Novelber2018pampamgirl
[Chapter 1.7] Turbulence เมื่ออา(กาศ)ปั่นป่วน
  • ธาดาจูงมือหลานชายคนโปรดไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินสำหรับเที่ยวบินในประเทศ ยื่นพาสปอร์ตของปรมัตถ์ให้พนักงานภาคพื้นที่เคยเห็นหน้าค่าตากันบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก และกำลังยืนรอพี่จิตรื้อกระเป๋าถือจนกระจุยกระจาย เพื่อค้นหาบัตรประชาชนของตัวเอง


    “สวัสดีค่ะ กัปตัน...เอ่อ... น้องเดินทางคนเดียว ให้เช็คอินเป็น UM มั้ยคะ?”


    พนักงานภาคพื้นดินประจำเคาน์เตอร์เช็คอินถามตามหน้าที่ น้ำเสียงตะกุกตะกักกับแก้มที่ขึ้นสีนิดๆ บ่งบอกว่ารอยยิ้มที่ธาดาส่งไปให้นั้นมีอำนาจทำลายล้างสูงขนาดไหน


    โดยปกติแล้วเด็กที่ยังอายุไม่ถึง 12 ปี นั่งเครื่องบินโดยไม่มีผู้ใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย ศัพท์ทางการบินจะเรียกกันว่า UNACCOMPANIED MINOR หรือ UM และสมมติว่าคราวนี้ปรมัตถ์เดินทางโดยไม่มีพี่จิต ถึงแม้จะมีธาดาเป็นผู้ใหญ่ที่ร่วมเดินทางไปในฐานะนักบินในเที่ยวบินนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ทางสายการบินก็ยังต้องลงทะเบียน โดยถือว่าเด็กน้อยเดินทางเป็น UM โดยไม่มีผู้ปกครองอยู่ดี และเพราะธาดาเป็นนักบินที่ขับเครื่องบินลำนี้ไม่ใช่ผู้โดยสาร จึงไม่สามารถนับเป็นผู้ปกครองได้...


    แต่เรื่องแบบนี้ ยังไงธาดาก็คงไม่อธิบายให้มากความ เพราะกฏการบินนั้นมากมายยิบย่อย บางครั้งกว่าจะคุยกันรู้เรื่องต้องเสียเวลาเป็นครึ่งค่อนวัน เขาคงไม่เอาด้วย สู้จัดการด้วยตัวเอง ทำตามข้อกำหนดแค่แป๊บเดียวก็ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ใครต่อใครฟังแล้ว


    และในขณะที่กำลังคิดเพลินๆ ว่าเมื่อกี้เหมือนน้องกราวด์จะเลื่อนขั้นเรียกเขาว่ากัปตันซะด้วย พี่จิตก็ยื่นบัตรประชาชนมาให้เขาพอดี…


    เห็นไหม ปัญหาบางอย่างยังไม่ได้เริ่มแก้ ก็จบเรียบร้อยด้วยตัวของมันเอง


    “เดินทางสองคนครับ อันนี้บัตรประชาชนของผู้ปกครอง”


    ธาดายังไม่เลิกยกมุมปากน้อยๆ ขณะวางบัตรประชาชนสีฟ้าตามลงบนเคาน์เตอร์ และไม่ลืมสอบถามถึงที่นั่งโซนหน้า


    “หนึ่งจูเลียต หนึ่งกิโลยังว่างมั้ยครับ?” เสียงนุ่มถามออกไป


    เขาพยายามเลือกที่นั่งติดกันสองที่ริมหน้าต่างเพราะแน่ใจว่าปรมัตถ์น่าจะอยากมองออกไปด้านนอก แต่ก็ไม่ลืมหันไปถามเจ้าตัวน้อยจนได้รับคำยืนยันเป็นการพยักหน้าหนึ่งครั้ง


    “ชะ… เช็คให้สักครู่นะคะ” สาวน้อยตอบเลิ่กลั่ก


    จะไม่ให้เธอประหม่าได้ยังไง เพราะคนที่กำลังส่งยิ้มพิมพ์ใจให้เธอคนนี้ ถ้าไม่ใช่พี่นักบินผู้ช่วยธาดาสุดหล่อแถมยังใจดีมีอารมณ์ขัน ตั้งแต่บนบ่ามีขีดเดียวก็ชื่อดังกระฉ่อนไปทั้งสายการบินคนนั้นแล้วจะเป็นใคร


    ถึงวันนี้จะสามขีดแล้ว… ก็ดูดีสุดๆ ดูดีมากๆ!


    ไหนว่าไปเชียงใหม่ มาโผล่ไฟล์ทหาดใหญ่ของฉันได้ไง! วันนี้กำไรลูกตาแท้ๆ


    เอ… จะว่าหล่อก็ได้อยู่หรอกนะ แต่พอยิ้มแล้วทำไมรู้สึกว่าหน้าสวยหวานจังเลย…


    โอ้ย ไม่รู้อ่ะ รู้แต่เคลิ้ม~


    เธอคิดก่อนก้มหน้าซ่อนยิ้ม พร้อมกดแป้นคอมพิวเตอร์มือเป็นระวิง


    “จูเลียตว่าง แต่กิโลมีคนนั่งแล้วค่ะ เป็นหนึ่งอัลฟ่าบราโวแทนได้ไหมคะ” พนักงานสาวพยายามเสนอที่นั่งคู่ริมหน้าต่างฝั่งซ้ายให้แทน


    จริงๆ แล้วธาดาอยากให้ปรมัตถ์นั่งฝั่งขวากลางลำค่อนมาทางหน้าปีกเล็กน้อย เพราะเมื่อใกล้แลนดิ้งวิวทะเลทางฝั่งนั้นจะสวยที่สุด แต่ในเมื่อใจนึงก็เป็นห่วง อยากให้หลานตัวน้อยนั่งส่วนหน้าใกล้ห้องบิน จึงไม่อาจจะตัดสินใจให้นั่งแถวปีกที่ไกลหูไกลตากว่าได้ ดังนั้นเขาจึงลองถามถึงโซนหน้าสุดแต่เป็นแถวถัดๆ ไปแทน


    “อืม… งั้นฝั่งเจเคว่างตรงไหนบ้างครับ ไม่ต้องซีทแรกก็ได้”


    “สองจูเลียตกิโลว่างค่ะ บุ๊คเลยมั้ยคะ กัปตัน”


    เอ่อ… กัปตันไฟล์ทนี้ไม่ใช่ผมหรอกนะครับ


    ธาดาได้แต่คิดในใจ เพราะเขารู้ว่าสำหรับกราวด์สตาฟแล้วการเรียกนักบินด้วยคำว่ากัปตันแม้คนคนนั้นจะยังมีขีดบนบ่าน้อยกว่าสี่ขีด ถือเป็นการให้เกียรติเท่านั้น ไม่ได้จริงจังอะไร


    เขาจึงส่งยิ้มบางๆ ให้พนักงานหลังเคาน์เตอร์อีกครั้งพร้อมตอบตกลง กล่าวขอบคุณและรับบัตรที่นั่งสองใบกลับมา จากนั้นคุกเขาลงพูดกับเด็กน้อยด้วยใบหน้าอ่อนโยน


    “ไปครับ ไปเที่ยวหาดใหญ่กัน”

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in