียง Hard Skill อาจไม่เพียงพอเอาเสียแล้ว ทักษะจำพวก Soft Skill ที่เรามองข้าม ไม่ว่าจะเป็นทักษะการตระหนักรู้ตัวตน ทักษะการจัดการงาน ทักษะการต่อรอง ทักษะการมองหาโอกาสใหม่ๆ ทักษะการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะในการคัดเลือกคน ทักษะในการเป็นที่ปรึกษาและโค้ชชิ่ง ฯลฯ ที่จัดว่าเป็นทักษะที่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะมี เพราะมีแค่มนุษย์เท่านั้น ที่จะเข้าใจมนุษย์ได้เป็นอย่างดี มากกว่าโรบอทที่ไร้หัวใจ จะกลายเป็นทักษะที่จำเป็นและสำคัญในอนาคต

    เพื่อให้คุณค่าของเรานั้น แตกต่าง จากหุ่นยนต์ ที่กำลังจะมาแทนที่เรา


  • "ความทรงจำที่รางเลือนในวัยเรียน"


    ส่วนจัดแสดงห้องนี้เป็นห้องดำๆ อยู่ชั้นล่างสุดเลย จะมีสตาฟฟ์พาชม และบอกวิธีชมงาน รวมไปถึงเล่าเรื่องวิธีการสร้างงานชิ้นนี้ขึ้น

    คือจะบอกว่า ศิลปินเขาเคยมาไทยนะ รีเสิชเขาเลยแน่นมาก แต่ช่วงโควิดไม่ได้อยู่ไทย สั่งงานผ่าน Zoom ล้วนๆ เลยออกมาเป็นงานชิ้นนี้นี่แหละ

    มันจะเป็นห้องกั้นสองห้อง ห้องนึงเราเข้าไปนั่งได้ ให้เราลองนั่งลง แล้วหันไปมองห้องกระจก มันจะเกิดภาพสะท้อนเราอยู่ด้านใน เหมือนเราได้ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ในห้องเรียนที่ยังมีกระดานดำตรงหน้า บางทีความทรงจำเรามันรางเลือน ถูกทิ้งร้าง เหมือนห้องเรียนที่ถูกทิ้งให้ผุพังไปตามกาลเวลา

    ลองมองเข้าไป แล้วคิดถึงตัวเองในตอนนั้นดู อาจจะคิดออก หรือหาคำตอบได้นะ ว่าตอนเด็กๆ ตอนเราเป็นวัยรุ่น เราชอบอะไร หรือเราไม่ชอบอะไร ^_^
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in