เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ทริปหนีตายจากไทยสู่ออสanonymous
ที่เคยมั่นว่าตัวเองแกร่ง ต้องลองมาทำร้านญี่ปุ่นที่ออสสักครั้ง !!!
  •         ตอนแรกว่าจะเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นยันจบ แต่เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในแต่ละวัน 
    ก็ขอ skip ข้ามมาเล่าเรื่องที่อยากเล่าแล้วกัน อย่างอื่นไว้ก่อน 55555555 
        
            แล้วพอรวบรัดตัดความ ก็กลัวทุกคนจะไม่เข้าใจ เลยอยากลำดับเหตุการณ์ดังนี้  
    วีซ่าผ่าน > บินเข้าซิดนีย์ เที่ยว 3 วัน ฝนตกสามวัน > บินเข้าบริสเบน เจอน้ำท่วม เข้าเมืองไม่ได้> ญาติที่อยู่อีกเมืองแสนไกลมารับไม่ได้ ถนนปิด  > นอน airbnb คืนนึง (จริง ๆ อันนี้ก็พีค ไว้เล่า) > รัฐบาลสูบน้ำ ญาติเลาะเมืองมารับ แต่ในเมืองยังน้ำท่วม > อยู่บ้านญาติ 2 weeks รอน้ำลด (แก น้ำท่วมจนมีคนตาย ห้องสมุดกลายเป็นที่ประชุมของทหาร หนักมาก) > น้ำลด เข้าเมือง ดูบ้าน > ดูบ้าน > ดูบ้าน > ดูบ้าน > sign บ้าน > หางาน > นัดสัมภาษณ์ นัดทดลองงาน > ติดโควิด (โอ้ยยยยยยย ) > 7 days กับพาราหนึ่งกระปุก กับเพื่อนร่วมบ้านที่ขยันคุยแม้กูจะติดโควิด ข่อมค่ะ > เครียดจัดเรื่องงาน > ได้งานร้านราเมง > ทดลองงาน > ฝึกงาน 

            ส่วนใหญ่ร้านที่ออส เค้าจะมี process ว่าถ้า resume เข้าตา ก็อาจจะเรียกมาสัมภาษณ์ หรือไม่ก็เรียกมาทดลองงานเลย อย่างที่นี่สัมภาษณ์ก่อน แต่บางที่โทรหาเราก็เรียกให้ไปทดลองงานเลย แล้วก็ดูโดยรวมว่าเราจะไหวไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะ trial ไม่เกิน 2 hr. ซึ่งกฎหมายมันจะบอกว่าทดลองงานไม่เกินกี่ชั่วโมงไม่ต้องจ่ายค่าแรง (ไม่ชัวร์จริงๆ ค่ะ) ร้านที่เรียกเรา เค้าก็จะเทรนประมาณสองชั่วโมงนี่แหละ แล้วก็ให้สินน้ำใจเป็นอาหารร้านนั้นแทน อย่างเราเคยเทรนร้านไทย ก็ได้ข้าวกลับบ้าน เทรนร้านขนม ก็ได้ขนมกลับบ้านงี้ สบาย แต่ถ้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ล่ายยยยยย ค่าแรงต้องคุ้มกว่าอยู่แล้ว 55555 


            จนตอนนี้ทำงานมาได้ 2 weeks แล้วเจ้าค่า วันละ 4 ชั่วโมง เพราะยังเป็นเทรนนี แต่เดินขาสั่นออกจากร้านทุกวัน ใครบอกตัวเองถึก สู้งาน อยากให้มาลองที่ร้านนี้สักครั้งในชีวิต แม่ย้อย เปิดร้านได้ 2 ชั่วโมงกว่า  เรียกคิวที่ร้อย บอกใครว่าทำงานที่นี่มีแต่คนรู้จัก (แหงละ ขายดีขนาดที่เราก็คิดว่าคนทั้งบริสเบนน่าจะเคยกิน อีผี) ละทำตำแหน่งไรเอ่ยยย All-rounder ซึ่งอีตำแหน่งนี้ทำสากกะเบือยันเรือรบ ทำตั้งแต่รับออเดอร์ เก็บโต๊ะ ยันทำราเมงตั้งแต่เริ่ม แกงกะหรี่ คาราอาเกะ สารพัด ทุกวันนี้หลอนมากบอกเลย นั่งท่องสูตรราเมง กับวิธีการทำอาหารจนหลอน แล้วที่นี่ใช้แต่คำทับศัพท์ หาทำมากกกก ภาษาอังกฤษว่ายากแล้ว เจอญี่ปุ่นเข้าไป 

            ขออนุญาตสาธิต 
            "ยูช่วยหยิบอามาดาเระให้ไอได้มั้ย" .........​
            แล้วอีกอย่างนะ ต้นหอมที่ใช้ทั้ง  spring onion / ชาร์ล็อต / negi 
    บางทีต้องกลับไปนึกที่บ้านแล้วก็กลับมาถามคนที่ร้านว่ามันหมายถึงอะไร  มันยุบยิบไปหมดจนท้อ ตอนนี้ก็ยังปรับตัวไม่ได้ เพราะเมนูมันเยอะ รายละเอียดมันก็พอสมควรเลย ทั้งข้าวทั้งราเมง เอาเป็นว่าตอนแรกที่กลัวที่จะพูดกับลูกค้าไม่ได้ ลืมไปเลย เพราะนั่นคือสิ่งที่ง่ายสุดค่า 

            อันนี้เป็นโน้ตของเราที่จดไว้ ทุกวันตอนนั่งรถเมล์ไปทำงาน เราจะหยิบมาทบทวนตลอด กลัวลืม ที่เห็นฆ่าทิ้งก็คำทับศัพท์ทั้งหลายนี่แหละ

            อยากให้ทุกคนนึกภาพให้ออกกับสภาพร้าน มันจะเป็นฟีลแบบ KFC ที่ลูกค้าจะมาสั่งอาหารที่เค้าท์เตอร์ ซึ่งเราจะอยู่ตรงนั้นบ้าง แหงละ งานง่ายสุด ถ้ามายืนรอตอนไม่มีลูกค้าอีกโดนทุบชัวร์ งานรออยู่
    จะมาลีลาอะไรตรงนี้ ทุกวันมาถึงร้านต้องมองให้ออกว่าหน้าที่ของเราต้องทำอะไร ห้ามทำงานเดียวกันสองคน เสียเวลา หลัก ๆ เด็กใหม่ ช่วงที่ยุ่งจัด ๆ ก็รับออเดอร์ ล้างจาน ซึ่งอีล้างจานเนี่ย ต่อให้มีเครื่องล้างจานก็ไม่ได้ทำให้งานเบาลงเล้ยยยยย ล้างเหมือนผีหลอก ไม่จบไม่สิ้น เคลียร์โต๊ะ แล้วพวกของทอดที่ใช้เวลานานก็เราที่ต้องเอาลงกระทะ ช่วงแรกที่ทำ 4 ชั่วโมงผ่านไป ไม่มีเวลากินน้ำด้วยซ้ำ แม่งโคตรยุ่ง ถ้าช่วงบ่ายสามเบาลงหน่อย เค้าก็อาจจะเปลี่ยนให้เราไป station ramen ลวกเส้น ทำน้ำซุป บางทีก็โยกไป station topping เวียนหัวบอกเลย แต่ละซุปก็จะมีรายละเอียดต่างกันไป แต่คร่าว ๆ มันจะ pattern
    ที่คล้ายกัน ต้องอย่าลน อย่ามั่ว ยิ่งลูกค้าเป็นวีแกนมากิน ถ้ามั่วคือตายอนาถ

            แล้วพอเรารับออเดอร์จากลูกค้า เราต้องเป็นคนตะโกนสั่งเสียงดัง ๆ ว่าลูกค้าสั่งอะไร เป็นการทวนลูกค้า ทวนคนทำ หรือไม่ของทอดที่ใช้เวลานาน ก็อาจจะได้ลัดคิวทำทิ้งไว้ (อย่างเกี๊ยวซ่าจานนึงร่วมสิบนาทีกว่า ถ้ารอถึงคิวแล้วค่อยทำนี่บ่าทันกิน) แรก ๆ ก็เขินไม่ไหว จนคนในร้านบอกว่ามึงตะโกนบ้างค่ะ ทุกคนเค้าสับสนออเดอร์มึงหมดแล้ว ก็เลยต้องทำ แล้วก็ต้องพูดภาษาญี่ปุ่นด้วย ตรงนี้เราก็ไม่ค่อยมีปัญหาหรอก ชิน ไดอาล็อกก็ "อิรัชชัยมาเสะ" "อะริกาโตะโกไซมัส" 

            แต่ที่เครียดจัดก็คงจะเป็นจำวิธีการทำพวกข้าวไม่ได้ เพราะคนสั่งไม่บ่อยเท่าราเมง แพทเทิร์นไม่ค่อยเหมือนกัน บางทีพนง.ที่อยู่มานานเค้าก็ให้เราทำ พอจำไม่ได้ก็โดนบ่นตามระเบียบ แต่ละคำที่บ่นก็แทงใจเกิ๊น จนถึงตอนนี้ยังเครียดตลอดเวลา แล้วคนในร้านญี่ปุ่นล้วน ทุกคนคุยญี่ปุ่นออกรสออกชาติ เรานี่แบบ เออ มึงอยากพูดไรพูดไปแล้วกัน นี่ขอไม่รับรู้ เหนื่อยทุกวัน ทำงาน 11.30 น. เหนื่อยสัสสส เงยหน้ามองนาฬิกา โห เพิ่งบ่ายโมง คนไม่น้อยลงเลย 

            จนวันก่อน แบบเหนื่อยสะสมด้วย แล้วปัญหามันเยอะมาก เอาจนเกือบน้ำตาร่วง แบบโว้ยย อึดอัด มันเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ ด้วยความภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรง เวลาฟังเค้าพูดนี่ต้องโคตรตั้งใจฟัง เหมือนเราเพ่งตลอดเวลา มันไม่ได้ผ่านหูแบบภาษาเราแล้วเข้าใจเลย มันเลยเบิร์นพลังไปหมด วันไหนไม่เฟรช หรือล้า ๆ เราเตรียมช็อกโกแลตใส่กระเป๋าเลย เลิกงานปุ๊บอุดปากปั๊บ เคยเหนื่อยแล้วยังไปเดินพาร์คเล่น เห็นสนามหญ้าแล้วล้มตัวนอน (อันนี้เป็นเรื่องปกติของคนที่นี่นะ ชอบมานอนเล่นกันที่พาร์ค) แต่เราก็ดันหลับไปเลย ทั้งแบบนั้น ..... ขิตมาก หมดสภาพ 

            พาร์ประจำที่เดินเล่น บางทีก็นอนอ่านหนังสือ ยืดเส้น จนนอนหลับนั่นแหละ ทำทุกอย่างที่พาร์คนี้ 


            ด้วยเนื้องานที่ทุกอย่างหมุนไปได้หมด ทุกคนเท่าเทียมกันของจริง วันดีคืนดีอาจจะมีงานแปลก ๆ มาให้เราแบบไม่คาดคิด เช่น "ของหมด ยูเป็นมาเร็ว ไปอีกสาขาเอามาได้มั้ย" อีกสาขาก็ห่างเกือบโล ก็โอเค ได้ สับแบบสุด ไปถึง แล้วก็เอากลับมา อ้อ อย่าลืม ของสำคัญคือ ขวดน้ำ ติดตัวไว้เลย เพราะตอนทำงานไม่ค่อยได้กิน ถ้าไม่เอาไป เกียมเรียกกู้ภัยมารับได้เลยจ้ะ 

            ดีนะ ฟุตบาทเค้าดี เลยลากไปยาว ๆ ไม่ต้องยกอะไร

            หลังจากโดนใช้ให้เป็นม้าเร็วไปครั้งนึง วันนี้เค้าก็เหมือนติดใจ ก็สั่งให้เราเอาของไปให้อีกสาขา ด้วยกระเป๋าใบเดิม ถามว่าพร้อมมั้ย เราก็ถอดผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมผมออก ก็ไปอีกสาขา ตอนแรกว่าจะไม่เอาขวดน้ำกับโทรศัพท์ไป แต่ก็เสียวหลง ถึงจะแม่นแต่ก็ยังหลอน พอไปถึงก็บอกทากะซังว่ามาส่งของนะ บาย ทากะซังก็บอกแพ้บนึงยู ที่นี่คนน้อยมาก ยูมาช่วยทางนี้ได้มั้ย เดี๋ยวเราโทรบอกอีกสาขาให้ เราก็ตาเหลือกสิครับ ทั้งตัวมีแต่โทรศัพท์กับขวดน้ำ แต่เค้าให้อยู่ก็อยู่ สาขานี้ก็จอยกว่าสาขานั้นเยอะ คนน้อยกว่า ปิดร้านเร็วกว่า แต่สภาพแย่มาก เพราะผ้ากันเปื้อนอยู่อีกที่นึง ที่นี่ก็ไม่มีให้เติม เราดันทำราเมง ให้นึกฟีลเส้นบะหมี่ที่อุดมไปด้วยแป้ง ตั้งแต่หัวจรดตีน แป้งทั้งตัว กางเกงสีดำปกติใส่สองวัน ขาวจั๊วะ 

            พอเลิกงานทากะซังบอกชั้นมีเค้กอยู่ในตู้ เอาไปกินได้เลย happy easter day เราก็ต้องเดินถือเค้ก สภาพมอมแมมขั้นสุดกลับอีกที่ เพราะของทิ้งไว้หมด ไปถึงมีแต่คนหัวเราะกับสภาพ แล้วก็เหตุการณ์ที่ไปส่งของแล้วไม่ได้กลับ เมเนเจอร์นามอิคุโยะซังต้องมาปัดแป้งให้ โว้ยยยยย แต่เค้าก็ตื่นเต้นที่เราได้เค้ก บอก lucky day นะ จ้าาาา 


            ลืมเล่าอีกสิ่ง วันที่แย่มาก ๆ จนเกือบร้องไห้ที่ทำงาน เลิกงานเราก็เดินกลับหอ ตอนนั้นต้องข้ามทางม้าลาย ก็มีลุงคนนึงรอข้ามอยู่ เราก็รอพักนึงก็ไม่ไหวแฮะ แดดแรงแต่ข้ามไม่ได้สักที เลยไปกดสัญญาณม้าลายอีกรอบ ลุงก็หันมามอง พอกดปุ๊บ เขียวทันที ตอนข้ามถนน ลุงบอกวันนี้คงเป็นวัน lucky day ของยูสินะ .....​( อยากถามลุงว่า มีเวลาสักสองชม.มั้ยคะ )

            ขอลาไปกับภาพอาหารเย็นวันนี้จ้า 


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in