alone in the mountainsnichised
นรกน่ะไม่มีจริงหรอก มีก็แต่ผีที่ไม่ได้ถือซิติเซ่นเท่านั้นแหละ
  • พริมกลับมาถึงบ้านอย่างเหนื่อยล้า หลังจากทานอาหารกลางวันเป็นพายหมูสับและกาแฟดำอีกแก้ว พริมก็รู้สึกไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว ถึงการมาเยี่ยมบ้านพ่อแม่ของแฟนจะดูไม่ใช่การพักผ่อน แต่พริมก็คาดหวังว่ามันจะไม่น่าหนักใจเท่านี้ 

    ลาคแลนแและเจคกำลังจะออกไปจัดการเรื่องรั้วในเขตล่าสัตว์ ลาคแลนชวนพริมไปนั่งรถเล่นด้วย แต่วันนี้ก็หนักหนามากเกินไปสำหรับพริมแล้ว เธอจึงขอนอนพักอยู่ที่บ้านหนึ่งวัน

    “ไม่เป็นไรหรอก เรามีเวลาอีกตั้ง 10 วันกว่าจะกลับ เดี๋ยวก็หาโอกาสไปดูวิวได้อีกแหละ” ลาคแลนปลอบใจ กลัวว่าเธอจะเสียใจที่พลาดโอกาสได้ทำความรู้จักกับหุบเขารังกิตาตามากไปกว่านี้

    “ขอบคุณนะที่เข้าใจ” พริมกล่าวเรียบๆ ไม่แน่ใจว่าลาคแลนเข้าใจหรือแค่ไม่ได้เก็บคิดอะไร

    แมรี่เองก็ไม่อยู่ เหมือนกับว่าจะออกไปล่าพอสซัม พริมไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกหรือไม่ จึงถามซ้ำอีกครั้ง

    “แมรี่ไปไหนนะ?!”

    “ไปล่าพอสซัมน่ะ ขนของพวกมันขายได้ราคาดีทีเดียว”

    “อ้อ มิน่าล่ะ เสื้อที่ฉันใส่อยู่ก็ทำจากขนของเมอริโน่ผสมกับพอสซัม” พริมนึกถึงความทรงจำตอนที่มาถึงนิวซีแลนด์ใหม่ๆ และซื้อเสื้อกันหนาวตัวนี้จากร้านขายของนักท่องเที่ยว อยู่ดีๆ พริมก็รู้สึกผิดขึ้นมาที่ใส่เสื้อผ้าจากขนสัตว์

    “ไม่ดีเลยเนอะ ฉันไม่น่าใช้เสื้อที่ทำจากขนพวกมันเลย”

    “ไม่ต้องห่วงหรอก พอสซัมเองก็เป็นเอเลี่ยนสปีขีส์ที่นี่เหมือนกัน พวกเราต้องล่ามันอยู่แล้วไม่ว่าจะเอาขนมันไปทำอะไรก็ตาม เพราะพวกมันน่ะเป็นศัตรูที่เลวร้ายที่สุดของระบบนิเวศในนิวซีแลนด์ก็ว่าได้ ถ้าไม่นับมนุษย์นะ มันกินทั้งพืชและสัตว์ ไม่ว่าจะไข่ของนกที่วางบนดิน หรือต้นอ่อน ดอกไม้ หรือใบไม้พื้นถิ่นที่เป็นอาหารนก ล้วนโดนมันกินหมด”

    พริมเงียบไป จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง พยายามจะถกเถียงถึงความชอบธรรมในการล่า แต่ก็คิดอะไรไม่ออก สมองเหนื่อยล้าเกินกว่าจะคิดอะไรยากๆ ลาคแลนเองก็ดูเหมือนจะชินกับพริมที่จิตใจล่องลอยไปคิดอะไรในหัวคนเดียว จึงผละไปแล้วไปจัดการเรื่องรั้วกับเจค

    แสงแดดยามบ่ายวันนี้ไม่แรงมากนัก พริมมองท้องฟ้าขมุกขมัวอึมครึม เดาไม่ถูกว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก ระหว่างที่กำลังลังเลว่าจะไปนอน หรือนั่งเล่นตรงนี้ดี แอนนาก็ปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง

    “เป็นไง งานแอนแซคสนุกมั้ย” แอนนาถามพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

    พริมถอนหายใจเป็นคำตอบ เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรทั้งนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเงียบอยู่นาน พริมจึงถามแอนนาขึ้นมาแทน

    “ว่าแต่เธอเป็นผีแบบไหน ทำไมไปไหนไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับบุญวาสนาที่เธอเคยบอกฉันวันก่อนไหม” พริมถามขณะนึกถึงความฝันที่ยายมาหาวันก่อน และย่ามใจกับเทคนิคเบี่ยงเบนคู่สนทนาให้พูดเรื่องตัวเอง เพื่อที่พริมจะได้ไม่ต้องพูดเรื่องของเธอเองนั้น พริมได้รับบทเรียนมามากจนมีวันนี้ได้

    “อ๋อ เรื่องนั้นน่ะ” แอนนากำหมัด “เธอพอจะมีเวลาว่างสักสองสามชั่วโมงมั้ย”

    พริมอึกอัก ไม่คิดว่าตนเองจะถามถูกจุดขนาดนั้น ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ต้องเจอผีเยอะขนาดนี้ ก็อยากเข้าใจพวกเขาให้มากกว่านี้เหมือนกัน แะดรีนาลินก็เริ่มมา ให้ไปนอนตอนนี้ก็คงค้างคาใจพอควร

    “โอเค ว่ามา”

    “เรื่องของเรื่องน่ะ คือว่าวิญญาณของต้นแอปเปิลแกรนนี่สมิธยังต้องขอวีซ่าทำงานอยู่ดีถึงแม้พวกเราจะเกิดบนแผ่นดินนิวซีแลนด์มาหลายชั่วอายุ พวกเราก็ไม่ได้ถือซิติเซ่นเหมือนต้นกีวี่ ทั้งๆที่แกรนนี่สมิธน่ะถูกนำเข้ามาปลูกที่นิวซีแลนด์ตั้งนานแล้วโดยมีสายพันธุ์ถูกพัฒนาขึ้นที่ออสเตรเลีย คนก็ปลูกแอปเปิลกันทั่วบ้านทั่วเมือง สายพันธุ์ก็มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งออกได้ตั้งเยอะ แต่พวกเราน่ะ ราคาไม่ดีเท่าผลไม้กีวี่น่ะสิ”

    “เอ่อ เธอกำลังจะบอกว่า ต้นกีวี่ไม่ใช่ต้นไม้พื้นเมืองหรอ” พริมตกใจ ทั้งชีวิตที่เกิดมาคือเรื่องหลอกลวง

    “ถูกต้อง มันเป็นกูสเบอร์รี่จากจีน แต่ถูกรีแบรนด์เป็นชื่อกีวี่ตามนกพื้นถิ่นเพราะมีคนจะทำขายเป็นผลไม้ส่งออกจากนิวซีแลนด์เท่านั้นแหละ” แอนนาพูดอย่างหงุดหงิด

    “โห สรุปทุกคนล้วนอพยพมาหรอเนี่ย มีใครเป็นต้นไม้ของแผ่นดินนี้จริงๆ บ้าง ฮ่าๆ” พริมรู้สึกว่าเรื่องมันชักจะแปลกประหลาดจนน่าขันและเผลอหัวเราะออกมา เมื่อนึกได้ว่าแอนนากำลังหงุดหงิดอยู่จึงหุบปากตัวเองเสียสนิท

    “พวกมานูก้าไงล่ะ นึกถึงมานูก้าฮันนี่สิ” แอนนากำลังพูดถึงน้ำผึ้งราคาแพงจากต้นไม้พื้นถิ่นของนิวซีแลนด์ พริมอาศัยอยู่ประเทศนี้มา 5 ปีเองก็ยังไม่เคยซื้อมาทานเอง

    “งง ฝ่ายทำงานตรวจคนอพยพของผีนี่ก็ตั้งกฎไม่เข้าท่าเหมือนโลกมนุษย์เลยนะ” พริมเริ่มจับเค้าลางได้ จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากชีวิตเธอที่ต้องคอยต่อวีซ่าทำงานมาเรื่อยๆ จนป่านนี้ยังเริ่มยื่นเรสิเดนซ์ไม่ได้เลย

    “แต่ทำไมวงการผีผักผลไม้ถึงรักของจีนล่ะ ไม่เห็นรังเกียจคนจีนเหมือนสมัยมาทำเหมืองที่โอทาโก้เลย” พริมนึกถึงเรื่องที่เพื่อนคนจีนที่ครอบครัวอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์มา 5 ชั่วอายุคน จากต้นตระกูลที่มาทำเหมืองเป็นร้อยปีก่อน ใช้เวลานานอยู่กว่าจะถูกนับเป็นพลเมืองของนิวซีแลนด์ และทุกวันนี้เพื่อนของเธอก็ยังถูกบาริสต้าจากร้านที่ไม่ได้ไปเป็นประจำมองเหมือนเขาเป็นนักท่องเที่ยว

    “เพราะทุนนิยมมันเหี้ยน่ะสิ ก็เขาให้คะแนนวีซ่าสำหรับเลื่อนขั้นเป็นเรสิเดนท์จากผลประโยชน์ที่เธอทำให้กับประเทศ นรกน่ะไม่มีจริงหรอก มีก็แต่ผีที่ไม่ได้ถือซิติเซ่นเท่านั้นแหละ” แอนนากล่าวอย่างโมโห

    พริมกำลังเรียบเรียงข้อมูลในหัว

    “สรุปว่า ต้นกีวี่ถูกตั้งชื่อตามนกกีวี่อีกที และเป็นต้นไม้อพยพเหมือนกัน ว่าแต่ทำไมไม่นับเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์แบบพอสซัมล่ะ เหมือน expat กับคนต่างด้าวมั้ย แล้วแกรนนี่สมิธไม่ได้ซิติเซ่นนิวซีแลนด์แบบที่ต้นกีวี่ได้ เนื่องจากขายราคาไม่ได้ดีเท่าแถมยังไม่ได้ถูกรีแบรนด์มาแบบกีวี่หรอ”

    “นั่นสินะ อย่างน้อยชั้นก็เป็น expat ไม่ใช่ต่างด้าวแบบพอสซัม” แอนนาซับน้ำตาที่หัวตา

    พริมกลั้นขำแทบไม่อยู่ สรุปว่าที่เธอต้องมารับรู้เรื่องผีเหล่านี้เพราะประเด็นในการยื่นขอวีซ่า เรสิเดนท์ และซิติเซ่นอย่างนั้นหรือ น่าสนใจจริงๆ ว่าเจ้ากวางชาลีถือพาสปอร์ตประเทศอะไร แต่ดูจากการที่ต้องเข้าฝันเธอเพื่อมาคุยด้วยเพราะพลังไม่มากพอ ท่าทางน่าจะระดับต่ำกว่าแอนนาเสียอีก

    “แล้วผีทหารที่ฉันเจอวันนี้ล่ะ” พริมถามต่อ ถึงแม้จะเสี่ยงถูกหัวเราะเยาะจากแอนนาที่เผลอไปร่วมงานมาจนเจอผีทหารรียูเนียน แต่ความอยากรู้มีมากกว่า

    “แน่นอนว่าพวกนั้นมันต้องถือพาสปอร์ตนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ดีไม่ดีได้เหรียญกล้าหาญ มีคนทำพิธีเชิดชูเกียรติทุกปี คะแนนบุญวาสนามันก็ต้องเยอะเป็นธรรมดา” แอนนากล่าวอย่างใส่อารมณ์ 

    อยู่ดีๆ พริมก็นึกถึงพระสยามเทวาธิราช หรือว่าบุญวาสนาที่เธอมีมาจากพ่อสลิ่มของเธอที่ทำบุญให้เจ้ามาทั้งชีวิตกันนะ ไว้เก็บไปถามยายดีกว่า

    หลังจากแอนนาเล่าเรื่องคะแนนผีให้เธอฟังเพิ่มเติมจนจบ พริมก็รู้สึกอยากนอนขึ้นมาทันที หวังว่าวันนี้จะได้งีบอย่างสงบๆ เสียที ต้องจุดธูปบอกชาลีไหมว่าอย่าพึ่งมาเข้าฝัน พริมชงชามิ้นท์ให้ตัวเองเป็นการปรับอารมณ์ให้เย็นลงแล้วเข้าไปนอนในห้องนอนแขกของเธอเงียบๆ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in