เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Christmas en voyagehappypii
On the twelfth day
  • “สุขสันต์วันคริสต์มาส“


    ผมเงยหน้าขึ้นเห็นคุณคานาตะยืนอยู่ตรงหัวบันได “ออกไปไหนตั้งแต่เช้า ไปหาเจ้าแมวนั่นเหรอ“


    ผมพยักหน้าตอบเธอ ตั้งแต่เกิดเหตุสุดวิสัยสามสี่วันก่อน มอลลี่ก็อันตรธารหายไป ทำเอาคิดว่าเธอคงกลับไปหาเจ้าของ ไม่ก็เจอะคนใจดีคนใหม่ไปเสียแล้ว แต่แล้วเช้าวันนี้ผมก็เห็นเจ้าก้อนขนสีส้มเดินออกมาจากหัวมุมถนน ส่งเสียงเหมียว ๆ ออดอ้อนเรียกหาเช่นเคยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมวิ่งกลับขึ้นห้อง บันไดไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดไม่เกรงใจ


    หญิงชราร้องโอ้ดูดีใจที่คิดถูก ก่อนยื่นอะไรบางอย่างที่เธอถืออยู่มาให้ผม ผมไม่ได้สังเกตเลยว่ามีของแบบนั้นอยู่ด้วยตั้งแต่แรก กล่องกระดาษสีเขียวสด ผูกด้วยริบบิ้นสีแดง


    “ไม่เป็นไรหรอก คิดซะว่าเป็นคำขอบคุณที่ใจดีกับคนแก่อย่างฉันมาตลอด เธอน่ะ อยู่ที่นี่ไปนาน ๆ นะ“


    หัวใจพองโตเหมือนอัดแก๊สฮีเลียม ใครจะคิดว่าจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีได้ ในเมื่อไม่เคยเป็นอะไรที่ดีมาก่อน เพียงเพราะแว่นตาคู่หนึ่งที่หายไป ผมจึงมีเรื่องเล่ามหัศจรรย์กับชาเขียวขม ๆ ดั่งขนมหวานในวันแย่ ๆ ที่มาพร้อมกับมิตรภาพที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้รับหรือสมควรได้รับ ผมก้มกอดร่างเล็ก ๆ ของเธอ คงเป็นสิ่งเดียวที่ผมพอจะตอบแทนเธอได้ 


    “ฉันทำขนมมาให้ หวังว่าเธอจะชอบเค้กขอนไม้นะ“ กล่องนั้นแสนเบา แต่ใจผมหนักอึ้ง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ของขวัญคริสต์มาสก็ทำให้เรากลับไปเป็นเด็กน้อยได้เสมอ ผมบอกเธอว่าไม่น่าลำบาก  


    เธอลูบหลังผมเบา ๆ สัมผัสอันตรายที่หวนให้นึกถึงใครคนหนึ่ง ผมค่อย ๆ แงะตัวออก


    บทสนทนาผลัดเปลี่ยนไปตามประสาคนแก่ช่างพูด ผมได้แต่พยักหน้างึก ๆ เหมือนเคยจนกระทั่งเธอขอตัวกลับ ผมสงสัยว่าคืนนี้เธอจะมีปาร์ตี้ที่ไหนกับเพื่อนในสมาคมของเธอหรือเปล่า แต่ถึงเธอจะเอ่ยปากชวน ผมก็มีนัดของผมแล้วเรียบร้อย


    ผมไขกุญแจประตูห้อง ชำเลืองตามองคุณคานาตะที่ค่อย ๆ เดินจากไป ก่อนเปล่งเสียงออกมา


    “สุขสันต์วันคริสต์มาสเช่นกันนะครับ“


    ❄❄❄


    โรลมูสช็อกโกแลตอร่อยเกินบรรยาย สงสัยผมต้องขอสูตรเธอสักวัน 


    ผมวางจานบนโต๊ะกาแฟ ก่อนเหยียดตัวบนโซฟา แล็ปท็อปบนหน้าอก มือทั้งสองไล่เช็คอีเมล์ที่ถูกละเลยมาตั้งแต่ปิดจ็อบไฟนอลโปรเจกต์ ในกล่องจดหมายมีอีเมล์ใหม่อยู่ห้าหกฉบับ เป็นข้อความอวยพรวันคริสต์มาสจากโรงเรียน เจ้าพาโบล (เพื่อนที่ผมคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด) ที่หนีหนาวไปอยู่เกาะสักเกาะในทะเลแปซิฟิก คนรู้จักอีกสองสามคนที่คงใส่ที่อยู่อีเมล์เพื่อนทุกคนและกดส่งรวดเดียว และจากเว็บไซต์ที่ผมจำไม่ได้ว่าเคยสมัครสมาชิกไปตอนไหน 


    คำอวยพรแสนแห้งแล้ง ใยแมงมุมในกล่องอีเมล์ที่ทิ้งร้าง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ก็หยุดความเศร้าไม่ให้ก่อขึ้นได้ ถึงอย่างนั้น อย่างน้อยความเศร้าเป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันมานาน แต่ความคิดอันตรายบางอย่างที่ผุดตามมาด้วยนี่สิ ที่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไรดี ความใคร่รู้อันตราย กุญแจเปิดกล่องแพน    ดอร่ากระพริบอยู่บนหน้าจอ


    และโดยไม่ฟังเสียงห้ามจากสมอง นิ้วมือพิมพ์ชื่อบัญชีต้องห้าม เหมือนว่าเครื่องยังจำแอดเดรสได้ พาสเวิร์ดจึงเด้งขึ้นมาอัตโนมัติ และเมื่อเคาะปุ่มเอ็นเตอร์ ฝากล่องก็ถูกเปิด ผมตักเค้กอีกคำเข้าปาก ผลราสเบอร์รี่แตกดังเป๊าะ


    แม้ว่าจะเตรียมใจไว้บ้าง ผมก็ยังตกใจกับจำนวนเลขมหาศาล ชื่อผู้ส่งล้วนเป็นบุคคลคุ้นหน้าคุ้นตา บางชื่อก็สร้างความประหลาดใจไม่น้อย อย่างอดีตนายหน้าที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจของเราจบลงไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ หรือไม่ก็สร้างความประหลาดขีดสุด เช่นอีเมล์ฉบับล่าสุด ระบุวันที่ ณ ปลายเดือนพฤศจิกายน แค่เห็นชื่อผู้ที่ส่งมา สัญญาณเตือนเสียงดังลั่นอยู่ในหัว อย่าแม้แต่จะคิด เพราะถ้าขืนเปิดมันขึ้นมา ผมจะไปเปิดอะไรในใจตัวเองบ้าง แต่จากชื่อผู้ที่ส่งมา คิดหรือว่าใจจะฟัง


    เฮ่ นี่ฉันเองนะ 


    ที่ฉันเขียนมาหานายไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องของเรา ฉันรู้ว่านายคงไม่มีอะไรจะคุยอะไรกับฉันอีก ฉันเข้าใจแต่พ่อแม่นายถึงกับขอร้องฉันมา หวังว่าฉันจะติดต่อนายได้ นายก็รู้ว่าพวกท่านคิดยังไงกับฉัน ฉันเองก็ไม่มั่นใจเลยสักนิด แต่ฉันก็รับปากเพราะพวกท่านเป็นห่วงนายมาก ๆ ถือซะว่าเห็นแก่พวกท่านเถอะ ถ้านายได้เปิดอีเมล์ฉบับนี้จริง ๆ แค่บอกว่านายอยู่ที่ไหน สบายดีหรือเปล่า 


    ถึงตรงนี้ ไม่ว่านายจะอ่านลงมาต่อไหม ฉันรู้ว่ามันฟังเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็ยังอยากเล่าเรื่องของฉันเองให้นายฟัง อยากจะบอกว่าฉันสบายดี อาจจะตื่นเต้นกระวนกระวายนิดหน่อย เพราะหนังเรื่องแรกของฉันจะฉายในอีกไม่กี่สัปดาห์ มันบ้ามากเลยล่ะ บางครั้งฉันก็หวังอยู่ลึก ๆ นะว่านายจะได้ดู 


    ฉันจะไม่โกหกว่าฉันไม่คิดถึงนาย ความจริงคือฉันคิดถึงนายกว่าที่เราทั้งคู่จะคิด ฉันรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงมันอีก แต่ฉันก็ยังอยากบอกว่าฉันเสียใจสำหรับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา นายเป็นคนที่สำคัญกับฉันมากนะ และนั่นก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ หวังว่านายจะเชื่อฉันและให้อภัยฉันได้สักวัน 


    รักเสมอ 


    ผมพ่นลมออกมา เผลอกลั้นหายไปไม่รู้ตัว


    ผมเคยคิดว่าชีวิตนี้ผมคงไม่มีวันที่ผมอยากจะเห็นหน้าเธออีก แม้กระทั่งถนนที่รองเท้าส้นสูงคู่นั้นใช้เคาะจังหวะดนตรี อากาศที่เคยหายใจ หรือท้องฟ้าที่เธอแหงนมอง ผมไม่เลือกทางนอกจากจะหนี และทิ้งอดีตลงมหาสมุทร เฝ้ารอถึงวันหนึ่งที่ชื่อและใบหน้าของเธอจะไม่มีความหมายอีกต่อไป จริงอยู่ที่ข้อความในอีเมล์ไม่ได้เรียกใจให้ฟูมฟาย ไม่มีความเจ็บปวดที่มากไปกว่าอาการหน่วง ๆ ที่พอทนไหว แม้ตะกอนความโหยหายังกองก้นจิตใจ คำว่า ‘คิดถึง‘ กับ ‘คนสำคัญ‘ ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีใจ แต่เป็นการที่รู้ว่าความฝันของเธอเป็นจริงในที่สุด


    ผมเชื่อสิ่งที่เธอบอกไหม — ผมเชื่อ
    ผมให้อภัยได้ไหม — สักวันหนึ่ง 
    ผมคิดถึงอยู่เธอไหม — ใช่ แต่ผมไม่คิดถึงความรักของเราอีกต่อไป
    เวลานี้อาจเร็วเกินไปที่จะพูดว่า ‘ภารกิจเสร็จสิ้น‘ แต่มันเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ที่อดภูมิใจไม่ได้ 


    ผมหวนคิดถึงวัตถุประสงค์ที่เธอเขียนหาผม ข้อความในอีเมล์เขียนออกมาแลดูว่าผมเป็นลูกเลวเกินไปหน่อย อย่างน้อยผมก็ยังส่งสัญญาณเป็นระยะ ๆ เพื่อบอกว่าผมยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ ผมเข้าใจว่าพวกท่านหวังดี แต่หลายครั้งพ่อแม่เองก็กลายเป็นคนที่ทำให้ปัญหาหลาย ๆ ซับซ้อนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งพวกท่านเป็นพวก ‘ผู้มีอิทธิพล‘ แล้วล่ะก็นะ 


    สายตาผมเหลือบมองไปทางห้องครัว แลเห็นรูปถ่ายหอไอเฟลเคียงข้างกับหญิงสาวนักเต้นรำอยู่บนตู้เย็น ผมเผยยิ้มเล็กน้อย ก่อนเปิดจดหมายฉบับใหม่ขึ้นมา และจรดมือบนแป้นคีย์บอร์ดอีกครั้ง


    ❄❄❄


    “นายมาสาย“


    ผมเปิดหน้าจอโทรศัพท์ “ห้านาทีเองเนี่ยนะ“


    “ก็สายอยู่ดี เป็นคนนัดเองแท้ ๆ“


    เขาเลิกคิ้ว ผมกลอกตา


    เมื่อค่ำคืนวันเฉลิมฉลองมาถึง ทุกอย่างดูวุ่นวายขึ้นผิดหูผิดตา กว่าผมจะได้ออกเดินทาง ผมต้องรอรถบัสถึงสองคัน ที่จริงเกือบจะสามคันด้วยซ้ำถ้าผมไม่ยอมด้านหน้าเดินเบียดเข้าไปจนโดนสายตาอาฆาตจากผู้โดยสารคนอื่น ๆ อย่างกับว่าทุกคนในเมืองกำลังมุ่งไปทางเดียวกันผมอย่างไรอย่างนั้น แต่ความพยายามของผมก็จบลงด้วยการโดนตาขวางใส่อีกเนี่ยนะ ผมรู้ว่าโลกมันไม่ยุติธรรม จึงเลือกที่จะเงียบ และทำหน้ามุ่ยเหมือนเด็กไม่ได้ดั่งใจ


    อีกฝ่ายหรี่ตามองผมอย่างเย็นชา ให้ตายเถอะ ผมยังจำสีหน้าของเขาเมื่อวานได้เเม่นตอนที่ผมเอ่ยปากชวน หมอนั่นลังเลอยู่นานกว่าจะตอบตกลงเสียงค่อย ถ้าความทรงจำผมไม่ได้เล่นตลกอะไร หูเขาแดงแป๊ดเลยทีเดียว 


    “ไปกันได้หรือยัง“ หมอนั่นจัดเสื้อโค้ทสีไวน์ และซุกหน้าเข้าในผ้าพันคอสีเขียวคนละเฉดกับดวงตา ยังกับองุ่นเดินได้  ผมนึกขำในใจ รู้สึกเสียดายแปลก ๆ เมื่ออีกฝ่ายเอามือเข้ากระเป๋าโค้ท


    ตลาดคริสต์มาสย่านโทรคาเดโรครึกครื้นมาตั้งแต่ช่วงบ่าย พอตกกลางคืน ร้านรวงจะเริ่มพากันเปิดไฟแข่งกับหอไอเฟลที่ตั้งห่างออกไปไม่ไกลจนท้องฟ้าดูสว่างไสว ผมหยุดดูร้านขายของตกแต่งที่วางสินค้าลายตา มือลูบรูปปั้นเซรามิกพระกุมารเยซูที่กำลังหลับใหลอยู่ในเปลจนโดนเจ้าของร้านจ้อง ส่วนหมอนั่นอยู่ฝั่งตรงข้าม โดนห้อมล้อมไปด้วยตุ๊กตามาโตรชก้าหลากสีหลากขนาด ผมเขาต้องไฟสลัว ๆ ที่ประดับบนซุ้มแทบกลืนไปกับแสงสีโทนร้อนทั้งแดง ส้ม ฝูงชนเดินผ่านไปมาเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวดูพร่ามัว จิตใจผมทำสงครามกันระหว่างว่าอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้ (ผมก่นด่าตัวเองในใจว่าทำไมถึงลืมพกกล้องมา) หรืออยากจะจับพู่กันวาดภาพตรงหน้าให้เป็นแนวอิมเพรสชันนิสม์ 


    กลิ่นหอมบางอย่างโชยมาแตะจมูก เบี่ยงเบนความสนใจของผมไปทางร้านขนมที่อยู่เยื้องออกไป ผมเอื้อมมือไปหยิบบิสกิตกาลิสซงในกล่องที่มีป้ายปักไว้ว่า ‘ชิมฟรี‘ รับรสชาติของเมล่อนเชื่อมและอัลมอนด์ที่ฟุ้งไปทั่วปาก 


    “เอาด้วยไหม“ ผมยื่นให้เขาชิ้นหนึ่ง แต่กัดไปแค่คำเดียว หมอนั่นถึงกับทำหน้ามุ่ยอย่างกับเจอของบูด 


    “หวานชะมัด“ เขาไอเล็กน้อยคงเพราะแสบคอ ผมกวาดตามองขนมหลากชนิดที่จัดเรียงกันเป็นระเบียบอยู่บนชั้น ส่วนมากก็เป็นของที่นิยมทานกันช่วงเทศกาลอย่างแท่งตังเมนูกาต์ เค้กขอนไม้ กระทั่งเค้กคูโกลฟของแคว้นอาลซัส ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ ผมคงไม่มีทางอดใจไหว ต้องตื๊อพ่อแม่ให้ซื้อกลับไปสักโหลสองโหล ช่างเป็นความทรงจำเกี่ยวกับของหวานที่ยังทิ้งรสขมไว้ทุกครั้งที่คิดถึง แต่อย่างน้อย ภาพที่ผมเหลือบไปเห็นก็ทำให้ยิ้มออกมาได้ เมื่อเพื่อนร่วมทางกำลังพิจารณาโหลใส่ขนมปังขิงตัวจิ๋วผูกประดับริบบิ้นสีแดงเขียวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นายจะกินพวกเดียวกันไม่ได้นะ นายหัวแดง


    “ฉันไม่มีอะไรให้นายเลย“ อยู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมาไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาผมถึงกับชะงัก 


    “อยากจะขอบคุณ“ เขากัดริมฝีปาก “สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น“


    อ้อ


    “ไม่จำเป็นหรอก แค่ยอมมาด้วยก็ดีแล้ว“ ผมเกาหัวแกรก ๆ หัวเราะกลบเกลื่อนเสียงเต้นตึก ๆ หมอนั่นคลี่ยิ้ม เป็นรอยยิ้มแบบที่ผมได้เห็นตอนเขาอยู่กับมาร์เกอริต ที่ดีกว่ารอยยิ้มเศร้า ๆ ที่ลานน้ำพุหลายร้อยเท่า


    ท่ามกลางเสียงจอแจ ผมได้ยินอะไรทำนองเพลงมาตามสายลม ซุ้มใดซุ้มหนึ่งคงเป็นคนเปิด ท่วงทำนองคุ้นหูที่ไม่คิดว่าจะได้มายินที่นี่ ‘ข้าตีกลองถวายพระองค์ ข้าเล่นอย่างเต็มฝีมือแด่พระองค์ แล้วพระองค์ทรงแย้มพระสรวลให้กับข้า


    ‘เด็กน้อยนักตีกลอง‘ ผมเผลอร้องตามด้วยความเคยชิน — ปารัม ปัม ปัม ปัม


    “นายร้องเพลง“ หมอนั่นหันมาทางผม 


    ผมอ้าปากค้าง เหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าแอบขโมยขนม


    “หยุดทำไมล่ะ เพราะดีออก ไม่ค่อยเหมือนเสียงพูดนายเท่าไหร่ จะว่าทุ้มกว่าก็ได้“ เขาทำหน้าครุ่นคิดขณะใบหน้าผมร้อนผ่าว ทั้งที่ได้ยินคนชมออกบ่อยจนน่าจะชินได้แล้วแท้ ๆ ผมพูดขอบคุณในลำคอ แต่คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิน เมื่อเห็นเขาทำหน้าตกใจ ดวงตาต้องไฟเป็นประกาย 


    “โอ้“ เศษผงเล็ก ๆ ร่วงผ่านหน้าผมไปคล้ายเถ้าบุหรี่ “หิมะตก“


    นั่นล่ะ คริสต์มาสต่างแดนปีแรกของผม แน่นอนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดคิดไว้สักนิด แต่ถ้าให้ถามว่าแล้วผมหวังจะเห็นอะไร ก็เกรงว่าคงให้คำตอบไม่ได้เช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่าความสัมพันธ์จะต้องสิ้นสุด ว่าจะมาลงเอยอยู่อีกด้านของมหาสมุทร ว่าจะเกิดเหตุฆาตกรรมไม่คาดฝัน ว่าจะมาเดินตลาดคริสต์มาสกับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักได้แค่ครึ่งเดือน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตไปข้างหน้า เพื่อเพิ่มระยะห่างจากอดีตให้มากที่สุดเท่านั้น โดยไม่สนว่าอนาคตผมจะไปอยู่ ณ จุด ๆ ไหน ขอเพียงให้เวลามารักษาบาดแผลเท่านั้น



    ผมไม่รู้ว่ามันเป็นวิธีที่ถูกต้องไหม เพราะเมื่อความเจ็บปวดเริ่มหายไป สิ่งที่มันทิ้งไว้คือความว่างเปล่า



    บทสนทนากับมาร์เกอร์ริตวันนั้นหวนกลับขึ้นมา ‘ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ต้องใช้เวลากว่าจะรู้ว่ามันคือของขวัญ‘ จะว่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมเริ่มหลับตานอนพร้อมคำถามให้ขบคิดถึงอาหารเช้า ถึงแมวส้มที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ถึงหญิงชราช่างคุยที่กลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิท ถึงดวงตาคู่นั้นที่ชวนให้นึกถึงป่าสน



    เสียงจามแทรกสายธารความคิด ผมหันไปมองเพื่อนรวมทางที่เริ่มมีหิมะกระจุกบนหัว ใจนึกสงสารขึ้นมาแวบหนึ่งแต่ก็อดหัวเราะเสียไม่ได้ อย่างกับครัวซองค์อัลมอนด์ที่โรยน้ำตาลไอซ์ซิ่งเยอะเกินไป ผมพยายามทำเป็นไม่ได้ยินน้ำเสียงมีเลศนัยของจิตใจใต้สำนึก แบบที่นายชอบไงเล่า



    มาร์เกอริตเคยถามผมว่าผมคิดจะอยู่ที่นี่ไปอีกนานไหม ตอนนั้นผมก็ตอบเธอไปตามตรง เพราะท้ายที่สุดแล้วผมรู้ว่าเราไม่ควรเสียเวลามานั่งคิดเรื่องอนาคตให้ปวดหัว แม้ตอนนี้ผมเริ่มอดสงสัยไม่ได้ว่าคริสต์มาสปีหน้าจะเป็นเช่นไร แต่ก่อนเวลาจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ผมขออยู่กับปัจจุบันตรงนี้อีกสักพัก

     

    เราเดินเคียงกันไปตามถนนที่ไม่เคยหลับใหล ยิ่งเข้าใกล้ตัวหอไอเฟลมากเท่าไหร่ ฝูงชนยิ่งพลุ่กพล่านกว่าเดิม ผมเห็นชายชราแต่งตัวเป็นซานตาคลอสเดินแจกของขวัญให้กับเด็ก ๆ บางส่วนพากันตื่นเต้นกับหิมะยกใหญ่ ต่างกระโดดโลดเต้นจนผู้ปกครองต้องดุ แต่ก็มองลูก ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน ผมปล่อยใจไปกับเสียงรองเท้าบูทสองคู่กระทบพื้นหินดังแต๊ก แต๊กคล้ายเสียงกลอง และเสียงแซ็งแซ่ของผู้คนในช่วงเวลาของความสุขที่หวนให้คิดถึงบ้าน

     

     

    หิมะเริ่มตกหนักมากขึ้นจนรู้สึกถึงเกล็ดเย็น ๆ บนศีรษะ สัมผัสมันเบาหวิว ราวสวมมงกุฎกระดาษ




    Author's Note (กันยาว ๆ ค่ะ)

    • Twelve Days of Christmas

    งานเขียนชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากเพลงคริสต์มาสเพลงนี้ค่ะ (ภาพ header บอกใบ้เนิ้อเพลงไว้ด้วยล่ะ) โดยแต่ละบทจะมีคีย์เวิร์ดตามเนื้อเพลงที่กล่าวถึง ‘ของขวัญ‘ ที่ได้รับจากพระเจ้าในแต่ละวันตลอด 12 วัน ดังนี้


            วันที่ 1    = นกกระทาบนต้นแพร์
            วันที่ 2    = นกเขาคู่
            วันที่ 3    = ไก่ฝรั่งเศสสามตัว
            วันที่ 4    = นกที่ส่งเสียงสี่ตัว
            วันที่ 5    = แหวนห้าวง
            วันที่ 6    = ห่านหกตัวกำลังออกไข่
            วันที่ 7    = หงส์เจ็ดตัว
            วันที่ 8    = สาวใช้แปดคนกำลังรีดนมวัน
            วันที่ 9    = หญิงสาวเก้าคนกำลังเต้นรำ
            วันที่ 10  = ขุนนาง 10 คนกำลังกระโดด
            วันที่ 11  = คนเป่าปี่ 11 คน
            วันที่ 12  = นักตีกลอง 12 คน

    (เพลงนี้มีลักษณะเป็น Cumulative Song คือจะค่อย ๆ เพิ่มเนื้อทีละท่อนต่อไปเรื่อย ๆ  


    ต้องขอบอกก่อนว่า เราดัดแปลงองค์ประกอบของเพลงพอควรเลย เช่นว่า เราไม่ได้ทำตามเนื้อเป๊ะ ๆ มีหลายบทที่ตีความคีย์เวิร์ดใหม่ให้เข้ากับเนื้อเรื่อง บางครั้งก็เอามาเป็นแค่องค์ประกอบเล็ก ๆ ส่วน (อยากรู้เหมือนกันว่าหาคีย์เวิร์ดที่เราใช้ในกันเจอรึเปล่าเอ่ย) เรื่องจำนวนตัวเลขแน่นอนว่าคงไม่มีทางทำตามได้ (ไม่งั้นคงไม่ได้เขียนออกมาให้อ่านกันเลยทีเดียว 555) สุดท้ายคือ 12 วันคริสต์มาสตามความหมายจริง ๆ แล้ว เริ่มนับวันที่หนึ่งจากวันคริสต์มาสไปจนถึงวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันสมโภชพระคริสต์ แต่เราสลับมาเป็นการนับถอยหลัง 12 วันสู่วันคริสต์มาสแทน เพื่อให้เข้ากับเทศกาลค่ะ


    ด้วยความที่เพลงนี้เป็นเพลงที่เราชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอเห็นว่าใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้ว เลยรู้สึกอยากลองเขียนเรื่องยาวที่ใช้คำจากเนื้อเพลงที่มีความหลากหลายดูค่ะ เป็นการท้าทายตัวเองไปในตัวด้วย 


    ใครที่สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม อย่างเรื่องประวัติความเป็นมาของเพลง และการตีความสัญลักษณ์ สามารถอ่านได้ที่นี่เลยค่ะ http://www.shb.or.th/article/lokkhamson/12days/12days.html

    • อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเราเขียนงานนี้เพราะความสงสัยใคร่รู้ล้วน ๆ เลยค่ะ ว่าตัวเองจะทำชาเลนจ์นี้ได้ไหม (ซึ่งหนักหนาพอควร 555) แต่เราก็อยากให้มันเป็นของขวัญให้กับเพื่อน ๆ และผู้อ่านทุก ๆ ท่านในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ด้วยเช่นกันค่ะ ปีนี้เป็นปีที่เราได้เจอมิตรภาพใหม่ ๆ มากมาย คนเก่า ๆ ก็ยังอยู่ด้วยกันไปอีกปี หวังว่านี่จะเป็นคำขอบคุณจากเราได้ทางใดทางหนึ่งนะ
    • ขอบคุณจ. ที่ช่วยแก้งาน และตรวจทานให้ตลอด ไม่งั้นคงไม่มีวันกล้าลง
    • ถ้ามีใครอยากคอมเม้นต์ หรืออยากพูดคุยกัน สามารถทักมาได้ที่ทวิตเตอร์ @epii_piipii นะคะ 
    • ขอบคุณแฟนอาร์ตน่ารักๆจากคุณ @sweetpork0635 ด้วยค่ะ

    Happy Holidays !!!


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
paparkro9er (@papark_baka)
คล้ายๆ ว่าคุณตอบโจทย์ที่เราเพิ่งคอมเม้นท์ไปเมื่อสองตอนที่แล้วเลยแฮะ
ค่อนข้างท้าทายจริงๆ นั่นแหละ เราอยากรู้เหมือนกันว่าจะจบลงยังไง

บรรยากาศมันดูเข้าถึงได้ง่าย และดูเขียนได้อินขึ้นทุกๆ ตอนเลย

แต่เราคิดว่าการพิมพ์ติดๆ กันหลายบรรทัดแล้วเป็นประโยคสนทนา
ที่มีมากกว่า 2 ประโยค มันทำให้รู้สึกอ่านยากและลายตานะ
คิดว่าการเอนเทอร์ทีละประมาณพารากราฟละ 4 - 5 ประโยคกำลังโอเค
(แค่ความเห็นเรานะ)